๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมนูญรัฐธรรมนูญเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นความสงบ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่ได้ตัดไม่ได้เพิ่ม ยกเลิกสิ่งที่เป็นอดีต ไม่วิตกกังวลในเรื่องอนาคต ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ชีวิตไม่ได้อยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ เป็นชีวิตอยู่กับธรรมนูญรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน เป็นความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ ทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา เน้นที่สติที่สัมปชัญญะ ไม่ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอารัฐธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะอยู่ที่หน้าที่ รู้เข้าใจว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว วาระนั้นได้แก่ธรรมนูญวาระนั้นได้แก่รัฐธรรมนูญ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนั้นยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวว่างจากตน ไม่มีเราไม่มีคนอื่น ไม่มีอีโก้ ไม่มีตัวกูของกู ตัวสูของสู เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจและการทำหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจเข้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติ มีธรรมนูญรัฐธรรมนูญอยู่ ณ ปัจจุบัน มีสติมีสัมปชัญญะรู้เข้าใจไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส เอาโซเชียลเอากระแสที่ทำให้เกิดปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เสียสละอดีตที่ผ่านมา ไม่วิตกกังวลฟุ้งซ่านในอนาคต เป็นความดับไม่เหลือในปัจจุบันในการทำหน้าที่

 

มนุษย์เรานอนพักผ่อน ๒๔ ชั่วโมง พักผ่อน ๖ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมงพอเพียงเพียงพอ ปัจจุบันมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นตื่นเบิกบานในการทำงานในการทำหน้าที่ ทานอาหารวันละ ๓ เวลา สำหรับนกับบวชฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสวยอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตั้งแต่เสด็จออกบรรพชาจนถึงเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานเสวยภัตตาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว

 

ชาติศาสน์กษัตริย์ได้แก่ธรรมนูญได้แก่รัฐธรรมนูญ มนุษย์ทั้งหลายอยู่ในโลกนี้มีอยู่แปดพันกว่าล้านคน มีประเทศน้อยใหญ่ ๑๙๕ ประเทศ ใช้การดำเนินชีวิตอย่างเดียวกันหมด ได้แก่ธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญได้แก่ความรู้ความเข้าใจ ได้แก่การทำหน้าที่ของหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ ว่าธรรมนูญนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม เราทุกคนมารู้ของกรรม รู้เรื่องกฎแห่งกรรม รู้เรื่องผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ สมมติสัจจะที่มีไว้ให้เราเข้าใจให้เราทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นมีหลายล้านสมมติ เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ จะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาทำหน้าที่ เพราะสมมตินั้นคือกรรมจะเป็นกฎแห่งกรรมแล้วจะเป็นผลของกรรม

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นเอไอทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นปัญญาประดิษฐ์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วจะเกิดความเสียหาย จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ถ้าเราไม่เอารัฐธรรมนูญมาใช้ธรรมนูญนั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ก็เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจเพื่อจะได้ก้าวไปด้วยรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญถึงจะเกิดได้ พสกนิกรชาวโลกต้องพากันเข้าใจ พากันเข้าใจเรื่องกระแส เข้าใจเรื่องโซเชียล ต้องเอาใจธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เป็นโซเชียลครอบงำจิตใจของเรา

 

 ให้เรารู้เข้าใจจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส มีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขกับการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่รัฐธรรมนูญอยู่ที่มีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่การทำหน้าที่

 

เราทุกคนจะต้องมีสติมีสัมปชัญญะเพื่อก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันจะได้ว่างจากตัวจากตน ผู้มีสติผู้มีสัมปชัญญะนั้นจะหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันจะยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดความปรุงแต่งด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเมื่อตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ สัปดาห์เท่านั้น เพราะเหตุผลว่าการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เป็นการก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่าต้องเอาความสงบและปัญญามาทำงานไปพร้อม ๆ กัน สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องของชาติศาสน์กษัตริย์ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นได้แก่พุทธะ ธัมมะ สังฆะ พุทธะนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยหน้าที่ คำว่าพุทธะนี้เป็นคำกลาง ๆ ศาสนาทุกศาสนานั้นได้แก่พุทธะ ธัมมะ สังฆะ เป็นการมุ่งเป้ามายังตัวเราทุก ๆ คน ถ้าพุทธะ ธัมมะ สังฆะอยู่ภายนอกนั้นก็ดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา พุทธะ ธัมมะ สังฆะนั้นต้องอยู่ที่ตัวเราถึงจะเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ถึงจะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เอาความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจเอามาทำหน้าที่

 

ชาติศาสน์กษัตริย์นี้จึงเป็นหลักสากล ก้าวไปด้วยพุทธะได้แก่รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นได้แก่ปัญญาบริสุทธิคุณ ธรรมนูญนั้นจึงไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นความสงบเป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจจากการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัติที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นออกซิเจนเป็นการยกเลิกความทุกข์เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจ เราต้องเอามาใช้เอามาเสียสละเอามาทำหน้าที่ เพื่อรัฐธรรมนูญจะทำงาน สมมติสัจจะที่เป็นรัฐธรรมนูญจึงจะส่งเราเข้าถึงธรรมนูญ ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเพื่อจะมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นอีโก้ ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น เป็นผู้ดีกว่าเขาเป็นผู้เก่งกว่าเขา เป็นผู้ฉลาดกว่าเขา เป็นผู้มีฐานะสูงส่ง หรือว่าเสมอเขาหรือว่าสู้เขาไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระเจ้าทั้งหลายคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ ว่าเราหรือว่าคนอื่นนั้นมันคือสัญชาตญาณเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันคือความไม่สงบ นั้นคือสงคราม สงครามในตัวไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน ขยายวงกว้างออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก สงครามคือความไม่สงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสกับพระโมคคัลลานะให้รู้เข้าใจ เพื่อจะได้เจริญสติสัมปชัญญะ จะได้หยุดยกหูชูงวงชูความหลง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสวิธีทำตนเมื่อเข้าสู่บ้าน
ตรัสสอนว่า..

"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่ชูงวง (มีมานะถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ) เข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล หากในตระกูลมีกรณียกิจอยู่หลายอย่างก็จะเป็นเหตุให้พวกเขาไม่ใส่ใจภิกษุผู้เข้ามาแล้ว ภิกษุย่อมมีความคิดว่า อาจจะมีใครยุยงให้สกุลนี้แตกกับเรา พวกเขาดูอิดหนาระอาใจ เมื่อบิณฑบาตไม่ได้อะไร ภิกษุนั้นก็ย่อมเก้อเขิน คิดฟุ้งซ่าน ไม่สำรวมจิต จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ"

..ให้ระวังคำพูด
"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่พูดถ้อยคำที่จะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เมื่อต้องพูดต้องเถียงกัน มีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ"

ไม่ควรคลุกคลีกับคน ควรคลุกคลีกับสถานที่เงียบสงัด
"โมคคัลลานะ เราไม่ได้สนับสนุนให้คลุกคลี แต่เราก็ไม่ได้ตำหนิความคลุกคลีเสียทั้งหมด คือ เราไม่สนับสนุนให้คลุกคลีกับชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต แต่ว่าเราสนับสนุนให้คลุกคลีกับเสนาสนะที่เงียบสงบไม่อื้ออึง ไร้คนสัญจร เป็นที่ๆ ควรประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด" (อรรถกถาว่า พุทธประสงค์คือ จะให้พ้นจากบาปมิตร)

ทูลถามปัญหา บรรลุพระอรหัต
พระโมคคัลลานะทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐกว่าเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย"
ตรัสตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ฟังว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้ฟังแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา (วิปัสสนา)
เมื่อเสวยเวทนาอย่างใด ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ ย่อมไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น (อนิจจานุปัสสี) ก็จะคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี) ย่อมพิจารณาเห็นความดับ (นิโรธานุปัสสี) เห็นความสละคืน (ปฏินิสสัคคานุปัสสี)
เมื่อเธอพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นๆ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
โมคคัลลานะ ข้อปฏิบัติโดยย่อมีเพียงเท่านี้แล
เมื่อพระโมคคัลลานะอุปสมบทแล้ว ๗ วัน พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นพระโมคัลลานะนั่งง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ด้วยทิพยจักษุ จึงเสด็จมาหาและตรัสบอกเหตุให้ละจากความง่วง

 

อุบายแก้ง่วง ๘ อย่าง

- เมื่อมีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ พึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก

- พึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ

- พึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร

- พึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว

- พึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์

- พึงทำในใจถึงเอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวันและกลางคืนว่าเหมือนกัน มีใจเปิดเผยอยู่ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้เกิดแสงสว่าง

- พึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ ใจไม่คิดไปในภายนอก

- พึงสำเร็จสีหไสยา คือนอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า จักไม่ประกอบความสุขในการนอนการเอนข้าง การเคลิ้มหลับ

 

พระผู้มีพระภาคทรงตรัสสอนพระโมคคัลลานะ ไม่ให้ชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าในตระกูลมีกิจหลายอย่าง ไม่ใส่ใจภิกษุผู้มาแล้ว ภิกษุย่อมเก้อเขิน และมีความคิดฟุ้งซ่านว่ามีใครยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ บุคคลจึงไม่ควรพูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้เถียงกัน เพราะจะเกิดการพูดมาก เมื่อเกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้น ย่อมไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ

และทรงตรัสว่าพระองค์ไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต แต่ทรงสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะอันเงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด ที่หลีกเร้น

 

ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ข้อปฏิบัติที่ทำให้ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จ มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เป็นพรหมจารี  มีที่สุด ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อได้สดับว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา  ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง เมื่อได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งสุข ทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ความดับ ความสละคืน เมื่อนั้นย่อมไม่ยึดมั่นอะไรในโลก ไม่มีความสะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

 

พระโมคคัลลานะรู้เข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจนั้นมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ด้วยการอบรมบ่มอินทรีย์ พระโมคคัลลานะจึงได้เป็นพระอรหันขีณาสพ ด้วยความรู้ความเข้าใจในวัฏฏสงสาร เพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

พระสารีบุตรเช่นเดียวกันนั้นเป็นผู้มีปัญญามากกว่าพระภิกษุทั้งหลาย ได้บรรลุธรรมช้ากว่าพระโมคคัลลานะเพราะว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ปัญญานั้นมีทั้งคุณมีทั้งประโยชน์ ผู้มีปัญญาก็ต้องมีความสงบ ผู้มีความสงบก็ต้องมีปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เอไอทางจิตใจกับเอไอทางวัตถุต้องเป็นปัญญาประดิษฐ์ไปพร้อม ๆ กัน เช่น ธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญต้องไปพร้อม ๆ กัน พระสารีบุตรนั้นเป็นผู้มีปัญญามาก วันที่พระสารีบุตรจะได้ตรัสรู้นั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องปัญญาสัมมาทิฏฐิให้กับทีฆนขะพราหมณ์

 

ในครั้งนั้นสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ปริพาชกมีชื่อว่าทีฆนขะพราหมณ์ เป็นหลานของท่านพระสารีบุตร ได้เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ที่ประทับ

 

ทีฆนขะพราหมณ์ แสดงความคิดเห็นว่า ทุกอย่างไม่ควรแก่ตน เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากไม่สมควรมีแก่ตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสโต้ตอบเพื่อให้เกิดปัญญาว่า ถ้าอย่างนั้นน่ะ ความเห็นอย่างนั้น ก็ไม่สมควรแก่ท่านเช่นเดียวกัน

 

ทีฆนขะพราหมณ์ ทูลถามต่อไปว่า ตนมีความชอบใจในสิ่งใด ก็สมควรที่จะได้รับในสิ่งนั้น ๆ มีความเห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ต้องได้ตามใจตามปรารถนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสตอบให้เข้าใจว่า คนที่พูดอย่างนี้ ยังไม่ละทิฏฐินั้น ๆ ของตัวเอง ซ้ำยังไปถือทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนของตนเอง และถือทิฏฐิมานะอัตตาของคนอื่นมีอยู่อีกเป็นส่วนมาก แต่คนที่พูดอย่างนี้แล้วจะละทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนของตนนั้นไม่ได้ เพราะยังเป็นความปรุงแต่ง ยังเป็นตัวเป็นตนอยู่ ไม่ใช่ความสงบไม่ใช่ปัญญา มันยังเป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตน มันเป็นความปรุงแต่ง เพราะความปรุงแต่งนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มี ความดับทุกข์นั้นไม่มีอยู่ในความปรุงแต่ง

 

ครั้นแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ทีฆนขะพราหมณ์เพื่อความรู้ความเข้าใจ สมณพราหมณ์บางพวกที่มีความเห็นว่า ทุกสิ่งสมควรแก่ตนบ้าง ทุกสิ่งไม่สมควรแก่ตนบ้าง เห็นว่า บางอย่างสมควร บางอย่างไม่ควรบ้าง

 

ฝ่ายที่เห็นว่า ทุกสิ่งสมควรแก่ตน ไปทางยินดี ไปในทางยึดมั่นถือมั่น มันเป็นตัวเป็นตน เป็นความยึดมั่นถือมั่น นั้นมันเป็นทุกข์เพราะเป็นความปรุงแต่ง จิตใจอีกฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สมควรแก่ตนเลย จิตใจอย่างนี้ไปในทางปฏิเสธ ไปในทางไม่ยินดี เป็นใจที่ปฏิเสธ ปฏิเสธกับความยินดีก็คือความปรุงแต่งเช่นเดียวกัน ความปรุงแต่งนั้นเป็นทุกข์ทั้งสิ้นเป็นทุกข์ทั้งหมด ไม่ใช่ความสงบไม่ใช่ปัญญา

 

ทีฆนขะพราหมณ์ปริพพาชกจึงกล่าวต่อไปว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวยกย่องความเห็นของตน พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปอีกว่า ฝ่ายที่เห็นว่าบางอย่างนั้นสมควรแก่เรา บางอย่างนั้นไม่สมควรแก่เรานี้ไม่ใช่ทางสายกลาง มันเป็นที่สุดสองทางที่บรรพชิตไม่พึงประพฤติไม่พึงปฏิบัติ อันหนึ่งมันซ้ายจัด อันหนึ่งมันขวาจัด ไม่ใช่ทางสายกลาง นั้นคือความปรุงแต่ง

 

 แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสต่อไปว่า วิญญูชนย่อมพิจารณาเห็นว่า การยึดถือทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันเปล่า ๆ ทำให้เกิดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จึงต้องละทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนเหล่านั้น และไม่ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิของตนและทิฏฐิผู้อื่นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนว่า ควรพิจารณาเห็นว่าร่างกายนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรคเป็นภัย มีโรคมีภัย พิจารณาด้วยปัญญาอย่างนี้แหละ จนเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ละความพอใจในกายออกเสียได้ถึงจะเกิดความสงบเกิดปัญญา หยุดความปรุงแต่ง

 

ครั้นแล้วตรัสเรื่องเวทนาทั้ง ๓ คือ ความสุข ความทุกข์ ความไม่ทุกข์ความไม่สุข และชี้ให้เห็นด้วยปัญญาว่าเป็นความไม่เที่ยง อาศัยเหตุอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นของเวทนาเหล่านั้นเนื่องมาจากเหตุปัจจัยด้วยปัญญารู้แจ้งเห็นจริง

 

เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ อริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายคลายความยึดมั่นถือมั่นในเวทนาทั้ง ๓ นั้น เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด และหลุดพ้น รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว สิ้นชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำหน้าที่เสร็จแล้ว ผู้มีจิตหลุดพ้นอย่างนี้ ย่อมไม่วิวาทมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา สิ่งใดที่เขาพูดกันในโลกนี้ ก็พูดตามโวหารนั้น แต่ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น

 

พระสารีบุตรนั่งพัดอยู่เบื้องพระปฤษฏางค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ส่วนปริพพาชกชื่อทีฆนขะพราหมณ์ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน เมื่อเห็นธรรมบรรลุธรรมแล้ว ได้กราบทูลสรรเสริญในพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แสดงตนเป็นอุบาสกเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะในการประพฤติการปฏิบัติตลอดชีวิต

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่มองข้ามหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ อย่างเราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชนี้เราจะพากันเป็นได้อย่างไร เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะเป็นได้ก็เพราะหน้าที่ สมมติสัจจะที่เป็นรัฐธรรมนูญเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ธรรมนูญที่เป็นข้าราชการนักการเมืองที่เป็นนักบวชธรรมนูญนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่เราพึงประพฤติพึงปฏิบัติ ระเบียบวินัยในรายรับรายจ่ายที่เป็นกระทรวงการคลัง รายรับรายจ่ายนี้เป็นกระทรวงการคลัง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องรายรับรายจ่ายนี้คือกระทรวงการคลัง ความสงบและปัญญาต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเรื่องรายรับรายจ่ายที่เป็นกระทรวงการคลัง ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้ตรัสรู้เป็นอรหันต์ขีณาสพ มีพระสาวกเป็นพระอรหันต์ ๖๐ รูป ออกเผยแผ่รัฐธรรมนูญเพื่อให้มหาชนได้เข้าถึงธรรมนูญ ได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกเผยแผ่ ๖๐ รูปให้ไปทิศละ ๑ รูป ส่วนพระองค์จะไปเพียงผู้เดียวเพื่อเผยแผ่รัฐธรรมนูญเพื่อให้มหาชนได้เข้าสู่ธรรมนูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้เสด็จไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง มีบริวาร ๑ พันคน รวมทั้ง ๓ พี่น้องเป็น ๑,๐๐๓ คน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้เอาสิ่งที่เป็นปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ให้เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ ต้องเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน 

 

พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร 

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่  ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง  จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน

 

พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด

 

วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน

 

ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า

 

วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง  อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ 

 

ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน  ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น

 

เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์

 

อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล 500 คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

 

เมื่อชฏิล 500 คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ  

 

ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ   ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า

 

จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน
-  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน

-  วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย

 

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษเราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้รู้เข้าใจว่าความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะความจำนั้นเป็นสัญญาขันธ์ เราต้องพากันรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราต้องยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราต้องว่างจากตัวจากตน เพื่อเอารัฐธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติเพื่อเราจะได้เข้าสู่ทางสายกลางได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นจะได้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกชาติทุกศาสนาพากันเข้าใจว่าเราต้องเอาทางสายกลางที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านไม่ได้ไปแก้ที่ใครเลย เพียงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การเผยแผ่นั้นคือการทำพุทธกิจ ทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครที่จะไปแก้ไขภายนอกได้ ทุกคนต้องรู้เข้าใจ ทำหน้าที่ของตัวเอง

 

การทำหน้าที่ของตัวเองนั่นแหละถึงเป็นความดับไม่เหลือแห่งนิติบุคคลตัวตนที่เป็นภพชาติ เน้นที่บริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจปัญหา รู้เข้าใจเรื่องวิกฤต ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องเข้าใจในเรื่องของชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลนี้ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานถึงได้ตรัสโอวาทสำคัญที่เป็นปัจฉิมโอวาทก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานไว้ว่า

 

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

 

 

Visitors: 132,149