๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๗ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ช่วงนี้เป็นช่วงเข้าพรรษาต้นพรรษา มีพระเก่ามีพระใหม่โยมเก่าโยมใหม่มาประพฤติมาปฏิบัติไปในทางหนึ่งทางเดียวกัน เรามาหยุดภพหยุดชาติหยุดสัญชาตญาณมุ่งเป้ามายังตัวเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย วัฏฏสงสารนั้นได้แก่การเวียนว่ายตายเกิด พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพระรัตนตรัย เป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ในคืนวันที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์และภิกษุทั้งหลายว่า พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลายจงพากันรู้จงพากันเข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราทุกคนพากันมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราทุกคนมาคิดด้วยปัญญาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่ ๗ สัปดาห์ แล้วออกเผยแผ่พระธรรมเทศนา เผยแผ่พระธรรมพระวินัยเพื่อให้ประชาชนให้มหาชนได้รู้ได้เข้าใจ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขให้มากกว่านั้น เพราะเหตุผลว่าวิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือซึ่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้นเพื่อจะไม่ได้เสียเวลาในการทำพุทธกิจในการทำหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ออกเผยแผ่ออกทำศาสนกิจที่เป็นกิจของพระอรหันต์

 

วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย จึงเป็นพรหมจรรย์เป็นหน้าที่ของหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา การที่ทำหน้าที่ของตัวเองด้วยบริสุทธิคุณจึงเป็นการหยุดภพชาติหยุดสัญชาตญาณที่เป็นอวิชชาเป็นความหลงด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นหน้าที่เป็นบริสุทธิคุณ การทำศาสนกิจของพระอรหันต์นั้นจึงเป็นหน้าที่เป็นศาสนกิจของพระอรหันต์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ มีฉันทะมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าสิ่งเหล่านี้มันคือโซเชียล ว่าสิ่งเหล่านี้มันคือกระแส เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้หยุดโซเชียลเราจะได้หยุดกระแส ไม่ไปตามโซเชียลไม่ไปตามกระแส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เหตุรู้ปัจจัยว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าทุกคนนั้นประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทมันคือความผิดพลาดคือความเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนนั้นจะเอาความรู้สึก เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะภายนอกภายในมาเป็นเราเป็นคนอื่นนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนว่าเป็นเราเป็นคนอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มุ่งเป้ามายังตัวเรา ใจของเรานั้นเราตรึกนึกคิดอะไรผิดถูกดีชั่ว ไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่เราปกปิดคนอื่นนั้นเราปกปิดคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถปกปิดตัวของเราเองได้

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณเพื่อเอามาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ภิกษุทั้งหลายเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ให้เข้าใจว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา วัฏฏสงสารนั้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย เราจะเดินทางไกลก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย เราจะหยุดวัฏฏสงสารเราก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย

 

เราจะเดินทางไกล ทางบกเราก็ต้องอาศัยรถยนต์อย่างดี เราจะเดินทางทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี เราจะเดินทางทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรืออย่างดี การเดินทางของเราถึงจะถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสวัสดิภาพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เรามีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น มีข้อแม้ใด ๆ นั้นไม่ได้ ท่านไม่ให้ลูบคลำในศีลในพรตในพระธรรมในพระวินัย ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

เราเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ออกไปบวชเป็นภิกษุสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะนี้เวลานี้ได้ปลงผมนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทได้รับสิทธิพิเศษจากประชาชนจากมหาชน บ้านไม่ได้เช่าข้าวไม่ได้ซื้อ สิ่งอำนวยความสะดวกความสบายที่สมควรแก่สมณะ โครงสร้างของหมู่มวลมนุษย์มีบ้าน มีวัด มีโรงเรียน

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นโครงสร้างของชีวิต ชาติก็ได้แก่ความเกิด ศาสน์ได้แก่พระศาสนา กษัตริย์หมายถึงปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เอไอทางวัตถุที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ๒ อย่างนี้ต้องเอามาใช้งานร่วม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นทางสายกลาง ยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกอนาคต เน้นมายังตัวเราอยู่ที่ปัจจุบัน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นเราเป็นคนอื่น เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ สิ่งภายนอกก็มีอยู่ สิ่งภายในก็มีอยู่ เป็นผู้รู้เหตุรู้ปัจจัยว่าสิ่งภายนอกมีอยู่สิ่งภายในมีอยู่ เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิถึงต้องเดินไปพร้อม ๆ กันเป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจจะได้หยุดสัญชาตญาณด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าอดีตนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ อนาคตจะไปข้างหน้าเป็นสิ่งที่มีอยู่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ หยุดสัญชาตญาณของตัวเองให้ได้ วาระจิตของเรานั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะอดีตนั้นก็ย่อมจบลง อนาคตจะไปข้างหน้าก็ย่อมยกเลิก สติสัมปชัญญะนั่นแหละจะยกเลิกตัวยกเลิกตน สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่

 

สัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเราต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารของตัวของเราเองให้ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ถ้าเป็นภาชนะที่ล้มหรือเป็นภาชนะที่คว่ำนั้นก็ย่อมใช้งานไม่ได้

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยในการทำหน้าที่นี้จึงเป็นการยกเลิกภพยกเลิกชาติยกเลิกสัญชาตญาณจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

มีคำถามว่าถ้าเรายึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มีความทุกข์ไม่มีความเครียด ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ความเครียดนั้นจะไม่มี ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นการก้าวไปด้วยวิมุตติความหลุดพ้น นั้นเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นการเดินข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นจะไม่มีความทุกข์จะไม่มีความเครียดจะไม่มีข้อแม้ เพราะนี้เป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ในตัวของปัญญาบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เน้นมาที่บริสุทธิคุณที่เป็นพรหมจรรย์

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงยกเลิกการหลอกลวง ไม่มีหลอกลวง ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ทำความดีนั้นเพื่อบริสุทธิคุณ ไม่มีการหลอกลวง ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเคารพในประธรรมในพระวินัย  อย่าเอาพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาทำหน้าที่เพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเน้นที่บริสุทธิคุณ ไม่มีการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม พระธรรมพระวินัยนั้นที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจจะเป็นบริสุทธิคุณ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจดั่งสายน้ำ ฝนตกจากฟากฟ้าสู่พื้นพสุธาลงสู่ลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทรเป็นสายน้ำ ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมในพระวินัยไม่มีการหลอกลวงใคร เป็นบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราตรึกนึกคิดในกาม ถ้าเราตรึกนึกคิดในพยาบาทตัวของเรานี้จะเคารพตัวเองได้มั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าเคารพไม่ได้ เพราะเรายังเป็นผู้หลอกลวงอยู่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าโลกนี้มีความสวยงาม มีความอร่อย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับสงฆ์สาวกว่าสูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่สวยสดงดงามดั่งราชรถ ที่คนเขาหมกอยู่แต่ท่านผู้รู้นั้นหาข้องอยู่ไม่

 

ด้วยเหตุผลนี้ต้องเอาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์กับเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเดินทางไปพร้อม ๆ กันเพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการให้เอาสมถะกับวิปัสสนาไปพร้อม ๆ กัน

 

คลังหลวงได้แก่รายรับรายจ่าย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อความสมบูรณ์ในคลังหลวง ถ้าเรามีแต่ควาสงบ ไม่มีปัญญาบริสุทธิคุณนี้ดับทุกข์ได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าดับทุกข์ไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตาเห็นรูปหูฟังเสียงจมูกได้กลิ่นลิ้นได้ลิ้มรสกายได้สัมผัสให้เกิดความรู้สึกนึกคิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเข้าสู่พระไตรลักษณ์ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นเราทุกคนมัวแต่เพลิดเพลินมัวแต่ตั้งอยู่ในความประมาท ไม่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ไม่เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ได้ทำหน้าที่ เราพากันต้องอาบัติทุกกฎในฐานะเราเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความเพลิดเพลินตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณเพื่อให้ความสงบและปัญญาได้ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อไม่ให้นิวรณ์ทั้ง ๕ เพื่อไม่ให้อคติทั้ง ๔ ครอบงำจิตใจของเราได้ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจในหมู่สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุ่งเป้าทำหน้าที่ของตัวเอง เอาสมถะกับวิปัสสนาเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้น ใจของเรานั้นเป็นนามธรรมต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์สาวกรู้เข้าใจ การปฏิบัติภายนอกนั่นแหละคือการปฏิบัติใจ การปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั่นแหละคือการปฏิบัติใจ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ไม่ใช่ว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ อะไรก็อยู่ที่ใจ เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าว่าอะไรอยู่ที่ใจทำไมถึงฉันภัตตาหารทำไมไม่ว่าอยู่ที่ใจ

 

การประพฤติการปฏิบัติพระธรรมพระวินัยสิ่งที่เป็นภายนอกนั้นย่อมไม่มีความบกพร่อง ชีวิตของเราต้องไม่อยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ ข้อแม้นั้นเป็นชีวิตที่อยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ พระธรรมพระวินัยที่เน้นทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันไม่มีข้ามภพข้ามชาติ ความประมาทเป็นชีวิตที่ข้ามภพข้ามชาติ เป็นชีวิตที่ไม่อยู่กับหน้าที่ ไม่อยู่กับปัจจุบัน

 

ผู้ที่เป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคนมายกเลิกเรามายกเลิกคนอื่น ต้องหยุดเราหยุดคนอื่นมีความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรู้เข้าใจ คำว่านายทุนคำว่ากรรมกร นายทุนก็ย่อมเข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ กรรมกรก็ต้องเข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ถ้าเราเรียนเราศึกษาเพื่อตัวเพื่อตนนั้นใช่ปัญญาบริสุทธิคุณมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ เราเป็นกรรมกรเราทำงานเพื่อตัวเพื่อตน เป็นกรรมกรบริสุทธิคุณมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่เป็นกรรมกรบริสุทธิคุณ

 

เราต้องมารู้มาเข้าใจในการทำหน้าที่เพื่อบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นเป็นวิมุตติความหลุดพ้น

 

ระบบการดำเนินชีวิตของหมู่มวลมนุษย์ที่จะยกเลิกปัญหา เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่เพื่อบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ เพื่อยกเลิกอคติทั้ง ๔

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ว่าถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ภายนอกนั้นคือภายนอก ถ้าพระอรหันต์ขีณาสพอยู่ภายนอกนั้นคือภายนอก ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้มุ่งเป้ามายังตัวเรา เพื่อให้พระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์นั้นที่จะต้องเป็นพรหมจรรย์ที่ตัวเรา ปัญหานั้นถึงจะเป็นปัญญา วิกฤตนั้นถึงจะเป็นโอกาส ถึงจะยกเลิกการหลอกลวง

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้นดีแล้วถูกต้องแล้ว ต้องเอาเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กันถึงจะแก้ปัญหาได้

 

ถ้าเราเป็นคนรวยที่สุดในโลกเราแก้ปัญหาได้มั๊ย มีคำตอบอยู่แล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าไม่เอาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิไปพร้อม ๆ กัน คนที่มีอำนาจควบคุมคนอื่นได้ก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้เช่นกัน

 

การปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เน้นที่ปัจจุบันให้เต็มที่เลย อย่าไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ อย่าไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้แหละมันคือความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นเข้างถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อละสังขารคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นน้อยมาก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นมาที่ปัจุบันนี้แหละ

 

ความคิดกิริยามารยาทอาชีพนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่านี้คือกระทรวงการคลัง มันเป็นรายรับรายจ่าย ไม่ใช่มีความคิดว่า พระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้คือความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยเหตุผลนี้เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านตรัสกับสงฆ์สาวกสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่สิกขาบทใหญ่ ถ้าเห็นว่าขัดกับการดำรงชีพก็ให้ยกเลิกได้ ยกเลิกสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเสีย หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ทำสังคายนามีพระมหากัสสปะเป็นประธานก็ได้ตรัสเช่นเดียวกัน ไม่มีใครว่าต้องเพิ่มต้องตัด เพราะธรรมวินัยนั้นเป็นการหยุดวัฏฏสงสาร เป็นการหยุดสัญชาตญาณ

 

ภิกษุทั้งหลายต้องพากันมาถือนิสัย นิสัยได้แก่พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นพระนิพพานในการทำหน้าที่ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นความหลุดพ้นที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นหน้าที่เป็นพรหมจรรย์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราจะไปเราไม่ไปมันจะไปได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยหน้าที่

 

เราพากันไปบรรพชาอุปสมบท ขณะนี้เวลานี้ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เราบรรพชาอุปสมบทแล้ว ถ้าเราไม่เอาพระธรรมพระวินัยสกขาบทน้อยใหญ่มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนเราทุกคนจะพากันเป็นพระได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเป็นพระไม่ได้

 

ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้เข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้เอาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทในโลกนี้ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เรามาบรรพชาอุปสมบทเพื่ออุทิศตนแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อุทิศตนแก่ผู้ไม่เอาพระธรรมพระวินัย ที่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นั้นนะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันเน้นที่บริสุทธิคุณ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราไม่ต้องแคร์โลกธรรม เราไม่ต้องแคร์ใคร เพราะเราบรรพชาอุปสมบทเพื่ออุทิศตนต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อพระธรรมต่อพระวินัยต่อหน้าที่เพื่อหยุดกระแสไม่ไปตามกระแสไม่ไปตามโซเชียล

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ถึงจะแก้ปัญหาได้ ไม่ต้องไปมองคนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้มองคนอื่น ถ้ามองคนอื่นก็มองเพื่อจะให้จะเทคแคร์ ไม่ใช่มองเพื่อจะจับผิดคนอื่น

 

เราอยู่วัดไหนก็ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเพื่อเอามาทำหน้าที่ ดวงตานั้นมีความสำคัญสำหรับเดินทางให้ปลอดภัย พระธรรมพระวินัยนั้นเค้าใช้เดินทางเพื่อความปลอดภัย พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นความปลอดภัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณและมีทั้งโทษ เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมีทั้งคุณมีทั้งโทษ พระธรรมพระวินัยนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์

 

เราจะเป็นพระได้ก็ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าหน้าที่นั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นจะไม่เป็นอย่างอื่น เช่น เราคิดดี ๆ อย่างนี้ความคิดนั้นก็ดีไม่มีชั่ว เราพูดดี ๆ คำพูดนั้นก็ดีไม่มีชั่ว เรากิริยามารยาทดี ๆ กิริยามารยาทนั้นก็ดีไม่มีชั่ว เราอาชีพดี ๆ อาชีพนั้นก็ดีไม่มีชั่ว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเราไม่ยกเลิกเรา พระธรรมพระวินัยนั้นจะมีได้อย่างไร เพราะมันเป็นเรา เราต้องยกเลิกเราถึงจะมีพระธรรมถึงจะมีพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจนะว่าเรานั้นคือความทุกข์ เรานั่นแหละคือความเครียด เรานั่นแหละไม่ใช่พระธรรมพระวินัย เรานั้นคือได้แก่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เรานั่นแหละมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

เรามาบรรพชาอุปสมบทเราต้องมายกเลิกเรา มายกเลิกคนอื่น ถ้ามีเรามีคนอื่นแล้วมันก็เดินไปข้างหน้าก็ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นความไม่สงบ มันเป็นความไม่เพียงพอ นี้มันคือปัญหาไม่ใช่ปัญญา นี้มันเป็นอัตตาเป็นตัวตน นี้มันเป็นความไม่ฉลาดมันเป็นความโง่

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,133