๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๕ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
ท่านผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด บุคลากร จำนวน ๔๗ ท่านได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีฯ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ถึงวันที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ วันนี้เป็นวันเดินทางกลับ
ให้ทุกท่านพากันเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิต ธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นเป็นทางสายกลาง สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นสัญชาตญาณ เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ชีวิตของเราทุก ๆ คนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตนั้นไม่ได้
ชาติศาสน์กษัตริย์ต้องก้าวไปด้วยรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญถึงจะเกิดขึ้นมาได้ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เป็นความสงบเป็นความพอเพียงเป็นความเพียงพอ ไม่มากไม่น้อย ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด
ทุกท่านทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าเราทุกคนทุกท่านต้องเอาธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติด้วยอาศัยรัฐธรรมนูญ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าภายนอกนั้นคือภายนอก ภายในคือภายใน วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าภายนอกก็คือภายนอก ถ้าภายในก็คือภายใน คนละวาระ
อดีตนั้นก็ได้แก่อดีตไม่ใช่อนาคต อนาคตก็ได้แก่อนาคตไม่ใช่อดีต ปัจจุบันก็ได้แก่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ ทุกท่านทุกคนพากันเข้าใจว่าวาระนั้นเพียงวาระเดียว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เกิดจากหน้าที่ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญของวาระต่าง ๆ เมื่อเรามุ่งเป้ามายังตัวเราสิ่งภายนอกก็ย่อมไม่มี เมื่อเราอยู่กับสิ่งภายนอก สิ่งภายในก็ย่อมไม่มี ชาติคือความเกิดนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ไม่มีธรรมนูญรัฐธรรมนูญเราก็ไม่มีพระนิพพาน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เอาปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ
คำว่าครอบครัวหมายถึงครอบครอง ครอบครอง ปกครอง ทุกท่านทุกคนต้องรู้จักคำว่าครอบครัวรู้จักคำว่าปกครอง ครอบครัวนี้ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา คำว่าปกครองนี้ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา
ความรู้ความเข้าใจที่เป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ ด้วยเหตุผลนี้มุ่งเป้ามายังตัวเรา การทำประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นนั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องมุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่มุ่งเป้าไปยังพระอรหันต์
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่เป็นความจำ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นเอไอ เป็นปัญญาประดิษฐ์ ความจำนั้นจะไม่มีวันหลงลืม เพราะเป็นปัญญาที่รู้เข้าใจ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ จะเป็นสติจะเป็นสัมปชัญญะ
ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของความสำคัญ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกท่านทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ในเรื่องเหตุเรื่องผล เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพื่อจะได้รู้ขบวนการของเหตุของปัจจัย
คำว่ากระแสเปรียบเทียบดั่งกระแสของน้ำ ที่น้ำมันไหลเป็นกระแส ฝนตกลงจากฟ้าสู่พื้นพสุธาไหลไปสู่ลำห้วย สู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไหลติดต่อต่อเนื่องนั้นเรียกว่าน้ำไหลเป็นกระแส น้ำหยดได้แก่น้ำหยดลงเป็นหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอนนั้นไม่ใช่กระแส
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ความรู้ความเข้าใจนั้นมาเอาปัญหามาเป็นปัญญา มาเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนทุกท่านต้องพากันรู้เข้าใจว่าความเป็นธรรมนูญจะเกิดได้ก็อาศัยรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกท่านทุกคนจะมีข้อแม้ต่าง ๆ นั้นไม่ได้ เพราะความถูกต้องนั้นคือความถูกต้อง ความถูกต้องนั้นไม่ใช่ความผิด
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะมีข้อแม้ต่าง ๆ นานานั้นไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจ มีความเคารพตั้งอยู่ในความสงบ ยกเลิกความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย นั้นคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การทำประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่นนั้นเราจะมีข้อแม้ใด ๆ นั้นไม่ได้ ไม่มีคำว่าพรรคไม่มีคำว่าพวก เป็นธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ยกเลิกอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ไม่มีข้อแม้ ไม่มีนิติบุคคลไม่มีตัวตน มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ
ปัจจุบันนี้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ปัจจุบันนี้เป็นรัฐธรรมนูญจึงจะเป็นธรรมนูญ
เราทุกท่านทุกคนต้องก้าวไปด้วยธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ธรรมชาติต่าง ๆ นั้นมันเป็นโซเชียล ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเราต้องรู้เข้าใจในเรื่องโซเชียล ในเรื่องกระแส
เราทุกท่านทุกคนต้องมารู้เข้าใจ มาเอาปัญหามาเป็นปัญญา มาเอาวิกฤตเป็นโอกาส ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ ปัจจุบันนี้เราต้องเอาสมมติที่เป็นรัฐธรรมนูญเอามาใช้มาปฏิบัติเอามาชิงแชมป์
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ จากปัญหาก็มาเป็นปัญญา จากวิกฤตก็มาเป็นโอกาส ทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณและมีทั้งโทษ
ปัจจุบันนี้เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เอารัฐธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ อย่าไปลังเลสงสัย อย่าไปมีใต้โต๊ะบนโต๊ะ ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มุ่งมายังตัวเราที่ตัวเรา
เราทุกท่านทุกคนต้องเดินไปด้วยโปรแกรมเมอร์สีขาว ด้วยความสง่างาม ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ก้าวไปด้วยความสง่างาม เดินไปด้วยความสง่างาม
เราทุกท่านทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราให้เต็มที่ เราต้องรู้จักทางสายกลาง ทางสายกลางที่เป็นนิติบัญญัติ ที่เป็นสมมติสัจจะ เราต้องเอานิติบัญญัติเอาสมมติบัญญัติเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราอย่าไปอนุโลมว่าค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย ความคิดอย่างนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ความเสียได้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เอาปัญญากับความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวมาทำงานไปพร้อม ๆ กัน วาระนั้นเป็นเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเต็มพร้อม สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดเรื่องอดีตหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันไม่มีตัวไม่มีตนเพราะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ นิติบัญญัตินั้นต้องให้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพราะเราจะได้เอาสมมติ เอากฎหมายมาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
ท่านผู้เป็นตุลาการทั้งหลายพากันคิดดูดี ๆ นะ ตัวตนนั้นแหละคือนิวรณ์ทั้ง ๕ ตัวตนนั้นแหละคืออคติทั้ง ๔ คำว่าท่านคือผู้ที่ยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตนศัพท์นี้เค้าใช้สำหรับอย่างนี้ คำว่าคุณหมายถึงเราเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นคุณ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนนั้นจะเป็นท่านนั้นไปไม่ได้ เราทุกคนจะเป็นคุณไม่ได้
ปัจจุบันนี้ผู้ที่ทำหน้าที่ทั้งหลายเรียกกันว่าท่านเรียกว่าคุณ เรียกว่าท่านเรียกว่าคุณนั้นดีอยู่แล้ว แต่ต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราต้องเอานิติบัญญัติ เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านบำเพ็ญพุทธบารมีใช้เวลาหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขยหลายกัป ท่านได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เสวยวิมุตติจากการตรัสรู้เพียง ๗ สัปดาห์ มีคำถามว่าทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ยกเลิกขั้วบวกขั้วลบ เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้การดำเนินชีวิตนั้นจึงเป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมกับการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ มุ่งเป้ามายังหน้าที่เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราจะเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์เอาแต่ทางวัตถุนั้นก็ไปไม่ได้เพราะมันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ถ้าจะเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจไม่เอาทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันยังเป็นเพียงสมาธิสมาบัติ ยังไม่ใช่สติสัมปชัญญะ ยังไม่ใช่บริสุทธิคุณ คำว่าคุณนั้นหมายถึงไม่มีโทษ คำว่าท่านหมายถึงไม่มีความอ่อนไหวไปตามผัสสะไปตามอารมณ์ ไปตามกระแส
ทุกท่านทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านถึงตรัสกับพระอานนท์กับสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้านั้นได้แก่ธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นปฏิบัติไม่ได้ มนุษย์เรานี้เกิดมาจึงมีการเรียนการศึกษาตั้งแต่เกิดมาจนถึงละสังขาร เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเข้าใจปัญหา ต้องเข้าใจวิกฤต
ธรรมนูญจะเกิดได้ก็มาจากปัญหา ธรรมนูญจะเกิดได้นั้นก็ต้องมาจากวิกฤต ทุก ๆ ท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องเอานิติบัญญัติมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องเน้นมาที่นิติบัญญัติ ธรรมนูญจะเกิดได้ต้องอาศัยนิติบัญญัติ ด้วยเหตุผลนี้จึงโฟกัสมายังหน้าที่ ไม่มองข้ามหน้าที่ เน้นบริสุทธิคุณถึงจะเป็นคุณ ไม่มองข้ามความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาท ไม่มองข้ามอาชีพ ความเคารพนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดปรุงแต่งอะไร แต่เราปกปิดคนอื่นได้ มีใครบ้างในโลกนี้ปกปิดตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้เราทุกคนทุกท่นต้องมุ่งเน้นที่บริสุทธิคุณ เราไม่มีบริสุทธิคุณเรามีตัวมีตนเราทุกคนเคารพตัวเองได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเคารพตัวเองไม่ได้ เราทุกคนมีคุณหรือยัง มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่มีคุณ มีแต่โทษ เราทุกคนเป็นท่านหรือยัง ไม่ได้เป็น หวั่นไหวตามโซเชียลตามกระแส เค้าชมก็พอง เค้านินทาก็ยุบ ประเทศพม่าเค้าถึงใช้คำภาวนาหายใจเข้าพอง หายใจออกยุบ ถ้ามีแต่พองอย่างเดียวไม่ยุบมันก็ระเบิด คำว่าพองและยุบถึงเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นการหยุดกระแสไม่ไปตามกระแส
ประเทศไทยของเราไม่ใช่ขาดแคลนทรัพยากร แต่ขาดแคลนรัฐธรรมนูญขาดแคลนธรรมนูญ คำว่าคุณเลยไม่มี มีแต่โทษ คำว่าท่านเลยไม่มี มีแต่ไหวหวั่นหวั่นไหว
การปฏิบัติธรรมทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราคิดดี ๆ คือการปฏิบัติธรรม คิดดี ๆ มันไม่ชั่วเพราะมันคิดดี เราพูดดี ๆ มันดีมันไม่ใช่เพราะว่าพูดดี เรากิริยามารยาทดี ๆ มันดีมันไม่มีชั่ว เราอาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตน ไม่เอาใต้โต๊ะไม่เอาบนโต๊ะ ไม่เอาความสุขจากความหลง ไม่เอาความสุขจากความไม่ถูกต้อง มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา
การประพฤติการปฏิบัตินั้นผู้ใดอยู่ที่ไหน รู้เข้าใจก็ทำหน้าที่อยู่ที่นั่น ความเคารพเกิดจากเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาสอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ทุกท่านต้องพากันมารู้มาเข้าใจ
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่กับเราที่รู้เข้าใจ ที่มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ท่านตุลาการทั้งหลายท่านเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป็นผู้สำคัญที่สุดของโลก ท่านต้องมุ่งเป้าไปยังตัวท่าน การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสวยวิมุตติสุขด้วยความหลุดพ้นที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณจึงไม่ใช่สมาธิไม่ใช่สมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจปัญหา ความรู้เข้าใจเรื่องวิกฤต พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ทำงาน อยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นเป็นทางสายกลาง เป็นการทำหน้าที่ของหน้าที่
ทุกท่านทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าเราอยู่ที่ไหนเราคิดดีพูดดีกิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวยกเลิกตนมีสติมีสัมปชัญญะ รู้จักกระแส ไม่ไปตามกระแส พระนิพพานอยู่ที่นั่นแหละด้วยอาศัยนิติบัญญัติ นิติบัญญัติเป็นสมมติสัจจะที่มีอยู่หลายล้านสมมติเราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ สมมติสัจจะหรือว่ากฎหมายเราต้องเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เรามองข้ามสมมติบัญญัติไม่ได้ เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติไม่ได้ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเราจะพากันแก้ปัญหาได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้ มีรัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้ ถ้าไม่เอากฎหมายเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ มีรัฐบาลไหนที่จะแก้ปัญหาได้ มีแต่สร้างปัญหาทั้งนั้น
ประเทศไทยของเราเมื่อหลายสิบปีก่อนใต้โต๊ะบนโต๊ะน้อยกว่านี้นะ ยิ่งมีการเรียนการศึกษายิ่งมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งใต้โต๊ะบนโต๊ะมาก
เรามองดูง่าย ๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรลึกซึ้ง อย่างเรื่องยาเสพติด ปลายพ.ศ.๒๔๐๐ มีน้อยมาก เรื่องให้ประชากรของประเทศพากันสวมหมวกกันน็อคเวลาขับขี่หรือซ้อนจักรยานยนต์ให้สวมหมวกกันน็อคเป็นเวลา ๖๐ กว่าปีแล้วยังปฏิบัติไม่ได้ เรื่องยาเสพติดนี้ยิ่งมากขึ้นเป็นล้าน ๆ เท่าตัวแล้ว
ด้วยเหตุผลนี้ ตุลาการทั้งหลายท่านต้องไปเน้นที่ตัวของท่านเอง เพราะการที่ทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นคือทำหน้าที่ของตัวเอง
การมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะจะเป็นออกซิเจนเป็นออกซิเจน จะเป็นการยกเลิกวัฏฏสงสาร จะเป็นการยกเลิกความไม่ถูกต้อง จะเป็นการยกเลิกคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นความไม่สงบ
การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นการเอากฎหมายเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เน้นมายังบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นแหละจะยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ จะยกเลิกอคติทั้ง ๔
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจจะได้เอากฎหมายบ้านเมืองเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เราพากันมารู้มาเข้าใจว่าความแก่ความเจ็บความตายความยากจนมันเกิดจากไหน เกิดจากเราไม่พากันเอากฎหมายมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ อานิสงส์นั้นจึงได้แก่ความแก่เจ็บตายพลัดพราก ความยากจน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกท่านทุกคนต้องพากันมารู้จักปัญหา เราจะได้มุ่งเป้ามายังตัวเรา ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตน เอากฎหมายมาใช้มาปฏิบัติธรรมนูญถึงจะเกิดได้
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในครอบงำสติสัมปชัญญะของเราได้
เราพากันนอนพากันพักผ่อน มีระเบียบการคลังในความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ เพราะกฎหมายระเบียบการคลังในความคิดกิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ระเบียบรายรับรายจ่ายนี้เป็นระบบของธนาคารของกระทรวงการคลัง ประเทศไทยเรา เมื่อค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงจาก ๒๕ บาทเป็น ๕๐ บาท ในปีพ.ศ.๒๕๔๐ ประเทศไทยเราจะพังทลายเนื่องจากประเทศไทยเราเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก มีการโกงกินคอร์รัปชั่นทั้งประเทศ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์เลย
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไปกราบท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนว่าขณะนี้เวลานี้ประเทศไทยเรากำลังจะล่มสลายเพราะเงินในคลังหลวงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศสุทธิที่นำมาใช้งานได้จริงเหลืออยู่เพียงประมาณ 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงจากเดิมที่มีอยู่ราว 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2539) ทองคำสำรองในทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 72.59 ตัน (หรือราว 72.6 ตัน)
ขออาราธนาท่านหลวงตามหาบัวอย่าเพิ่งละสังขารนิพพาน ให้ช่วยเหลือประเทศไทยก่อน นิมนต์ท่านหลวงตาไปดูเงินในคลังหลวงทองคำในคลังหลวง
หลวงตามหาบัวได้นำประชาชนเอาเงินเอาทองคำเข้าคลังหลวง ผู้ที่มีความเห็นด้วยไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของประเทศ ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังแก้ปัญหาได้ก็เพราะความสมัครสมานสามัคคี
ขณะนี้เวลานี้ประเทศไทเราต้องแต่เป็นประเทศไทยมาเงินในคลังหลวงทองคำในคลังหลวงไม่มีมากเท่านี้ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 275.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.20 ล้านล้านบาท
ส่วนในแง่ของ เงินคงคลัง หรือเงินสดที่รัฐบาลเก็บไว้ใช้จ่ายในการบริหารประเทศ ฐานะการคลังโดยรวมมีวงเงินสะสมอยู่ในระดับกว่า 500,000 ล้านบาท ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศรวมทั้งหมดประมาณ 234 ตัน หรือคิดเป็นน้ำหนักกว่า 234,000 กิโลกรัม ซึ่งดูแลโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยในจำนวนนี้มีทองคำบริจาคตามโครงการ "ผ้าป่าช่วยชาติ" ของหลวงตามหาบัวรวมอยู่ด้วยกว่า 13,129 กิโลกรัม (ประมาณ 13.1 ตัน)
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีความเข้มแข็งมีระเบียบในการคลัง ต้องมีระเบียบในการคลังเพราะรู้แล้วว่าข้าราชการนักการเมืองนักบวชนี้เป็นโจรประจำชาติ ประชาชนทุกคนมองเห็นหน้าข้าราชการนักการเมือง มองเห็นหน้านักบวชจึงมองเห็นหน้าโจรมันลอยมา อันนี้เป็นความรู้สึก
ด้วยเหตุผลนี้ทางออกที่ดีที่สุด เราถึงต้องอาศัยตุลาการ ให้ตุลาการทุกท่านรู้เข้าใจในปัญหาจะได้แก้ปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้การมาประพฤติปฏิบัติธรรมในครั้งนี้จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อพัฒนาตัวของท่านตุลาการนั้นเอง
เราเอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก เอาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชเป็นหลัก เน้นที่ทางสายกลางได้แก่กฎหมายบ้านเมือง เอากฎหมายบ้านเมืองมาใช้เป็นธรรมนูญ ยกเลิกใต้โต๊ะบนโต๊ะ กลางโต๊ะก็ไม่มี มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าจะไปปล่อยให้ปัญหานี้มันก้าวไปอย่างไม่ได้แก้ปัญหานั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้คุณค่าของหน้าที่ว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งการหยุดสัญชาตญาณของโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทว่าจะประมาทนี้ไม่ได้เพราะเป็นความเสียหาย
หน้าที่นั้นแหละจะเป็นพระนิพพานจะเป็นวิมุตติหลุดพ้นจะเป็นสติสัมปชัญญะ จึงได้ประทานปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายในการที่จะจากไปไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะโอวาทแห่งความไม่ประมาทนี้เป็นโอวาทที่สำคัญ
พุทธประวัติ ตอน ปัจฉิมวาจา
ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ได้มาประชุมพร้อมกันหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุ สงฆ์ไว้อย่างนี้
1. เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว อย่าพึงมีความคิดว่า ศาสดาไม่มีแล้ว เพราะธรรมและวินัยที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนพระองค์
2. การร้องเรียกกันด้วยคำว่า “ อาวุโส” ในตอนนี้เป็นการเสมอกันไปทั้งแก่และอ่อน ฉะนั้น ต่อไปนี้ ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยชื่อ ด้วยตระกูล หรือด้วยคำว่า “ อาวุโส” ส่วนภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ ภันเต” หรือ “ อายัสมา”
3. ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ในเวลาที่ตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็อนุญาตให้สงฆ์ถอดถอนได้
4. ให้พระอานนท์ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ ด้วยการไม่ให้คณะสงฆ์ว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน และคบหาสมาคมด้วย
จากนั้น ประทานโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ถามความข้องใจสงสัยในพระรัตนตรัย หรือแม้ในข้อปฏิบัติที่ยังสงสัยอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม แม้พระพุทธองค์จะทรงตรัสถามถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะภิกษุที่ประชุมกันอยู่ 500 รูปนี้ อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีทางที่จะได้ตรัสรู้ต่อไปในภายภาคหน้า พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไป เป็นครั้งสุดท้ายว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า
” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” พระโอวาทนี้จัดเป็นปัจฉิมโอวาท เป็นโอวาทสุดท้ายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พุทธบริษัททั้ง 4
พุทธประวัติ ตอน เสด็จปรินิพพาน
หลังจากนี้พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงสงบนิ่งทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุบุพพวิหารหรือสมาบัติทั้ง 9 โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
พระอานนท์ผู้นั่งเฝ้าดูอาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงถามถึงการปรินิพพานกับพระอนุรุทธะซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์มองเห็นการปรินิพพานของพระพุทธองค์ตลอดมา ตอบว่า ยังไม่ได้ปรินิพพาน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหว มหาสมุทรปั่นป่วนหวั่นไหว เกิดคลื่นเคลื่อนไปไม่มีหยุด พายุพัดกรรโชกกระหน่ำเกิดความขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จ ปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ ปรินิพพาน ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคาถานี้ ความว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จักต้อง ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก แต่พระตถาคตผู้เป็นศาสดา เช่นนั้น หาบุคคลจะเปรียบ เทียบมิได้ในโลก เป็นพระสัมพุทธเจ้าทรงมีพระกำลัง ยังเสด็จปรินิพพาน
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ ปรินิพพาน ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา
บังเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ความเข้าไปสงบสังขาร เหล่านั้น เป็นสุข
พระอนุรุทธะกล่าวคาถา หลังพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ ปรินิพพาน ท่านพระอนุรุทธะได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ของพระมุนี ผู้มีพระทัยตั้งมั่น คงที่ ไม่หวั่นไหว ทรงปรารภสันติ ทรงทำกาละ มิได้มีแล้ว พระองค์มีพระทัยไม่หดหู่ ทรงอดกลั้นเวทนาได้แล้ว ความพ้นแห่งจิต ได้มีแล้ว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนั้น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมกับการเสด็จ ปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ได้กล่าวคาถานี้ ความว่าเมื่อพระสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วย อาการอันประเสริฐทั้งปวง เสด็จปรินิพพานแล้ว ในครั้งนั้น ได้เกิด ความอัศจรรย์น่าพึงกลัว และเกิดความขนพองสยองเกล้า
เมื่อพระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุทั้งหลาย นั้น ภิกษุเหล่าใดยังมีราคะไม่ไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้น บางพวกประคอง แขนทั้งสอง คร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาดุจมีเท้าอันขาดแล้ว รำพันว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุ ในโลก อันตรธานเสียเร็วนัก
ส่วนภิกษุเหล่าใดที่มีราคะไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้น มีสติสัมปชัญญะ อดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เพราะฉะนั้น เหล่าสัตว์ จะพึงได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน
พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้ทรงสดับ ข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเสด็จ ปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวก เจ้ามัลละเมืองกุสินารา ว่าพระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควร จะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระ พระผู้มีพระภาค
พวกกษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพานในเมือง กุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ว่าพระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง แม้พวกเราก็จักได้ทำ พระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค
พวกกษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ ..พระผู้มีพระภาคเป็นพระญาติ อันประเสริฐของ พวกเรา...
พวกกษัตริย์ถูลี เมืองอัลกัปปะ..พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ ...
พวกกษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม..พระผู้มีพระภาคเป็น กษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์
พราหมณ์ ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ..พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นพราหมณ์
พวกกษัตริย์มัลละ เมืองปาวา ได้ทรงสดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพาน ในเมืองกุสินารา จึงทรงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาค เป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูป และการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค
เมื่อกษัตริย์และพราหมณ์ ว่ามาดังนี้แล้ว พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ได้ตรัสตอบหมู่คณะเหล่านั้น ว่าพระผู้มีพระภาค เสด็จปรินิพพานใน คามเขตของ พวกเรา พวกเราจักไม่ให้ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาค
เมื่อพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราตรัสอย่างนี้แล้ว โทณพราหมณ์ ได้พูดกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำ อันเอก ของข้าพเจ้าพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะ สัมประหารกัน เพราะส่วนพระสรีระ ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ ไม่ดีเลย ขอเราทั้งหลายทั้งปวง จงยินยอม พร้อมใจยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วนเถิด ขอพระสถูป จงแพร่หลายไปในทิศทั้งหลาย ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ มีอยู่มาก
หมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นขอท่าน นั่นแหละ จงแบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่าๆ กัน ให้เรียบร้อย เถิด โทณพราหมณ์รับคำของหมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าวกะหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงให้ตุมพะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกระทำพระสถูป และกระทำการ ฉลองตุมพะบ้าง ทูตเหล่านั้นได้ให้ตุมพะแก่โทณพราหมณ์
พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จ ปรินิพพานในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราว่า พระผู้มี พระภาคเป็นกษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราควรจะได้ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาค บ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลอง พระสรีระพระผู้มีพระภาค ในเมืองกุสินารา โทณพราหมณ์ ก็ได้กระทำสถูปและ การฉลองตุมพะ พวกกษัตริย์โมริยะ เมือง ปิปผลิวัน ก็ได้กระทำพระสถูปและการ ฉลองพระอังคารในเมืองปิปผลิวัน
พระสถูปบรรจุพระสรีระมีแปดแห่ง เป็นเก้าแห่ง ทั้งสถูปบรรจุตุมพะ เป็นสิบ แห่ง ทั้งพระสถูปบรรจุพระอังคาร ด้วยประการฉะนี้ การแจกพระธาตุและ การก่อ พระสถูป เช่นนี้เป็นแบบอย่างมาแล้ว
พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน เจ็ดทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป ส่วนพระสรีระ อีกทะนานหนึ่งของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุรุษ ที่ประเสริฐอันสูงสุด พวก นาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม พระเขี้ยวองค์หนึ่งเทวดา ชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ในคันธารบุรี อีกองค์หนึ่ง บูชา กันอยู่ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ อีกองค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่
ด้วยพระเดชแห่ง พระสรีระพระพุทธเจ้า นั้นแหละ แผ่นดินนี้ชื่อว่า ทรงไว้ ซึ่งแก้วประดับแล้ว ด้วยนักพรตผู้ประเสริฐที่สุด พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีจักษุนี้ ชื่อว่าอันเขาผู้สักการะๆ สักการะดีแล้วพระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพจอมนาค และจอมนระบูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ผู้ ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน ขอท่าน ทั้งหลาย จงประนม มือถวายบังคมพระสรีระนั้นๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ยากโดยร้อยแห่งกัป
พระทนต์ ๔๐ องค์ บริบูรณ์ พระเกศา และ พระโลมาทั้งหมดพวกเทวดา นำไป องค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆ กันไปในจักรวาล ดังนี้แล
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
