๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๖ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตต่าง ๆ นั้นจะได้เป็นโอกาสเพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราพากันมาคิดดูดี ๆ สิ่งมันเป็นไปไม่ได้มันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจมาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา มุ่งเป้ามายังหน้าที่ ยกเลิกเรื่องอดีต ไม่วิตกกังวลนึกคิดปรุงแต่งในเรื่องอนาคต เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังที่ปัจจุบัน เพื่อเราทุกคนจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดเรื่องอดีต จะหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราก็จะได้ว่างจากตัวจากตน

 

อานาปานสติ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราทุกคนต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อเราจะได้หยุดอดีต ไม่ไปคิดไม่ไปวิตกไปปรุงแต่งในเรื่องอนาคต ใจของเราจะได้อยู่กับลมหายใจเข้า อยู่กับลมหายใจออก หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย ให้มีสติมีสัมปชัญญะ เราอยู่กับการหายใจเข้าสบายหายใจออกสบาย

 

อานาปานสติจะให้ดีมากดีมาก ๆ เราต้องเอาไปใช้ทุก ๆ อิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน เอาไปใช้กับทุก ๆ อิริยาบถด้วยการหายใจเข้าสบายหายใจออกสบาย เอาไปใช้ทุก ๆ อิริยาบถ

 

เพื่อเราทุกคนจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ เราทุกคนจะได้หยุดเรื่องอดีต หยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราจะได้อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะด้วยการหายใจเข้าสบายหายใจออกสบาย

 

ถ้าเราต้องการจะเจริญปัญญาสัมมาทิฏฐิก็ให้มีความรู้ว่าหายใจเข้ามันก็ไม่แน่ไม่เที่ยง มันเข้าไปเดี๋ยวมันก็ออกมา หายใจออกมันก็ไม่แน่ไม่เที่ยงมันออกไปเข้ามา เราทำอย่างนี้ก็จะเกิดปัญญาวิปัสสนา อานาปานสตินั้นถึงเป็นทั้งสมถะเป็นทั้งวิปัสสนา

 

ให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายให้รู้ให้เข้าใจว่า วาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ถ้าเราคิดดีก็จะเป็นความดี ถ้าเราคิดชั่วก็จะเป็นความชั่วให้เข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ ถ้าปัจจุบันเรายกเลิก อนาคตเราไม่วิตกกังวล ปัจจุบันเราก็อยู่กับสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นสมถะและวิปัสสนาอยู่ในตัวของสติสัมปชัญญะเอง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำนะ ความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเลือน เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้ยังไม่พอ ต้องเอาความรู้ความเข้าใจนั้นเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ ถ้าตั้งอยู่ในความประมาทแล้วก็จะเกิดการเสียหาย จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราจะไปเพลิดเพลินไม่ได้ เราจะไปประมาทไม่ได้ เราทุกคนทุกท่านต้องรู้เหตุรู้ปัจจัย จะไปประมาทไม่ได้จะไปเพลิดเพลินไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะสิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องปัญหา เราจะได้เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เราจะได้เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เราจะได้เอาวิกฤตนี้มาเป็นโอกาส

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามุ่งเป้ามายังตัวเรา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นหมายถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตน ให้มีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด

 

ให้พากันรู้พากันเข้าใจ พากันรู้จักปัญหา พากันรู้จักวิกฤต พากันรู้จักโซเชียล ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ให้รู้ให้เข้าใจ สิ่งต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้พากันเข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีนั้นยังใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร เช่น คนตายแล้วนี้จะมีประโยชน์อะไร ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร ปัญหานั้นแหละจะต้องเอามาเป็นปัญญา วิกฤตนั้นแหละจะมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ สมมติสัจจะที่ชี้ให้เห็นเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่วเราต้องรู้เข้าใจเพื่อเอาสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เพื่อจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกทั้งหลายในคืนวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่าให้พากันรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ ที่เป็นความไม่สงบ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนต้องพากันมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะไม่มีใครประพฤติปกิบัติให้กันและกันได้ ทุกท่านทุกคนต้องเน้นมายังบริสุทธิคุณ การปฏิบัติที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเน้นไปยังประสิทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลังเพราะเน้นที่บริสุทธิคุณ เพราะเหตุผลว่าใจของเรานี้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดปรุงแต่งอะไร ถึงคนอื่นจะไม่รู้ก็จริง แต่ตัวเราเองเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ทุกท่านทุกคนถึงต้องเน้นที่บริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นสุปฏิปันโนทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่บริสุทธิคุณ

 

เราต้องเน้นบริสุทธิคุณเพื่อให้ธรรมวินัยนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เน้นมายังใจของเรา เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัติของเราต้องไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ชีวิตของเราถึงจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว จะได้ยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ เราทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความทุกข์ เราทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความเครียด เน้นความรู้ความเข้าใจ เน้นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราทุกคนมีความเสียหายด้วยกันหมดทุก ๆ คน ไม่มีใครไม่เสียหาย ผู้ที่ไม่เสียหายได้แก่พระพุทธเจ้าได้แก่พระอรหันต์ พระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคามีกำลังยกเลิกจากความเสียหาย กำลังเป็นผู้อบรมบ่มอินทรีย์ เอาปฏิปทามาปฏิบัติเพื่อความติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าปัจจุบัน ให้เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ให้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราทุกคนก็จะเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ ไม่ต้องรอชาติหน้า

 

การที่เรามีความคิดว่าเราบำเพ็ญบารมีเพื่อมรรคผลพระนิพพานในเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้คือความผิดพลาดอยู่ที่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มุ่งเป้ามายังปัจจุบัน ให้เราทุกคนเข้าถึงความดับไม่เหลือกับหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

เพราะเหตุผลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานพร้อมกับการละสังขารนั้นมีอยู่น้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เลย ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนทุกท่านต้องเข้าใจ จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรารู้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เราคิดดีมันก็ย่อมเป็นคนดี ถ้าเราคิดไม่ดีก็ย่อมเป็นความไม่ดี ด้วยเหตุผลนี้เราจะไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันเกิดความเสียหาย

 

ปัจจุบันนี้ให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพานนะ ปัจจุบันนี้เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ ต้องหยุดตัวเองด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยหน้าที่

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนต้องหยุดตัวเองให้ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นเกิดจากความรู้ความเข้าใจเกิดจากการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นต้องแข็งแรง เพราะนี้คือปัญหา เราจะหยุดปัญหาได้ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ความอร่อยในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณของเรามีทุกคน เพราะความอร่อยนั้นเป็นนิติบุคคล มันเป็นตัวเป็นตนเป็นวัฏฏสงสาร เราต้องรู้จักความอร่อยความแซบความลำความนัวความหรอย

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าความอร่อยมันดี แต่ความอร่อยนั้นมันมีทั้งคุณมีทั้งโทษ ความอร่อยกับความสุขนั้นมันจะเป็นเนื้อเดียวกัน ความสุขเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว สีขาวนั้นเราต้องรู้เข้าใจ ความดีเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความอร่อยในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้เอาความอร่อยเอาความดีมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบำเพ็ญพุทธบารมีตั้งหลายล้านชาติหลายกัปหลายกัลป์ ท่านเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น

 

เพราะเหตุผลว่า ปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ที่เป็นการทำความดีเพื่อความดีเป็นวิมุตติความหลุดพ้น ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ เราต้องรู้เข้าใจ ต้องไม่หยุดอยู่ในความสุข ไม่หยุดในความอร่อย

 

เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานคือความหลุดพ้นเป็นปัญญาและความสงบ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเสวยวิมุตติหลุดพ้นด้วยหน้าที่ ไม่ใช่เสวยวิมุตติสุขด้วยสมาธิสมาบัติ เพราะการตรัสรู้นั้นเป็นบริสุทธิคุณไม่ช่เพียงสมาธิสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เรามีความสุข มีโภคทรัพย์มียศมีตำแหน่งนั้นดีแล้ว เราต้องพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อให้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เพื่อเอาวัตถุกับจิตใจมาใช้งานเอามาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนนั้นจะประมาทไม่ได้ ความสงบนั้นดีแล้วต้องมีปัญญา ปัญญานั้นดีแล้วต้องมีความสงบ ๒ อย่างนี้ต้องเป็นเนื้อเดียวกันอยู่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ นักวิทยาศาสตร์กับนักจิตใจต้องเอามาใช้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่เป็นทางสายกลาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ เป็นการทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราไม่ทำงานกับปฏิบัติไปพร้อม ๆ กันนั้นไม่ได้ ต้องทำงานกับปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน การปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันอยู่ที่ไหน ที่นั้นแหละเป็นสถานที่ประพฤติเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม การประพฤติการปฏิบัติถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั้นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ

 

ตำแหน่งพระอรหันต์ขีณาสพ จึงเป็นตำแหน่งอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นพระนิพพานเคลื่อนที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันพระนิพพานก็ย่อมอยู่ที่นั่น

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันอยู่ที่ไหนที่นั่นแหละคือคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตน เรายกเลิกตัวยกเลิกตนอยู่ที่ไหนก็จะมีพระนิพพาน เราไม่ยกตัวตนที่นั่นก็ย่อมมีนรก พระนิพพานนี้คือความไม่มีทุกข์ นรกคือความทุกข์ ที่ไหนมีตัวมีตนที่นั่นมีความทุกข์ ที่ไหนไม่มีตัวไม่มีตนที่นั่นมีความสุข

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ สติสัมปชัญญะรู้เข้าใจ เราจะให้มันช้ามันก็ไม่ช้า เราจะให้มันเร็วมันก็ไม่เร็ว เราต้องรู้ต้องใจ จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ปัญญานั้นจงจะเกิดปัญญา วิกฤตนั้นถึงจะเป็นโอกาส

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิความรู้ความเข้าใจมีฉันทะมีความพอใจในพระธรรมพระวินัยในหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เรามีตัวมีตนเราไม่รู้จักตัวไม่รู้จักตนเราก็ไม่มียาน เราก็ไม่รู้จักยาน

 

เราจะเดินทางเราก็ต้องมียานในการเดินทาง เราจะเดินไกลทางบนบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดีในการเดินทาง ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดีในการเดินทาง ในทางทะเลเราก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเพราะทะเลมหาสมุทรมันกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางทั้งบกทางอากาศทั้งทางทะเลมหาสมุทนั้นถึงจะปลอดภัย นี้ก็ฉันใดฉันใด ยานนั้นคือความรู้ความเข้าใจ คือพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่สเยสละเราคิดดูดี ๆ นะทุกคนมีสติมีสัมปชัญญะมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มีสติสัมปชัญญะเพราะเราไม่เสียสละ เราไม่มีพระธรรมพระวินัยเราจะเดินทางได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

พระธรรมพระวินัยที่เน้นเรื่องจิตเรื่องใจเน้นบริสุทธิคุณเน้นความเคารพ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีความเคารพมีใครบ้างมีความสงบ มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มี

 

ความเคารพนี้จึงเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่ประมาท การเสียสละนี้ถึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องหยุดสัญชาตญาณเพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสคารวธรรมเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้เราไม่มองข้ามปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งเป็นหน้าที่เราจะพึงประพฤติพึงปฏิบัติ จึงได้ตรัสคารวธรรมไว้ ๖ ประการให้รู้ให้เข้าใจ

 

 คารวะ หรือ คารวตา ๖ ความเคารพ การถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพึงใส่ใจและปฏิบัติด้วยความเอื้อเฟื้อด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา หรือโดยความตั้งมั่นหนักแน่นเอาจจริง ๆ จัง ๆ การมองเห็นด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญแล้วปฏิบัติต่อบุคคลอื่นหรือต่อวัตถุนั้น ๆ โดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ เป็นเหตุให้เกิดสติเกิดปัญญา เป็นโอกาสเป็นเวลาที่เราจะได้ละอัตตาตัวตน เราทั้งหลายจะได้มีความสงบมีปัญญา

 

หนึ่ง สัตถุคารวตา ความเคารพในพระรัตนตรัย ในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ  เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้ามีตัวตนมีตนแล้วมันก็ตกอยู่ในสัญชาตญาณมันเป็นการเอาตัวตนครองธาตุครองขันธ์ครองอายตนะ เป็นการที่เราไม่ได้เอาความถูกต้อง ไม่ได้เอาพระรัตนตรัยนำชีวิต ด้วยการเอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต ข้อนี้บางแห่งเขียนไว้ในหนังสือ ว่าเราทุกคนต้องเคารพคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายต้องเคารพในพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นพระรัตนตรัยเป็นพระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์ พระอานนท์ได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ตั้งใครแทนองค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นตรัสว่า อานนท์เอย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ ให้เราพากันจับหลักจับประเด็นให้ได้ พระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่อยู่ในพระไตรปิฎก แบ่งเป็น พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ พระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ รวมกันเป็น ๘๔,๐๐๐ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรกิจวัตรต่าง ๆ แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทั้งหลายต้องมาเคารพคารวะในพระรัตนตรัยคือพระธรรมพระวินัยคือข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นธรรมที่จะทำให้เราเจริญไม่มีความเสื่อม

 

       สอง ธัมมคารวตา เคารพในพระธรรม ตั้งอยู่ในความไม่เพลิดเพลิน ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะการประพฤติการปฏิบัติเน้นที่ปัจจุบัน กงเกวียนกงกรรม ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ เราอย่าได้ไปประมาท ประมาทเล็กน้อยก็ผิดพลาดเล็กน้อย ประมาทปานกลางก็ผิดพลาดปานกลาง ประมาทอย่างใหญ่ก็ผิดพลาดอย่างใหญ่ ให้รู้เข้าใจเรื่องความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า การประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติในการประพฤติการปฏิบัติเธอทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อย่าคิด่าเรามีปัญญา เราจะแก้ปัญหาได้ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เมื่อเรามีปัญญาเราก็ต้องมีความสงบ เมื่อเรามีความสงบเราก็ต้องมีปัญญา เราทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ เราต้องเคารพคารวะในธรรมในสภาวธรรม เพราะทุกอย่างคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ที่เรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะหกมันเป็นผลของกรรมในการเวียนว่ายตายเกิดที่เราทุกคนไม่รู้ไม่เข้าใจ
     

  สาม สังฆคารวตา ความเคารพในสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้แก่ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์เป็นผู้ปฏิบัติสมควรปฏิบัติเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกินไป มีความสงบมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันมีศีลมีสมาธิมีปัญญาไปพร้อม ๆ กันเป้นผู้ที่สมควรแก่พวกเราทั้งหลายต้องเคารพกราบไหว้บำรุงกับท่านผู้นั้น เพราะท่านผู้นั้นก็ได้แก่ความสงบและปัญญา ยกเลิกอัตตายกเลิกตัวตนไม่มีอีโก้อะไร มีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา

 

สี่ สิกขาคารวตา หมายถึงเคารพในการเรียนการศึกษา มนุษย์เราต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษาของมนุษย์มีอยู่ทั้งหมด ๑๘ อย่าง ๑๘ อย่างมีอะไรบ้าง ๑๘ อย่างก็ได้แก่

  1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
  2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
  3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
  4. วาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
  5. อักษรศาสตร์ วิชาหนังสือ
  6. นิรุกติศาสตร์ วิชารู้ภาษาของตนแตกฉานดี และรู้ภาษาของชนชาติที่ติดต่อกัน
  7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
  8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาวต่างๆ คือรู้จักว่าดวงดาวนั้นๆ ตั้งอยู่ทางทิศนั้นๆ และประจำเมืองนั้นๆ และรู้จักสีแสงของดวงดาวต่างๆ อันบอกลางดีและลางร้ายในกาลบางครั้ง
  9. ภูมิศาสตร์ วิชารู้พื้นที่ต่างๆ หรือรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
  10. โหราศาสตร์ วิชาโหร คือรู้พยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ได้ และรู้ทายดวงชะตาราศีของคนได้ด้วย
  11. เวชศาสตร์ วิชาหมอยา
  12. สัตวศาสตร์ วิชารู้ลักษณะของสัตว์และเสียงสัตว์ว่าร้ายหรือดี
  13. เหตุศาสตร์ วิชารู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งผลว่าร้ายหรือดี
  14. โยคศาสตร์ ยันตรศึกษา คือรู้จักความเป็นช่างกล
  15. ศาสนศาสตร์ วิชารู้เรื่องศาสนา คือรู้จักประวัติความเป็นมาแห่งศาสนาทุกๆ ศาสนาที่มหาชนนิยม เพื่อปฏิบัติไม่ขัดแก่สังคมใดๆ และรู้คำสอนในศาสนานั้นๆ ด้วย
  16. มายาศาสตร์ วิชารู้กลอุบาย หรือรู้ตำรับพิชัยสงคราม
  17. คันธรรพศาสตร์ วิชาคนธรรพ์คือวิชาร้องรำ(ละคอน) ที่เรียกชื่อว่า "นาฏยศาสตร์" และวิชาดนตรีปี่พาทย์ ที่เรียกชื่อว่า "ดุริยางคศาสตร์"
  18. ฉันทศาสตร์ วิชาประพันธ์ คือแต่งหนังสือได้ ทั้งที่เป็นร้อยกรอง(บทกลอน) และร้อยแก้ว(ความเรียง)

 

เราทุกคนเกิดมา ต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีทั้งตาเนื้อตาหนังตาปัญญาเพื่อความรู้ความเข้าใจ มนุษย์เราต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพราะมาจากการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานี้เป็นความรู้ความเข้าใจมันไม่ใช่ความจำ การที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย เราไปเรียนหนังสือ ไปศึกษาค้นคว้า ไปฟังการบรรยายความหมายเพื่อความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะเอาความรู้ความเข้าใจไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสงบเกิดปัญญา ให้เกิดปัญญาเกิดความสงบ ไม่ใช่ไปเรียนไปศึกษาเพื่ออัตตาตัวตนให้รู้เข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปคิดว่าการเรียนการศึกษานั้นเพื่อตัวเพื่อตน ไม่ใช่นะ การเรียนการศึกษาเพื่อเสียสละเพื่อละตัวละตน พระนักปฏิบัติทั้งหลายอยู่ป่าอยู่เขา ที่มุ่งมรรคผลพระนิพพานอย่าไปว่าให้ในบ้านในเมืองในกรุง เค้าเรียนเค้าศึกษา ไปว่าให้เค้าเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนเพื่อยศเพื่อตำแหน่ง การเรียนการศึกษาความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เข้าใจอย่างนี้ เรามีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด เราไม่เรียนไม่ศึกษาเรายังไปว่าให้เค้าอีกเรายังไปตำหนิเค้าอีกนั้นไม่ได้ ผู้ที่เป็นพระธรรมกถึกก็ต้องรู้เข้าใจ ผู้ที่เป็นวินัยธรก็ต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ทะเลาะกัน จะได้ไม่ยกหูชูงวงในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะรู้การประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นรู้เข้าใจอยู่ที่ไหนก็พากันปฏิบัติที่นั่นอยู่ที่ไหนเรามีธาตุทั้งสี่ขันธ์ทั้งห้าอายตนะทั้งหกเราก็ปฏิบัติที่นั่น ธรรมะคือความสงบคือปัญญา ธรรมะนั้นลดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนธรรมะจะมีแต่ความสงบมีแต่ปัญญา เราเป็นนักปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา เป็นผู้เรียนผู้ศึกษาอยู่ในเมืองกรุงทั้งหลายอย่าไปทะเลาะกัน เราทั้งหลายต้องมีความสงบมีความเคารพ เพราะตัวตนมันปรุงมันแต่งมันไม่สงบไม่เคารพมีแต่อัตตาตัวตน ผู้ที่อยู่ในเมืองกรุง อยู่ชนบทอยู่ป่าอยู่เขา เราทั้งหลายก็ต้องมีความสงบมีปัญญามีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ก้าวไปด้วยความสงบด้วยปัญญา ไม่ใช่ก้าวไปด้วยอัตตาตัวตนไม่ใช่ก้าวไปด้วยอีโก้ยกหูชูงวงให้รู้เข้าใจ

 

ห้า อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดแน่นอนนอนแน่ ให้เราเข้าใจ ถ้าใครมีความประมาทคนนั้นย่อมผิดพลาดแน่นอน พากันไปเผยแผ่ถ้าไปประมาทก็ต้องนอนแผ่ด้วยความประมาทผิดพลาดนะ ให้เข้าใจอย่างนี้ ให้เราละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป หวาดสะดุ้งเกรงกลัวต่อบาปอย่าไปคิดว่าตัวเองมีปัญญามากจะเอาตัวรอด เดี๋ยวจะเป็นการเก็บเล็กผสมน้อยของความประมาทจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตมันจะพังทลายเหมือนตึก สตง.ของเมืองไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพราะเอาความประมาทนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิต เอาอีโก้นำชีวิต เราต้องเข้าใจในเรื่องของความประมาทนะ เข้าใจในเรื่องความไม่ประมาทนะ ความไม่ประมาทมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้มีเมตตาบอกมหาชนทั้งหลาย ในกาลเวลาที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานว่า ความประมาทนี้เป็นอันตรายที่ยิ่งใหญ่ใหญ่ยิ่ง

 

ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้ายของคารวธรรม คือเคารพในพระธรรม เคารพในการต้อนรับปฏิสันถาร ไม่แบ่งชั้นวรรณะ เป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ไม่หวังอะไรตอบแทน เทคแคร์ทุก ๆ คนเหมือนกัน มนุษย์เราคือผู้ที่รู้เข้าใจว่ามนุษย์เราต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เป็นผู้ที่ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม รู้เข้าใจแล้วให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นดับลงเพียงผัสสะ ไม่เอาความชอบความชัง ไม่เอาความดีใจเสียใจ เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญาเป็นการดำเนินชีวิต เน้นที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ละอดีตที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ได้ทั้งประโยชน์ชาตินี้ ได้ทั้งประโยชน์ชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบัน เป็นผู้ที่รู้จักอริยสัจสี่ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เป็นผู้มีศีลเป็นผู้ที่มีสมาธิ เป็นผู้ที่มีปัญญา มีสติมีปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นประภัสสร รู้สิ่งที่สัญจรไปมาในเรื่องอาคันตุกะ ชั่วครู่ชั่วยาม การต้อนรับปฏิสันถารในแขกที่มาเยี่ยมเยือน เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง มาทางตาก็ให้จบเพียงตา มาทางหูก็ให้จบเพียงหู มาทางจมูกก็ให้จบเพียงจมูก มาทางลิ้นก็ให้จบเพียงลิ้น มาทางกายก็ให้จบเพียงกาย สิ่งทั้งหลายนั้นต้องให้จบลงเพียงผัสสะ

 

เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ จะได้ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เราต้องรู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยามเราต้องต้อนรับด้วยความถูกต้องด้วยความรู้ความเข้าใจเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นประภัสสร เราทั้งหลายจะได้รู้ทางสายกลาง อดีตก็ให้จบไป อนาคตก็ให้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราจได้มีปฏิปทาเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรง เราจะได้ต้อนรับอาคันตุกะที่สัญจรไปมาด้วยคารวธรรม

 

เราพากันมารู้มาเข้าใจ มาทำหน้าที่เพราะเราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา มีความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เอาปัจจุบันมาทำหน้าที่เพื่อหยุดวัฏฏสงสาร มาหยุดเรื่องอดีตมาหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน

 

มีฉันทะมีความพอใจว่าวิมุตติความหลุดพ้นต้องอยู่ที่หน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประมวลคำสอนว่าต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ ทุกคนนั้นต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่าพากันลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เมื่อคืนวันสุดท้ายในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ในการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสอะไรอีก เพราะเหตุผลว่า เราต้องเอาทางสายกลางถึงเป็นความดับไม่เหลืออยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 132,149