๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๘ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาท่านหลวงปู่มั่น เอาท่านพระอาจารย์ชา เน้นพระธรรมเน้นพระวินัย เน้นปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เรานอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ แต่ก่อนนั้นตื่นตี ๕ ก็ไม่เป็นไร กลางวันเรานอนพักผ่อน ๓๐ นาทีหรือไม่เกิน ๑ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราจะได้หยุดอดีต เราจะได้หยุดอนาคต ปัจจุบันเราจะได้ว่างจากตัวจากตน

 

เรามองเห็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ชีวิตของเราจะไม่ได้อยู่กับอดีตอนาคต ชีวิตของเราจะอยู่กับสติสัมปชัญญะ ชีวิตของเราจะไม่ได้ข้ามภพข้ามชาติ สติปัฏฐาน ๔ นี้เป็นสิ่งที่สำคัญ รู้กายในกายให้มาก ๆ รู้เวทนาในเวทนามาก ๆ รู้จิตในจิตให้มาก ๆ รู้ในธรรมให้มาก ๆ คำว่ารู้นี้ก็หมายถึงมีสติมีสัมปชัญญะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องใช้ปัจจุบันนี้ให้เกิดคุ้มค่า เพราะปัจจุบันนี้ได้แก่การชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เราคิดอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดอย่างพระอรหันต์ขีณาสพ

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ภายนอกนั้นย่อมดับทุกข์ไม่ได้ ถ้าพระอรหันต์อยู่ภายนอกนั้นย่อมดับทุกข์ไม่ได้ เพราะอันนี้คือภายนอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา ไม่มีใครแก่เจ็บตายเวียนว่ายตายเกิดให้เราได้ เราไม่ต้องปริโพธกังวลในเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราโฟกัสมายังปัจจุบันเท่านั้น ไม่เป็นไร เรานอนพักผ่อนจำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ กลางวันพักผ่อนครึ่งชั่วโมงไม่เกินชั่วโมง ถ้ามากกว่านั้นเดี๋ยวกลางคืนจะนอนไม่หลับ

 

เราทุกคนไม่เป็นไรหรอก มีพระพุทธะจ้าเป็นกัลยาณมิตร มีพระธรรมเป็นกัลยาณมิตร มีพระอริยสงฆ์เป็นกัลยาณมิตร พระพุทธเจ้าอยู่ที่คิดดี ๆ ยกเลิกตัวตนนี้คือพระพุทธเจ้า คิดดีมันก็ดีไม่มีชั่ว พูดดี ๆ มันก็ดีไม่มีชั่ว กิริยามารยาทดี ๆ มันก็ดีไม่มีชั่ว อาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนมันก็ดีไม่มีชั่ว เรามีตัวมีตนมันจะดีได้อย่างไร เพราะตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์

 

ความกตัญญูกตเวที เป็นสมบัติของผู้ดีคนดี เราเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตเราจะชื่อว่าเราเป็นผู้กตัญญูกตเวทีได้อย่างไร ที่เราเป็นคนคิดไม่ดีพูดไม่ดีกิริยามารยาทไม่ดี อาชีพที่เป็นความหลง เอาความสุขกับความหลงมันจะเป็นคนกตัญญูกตเวทีได้อย่างไร ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจเรื่องความกตัญญูกตเวที เพราะดีเอ็นเอของเราทุกคนคือพ่อแม่คือบรรพบุรุษเราต้องรู้เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกทาสยกเลิกนิติบุคคลตัวตน ยกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกร ตัวตนนี้มันคือนายทุน ลงทุนเพื่อตัวเพื่อตนมันไม่ใช่ ทำความดีเพื่อความต้องการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ต้องการอะไร

 

ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์ เพราะเหตุผลว่า วิมุตติความหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ วิมุตติหลุดพ้นนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัยได้แก่การทำพุทธกิจทั้งหลาย ด้วยเหตุผลนี้มรรคผลนิพพานถึงเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เราไม่รู้ไม่เข้าใจปล่อยให้อวิชชาให้ความหลงทำหน้าที่ทำงาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรู้เข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นปัญหานั่นแหละคือปัญญา สิ่งที่เป็นวิกฤตนั่นแหละคือโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนมารวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ มาเดินทางไปทางเดียวกัน ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องโน้นเทอญ นี้ไม่ใช่ ความคิดอย่างนี้มีความผิดพลาดอยู่ ๙๙.๙๙๙๙ เปอร์เซ็นต์ คิดว่าพระนิพพานอยู่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้ปล่อยให้ทุกอย่างก้าวไปอย่างไม่จบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เน้นบริสุทธิคุณในปัจจุบัน ให้ถือปัจจุบันเป็นวาระสุดท้ายทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งใจ ถือปัจจุบันเป็นการชิงแชมป์จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในหน้าที่

 

เราพากันคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ เราจะไม่ได้ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันยืดเยื้อ เพราะทุกอย่างมันไม่จบ เรามีตาก็ต้องมีรูปอยู่อย่างนี้แหละ เรามีหูก็ต้องมีเสียงอยู่อย่างนี้แหละ เรามีจมูกก็ย่อมมีกลิ่น เรามีลิ้นก็ย่อมมีรส เรามีการสัมผัสก็ต้องมีอย่างนี้เราต้องรู้เข้าใจเราต้องรู้จักปัญหาเพราะปัญหานั้นคือปัญญา วิกฤตนั้นคือโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องกระตือรือร้นเพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนพากันมุ่งเป้ามายังตัวเรา อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจตวัตรในการทำหน้าที่ เราต้องพากันรู้เข้าใจตัวตนนั้นคือโลกส่วนตัวที่ว่าเราชอบความสงบ  ถ้ามีตัวมีตนอยู่นั้นจะสงบได้อย่างไรเพราะตัวตนนั้นคือความไม่สงบ ตัวตนนั้นคือความไม่เคารพ ตัวตนคือความประมาท เพราะตัวตนนั้นคือความเสียหายมันคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจว่าเราทุกคนเป็นผู้โชคดี เอาตัวเอาตนเป็นผู้โชคดี เอาตัวตนเป็นที่ตั้งไม่ใช่เป็นผู้โชคดีเป็นผู้โชคชั่วนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราคิดว่าปัจจุบันอย่างต้องมีความทุกข์สิต้องมีความเครียด ถ้าเราเอาตัวตนเป็นที่ตั้งก็ต้องมีความทุกข์มีความเครียดเพราะตัวตนคือความทุกข์คือความเครียด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วาระต่าง ๆ มีวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ เราคิดดีมีชั่วมั๊ย ไม่มี เราพูดดีมีชั่วมั๊ย ไม่มี เรากิริยามารยาทดีมีชั่วมั๊ย ไม่มี เราอาชีพดียกเลิกตัวตนนั้นดีมีย ดี

 

วาระต่าง ๆ นั้นมีวาระเดียวถ้าเรามีพระธรรมพระวินัยวัฏฏสงสารก็ต้องไม่มีเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว การปฏิบัติต่อพระธรรมต่อพระวินัยที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำก็จะมีแต่ปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในหน้าที่นี้เอง

 

เราอาศัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เราอาศัยพระอริยสงฆ์เป็นกัลยาณมิตร เอาหลวงปู่มั่นเป็นตัวอย่างแบบอย่าง เอาท่านพระอาจารย์ชาเป็นตัวอย่างแบบอย่าง นี้ปฏิปทาของท่านมาตรฐานดีเป็น มอก.ดี เรายกเลิกเรา เราทุกคนต้องไม่มีเรา ให้เป็นพระธรรมให้เป็นพระวินัย เราปฏิบัติอย่างนี้แหละทุกคนไม่มีความทุกข์หรอก เพราะวาระสุขมันอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่ทำหน้าที่ เราทำความดีเพื่อความดีมีความสุขในการทำความดีความเครียดจะมาจากไหน เพราะทุกอย่างมาจากเหตุจากปัจจัยจากหน้าที่

 

เราทุกคนมาใช้ปัจจุบันให้เกิดคุณค่า เราจะปล่อยตัวเองโง่ตัวเองหลง เอาความหลงนำชีวิตนี้ได้อย่างไร เพราะปัจจุบันไม่มีใครเอาอดีตกลับคืนมาได้ ตายก็คือตาย แก่ก็คือแก่ พลัดพรากก็คือพลัดพราก ไม่มีใครเอาคืนมาได้

 

ด้วยเหตุนี้ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ลมหายใจเข้าอกนี้มีคุณค่านะ ถ้าไม่มีอานาปานสติไม่มีลมหายใจเข้าออกเราก็หมดคุณค่า

 

เรามาเจริญสติสัมปชขัญญะ ทำข้อวัตรกิจวัตร อย่ามีตัวมีตน ตัวตนตัวของเราก็สกปรก กายของเราก็สกปรก วาจากิริยามารยาทก็สกปรก อาชีพก็ยิ่งสกปรก อาชีพที่เป็นตัวเป็นตนเค้าเรียกว่าอาชีพที่สกปรก

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราสะอาดทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจ เน้นภายนอกเน้นห้องน้ำห้องสุขาถนนหนทางศาลาต้องให้สะอาด ตัวตนมันคือความสกปรก การปฏิบัติเรื่องจิตเรื่องใจนั้นถึงมุ่งเป้ามาที่พระวินัย ถ้าเราไม่มีพระวินัยธรรมะมันเกิดไม่ได้ เพราะธรรมะจะเกิดได้มาจากพระวินัย เราทิ้งพระวินัยก็คือทิ้งพระธรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้แหละ จีวร ผ้านุ่ง กุฏิวิหาร พวกนี้ต้องสะอาด ห่มผ้าก็ต้องให้ได้ปริมณฑล รักษาความสะอาด เราจะทำเพราะคิดว่าทำอะไรให้เรียบร้อยพอไปทีไม่น่าเกลียด คิดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการปฏิบัติธรรมเน้นบริสุทธิคุณ ทำอย่างนี้มันสยังเป็นการหลอกลวง ตัวตนมันคือการหลอกลวงนะ ตัวตนนี้คือโปรแกรมเมอร์สีดำ ถ้าจางลงหน่อยก็สีเทาสีสกปรก

 

เราทุกคนต้องยกเลิกการหลอกลวง ตัวตนคือการหลอกลวง หรือทุกคนว่าไม่จริง

 

ตัวตนคือความหลอกลวง หลอกลวงรู้มั๊ยว่าใครหลงก่อนเขา ผู้หลอกลวงนี้แหละหลงคนก่อนเขา อย่างคนรูปหล่อคนรูปหล่อนี้หลงก่อนเขา อย่างคนสวยคนงาม คนสวยคนงามนี้แหละหลงก่อนเขา เราต้องรู้เข้าใจ ใจของเราต้องยกเลิกทุจริตยกเลิกโปรแกมเมอร์สีเทาสีดำยกเลิกการหลอกลวง

 

ใจของเรานึกคิดปรุงแต่งอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจแต่ตัวของเรานี้เป็นผู้รู้ผู้เห็นผู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นที่เราไม่หลอกลวงใคร

 

เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นคนหลอกลวงเราจะเคารพตัวเองได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เรารู้ตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นพระ เรารู้ตัวเองว่าเป็นโจร โจรนี้หมายความว่าเป็นทุกข์ เป็นทุกข์ยากลำบากยากจน จนกับโจรนี้คืออันเดียวกัน โจรนี้คือเปรตนั่นแหละ อันเดียวกัน

 

เราต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนอย่างนี้ สายพันธุ์โจรสายพันธุ์เปรตต้องยกเลิกเสียแล้วด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ ถ้าเราไม่แน่จริงเราไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่แน่จริงรู้มั๊ยเป็นลูกศิษย์ใคร เป็นลูกศิษย์พระเทวทัต

 

เราทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ที่ทำไม่ได้มีอยู่ไม่กี่ประมาท ผู้ที่ตายแล้ว ผู้ที่เป็นบ้า เป็นคนบ้าเป็นผีบ้า เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้งอย่างน้อยเราก็เป็นคนมีเชื้อบ้านี้ท่านหลวงตามหาบัวท่านว่าอย่างนี้เอาตัวตนเป็นที่ตั้งท่านเรียกคนบ้าคนผีบ้า

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องสง่างามด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยหน้าที่

 

เราจะได้เคารพตัวเองได้จะได้นับถือตัวเองได้ เราจะได้รู้ว่าโอ้พระพุทธเจ้านั้นอยู่ภายนอกนั้นแก้ปัญหาไม่ได้เลย ต้องมาเป็นความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างนี้ถึงจะแก้ปัญหาได้ ปัญหานั้นถึงจะเป็นปัญญา ปัญญานั้นถึงจะเป็นฉันทะเป็นความพอใจมีปิติสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่วิกฤตนั้นคือโอกาส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

เราทุกคนอย่าให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะภยนอกภายในครอบงำสติสัมปชัญญะของเรา ไปจมอยู่แต่กับความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความแก่เจ็บความตายความพลัดพรากมันก็เก้อ ๆ ของมันอยู่อย่างนั้นแหละมันไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา มีแต่ปิติมีแต่ความสุขมีแต่เอกัคคตาในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ มาทำหน้าที่ของเรา เราพากันฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียวทำเหมือนพระพุทธเจ้าท่านฉันในบาตรอะไรก็ใส่ในบาตร พระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันในภาชนะ ไม่ได้ฉันโต๊ะไทยโต๊ะจีนโต๊ะฝรั่งโต๊ะทุกประเทศ ท่านฉันในบาตร ท่านชัดเจนท่านไม่ฝ้าท่านไม่ฟาง

 

เราทุกคนพากันรักประชาชนมั๊ย มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่ได้รักประชาชน รักแต่ของประชาชน เรามีตัวมีตนเราจะรักตัวเองได้อย่างไร เราจะรักประชาชนได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นมันคือผู้ที่ทำร้ายทั้งตัวเองทำร้ายทั้งประชาชน

 

สุนัขมันยังกตัญญูกตเวที มันรักประชาชน เราเป็นนักบวชถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจตัวเองก็รัก ประชาชนก็ไม่รัก รักแต่ของประชาชน รักแต่ยศรักแต่ตำแหน่ง ตำแหน่งก็สำหรับหลอกลวง จับกันเป็นกลุ่มเป็นแก๊งค์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนระลึกถึงตัวเองแล้วก็รู้ว่าตัวเองเป็นโจรแน่นอน ไม่ได้เป็นมนุษย์อะไร มองดูข้าราชการนักการเมืองมองดูหน้านักบวชมันจึงมองเห็นแต่หน้าโจร

 

เราเกิดมานานมันก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายต้องพลัดพราก เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำใจของเรา เราอย่าไปจมอยู่กับความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาสำหรับให้เราเกิดปัญญา เราต้องรู้เข้าใจ เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันจะได้เก้อ ๆ อยู่อย่างนั้น เอาตัวตนเป็นที่ตั้งไม่รู้จักปัญหา ไม่เอาปัญหามาเป็นปัญญา

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม อานาปานสติเราต้องเอามาใช้เพื่อเจริญสติสัมปชัญญะ หายใจเข้ามีความสุขมันก็สุขอยู่แล้ว หายใจเข้าสบายก็สบายอยู่แล้วเพื่อไม่ให้ธาตุขันธ์อายตนะครอบงำใจของเรา

 

เราทุกคนแม้แต่ฟังธรรมอยู่นี้ยังจะไปนั่งตัวโค้งตัวงอ ต้องตัวตรง ๆ ไว้ เพื่อให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะครอบงำใจของเรา ไม่ให้มีอิทธิพลต่อเรา ให้ตัวตรง ๆ ไว้ หายใจเข้าให้มีความสุขชัดเจนหายใจออกให้มีความสุขชัดเจน อานาปานสติเราต้องเอามาใช้ทุกอิริยาบถไม่ใช่เฉพาะนั่งสาธิ เวลาเราไปทำข้อวัตรกิจวัตรก็ให้มีความสุขในการทำข้อวัตรกิจวัตร ทุ่มเทในปัจจุบัน ไม่ใช่ทำพอเป็นพิธี ทำเป็นพิธีก็เป็นแค่พิธี ถ้าเราทำออกจากใจให้มีความสุขในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดีไม่ใช่ทำพอเป็นพิธีเป็นศาสนพิธี

 

สมมติสัจจะเป็นสิ่งที่ดี เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาทำหน้าที่ ไม่ใช่เอาสมมติสัจจะมาใช้หลอกลวงเป็นเพียงศาสนพิธี

 

เราทุกคนเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เราไม่ต้องแคร์ใคร หมู่มวลมนุษย์ในโลกนี้แปดพันกว่าล้านคนเอาความหลงนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต เราจะเอาบุคคลเช่นนั้นมาเป็นกัลยาณมิตรได้อย่างไร เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ

 

อิทธิพลของโซเชียล อิทธิพลของกระแสจะไม่ได้ครอบงำพุทธะที่อยู่กับเราได้ ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม อดีตมันก็หยุดลงไปอยู่แล้ว อนาคตก็ไม่มี ปัจจุบันเราจะว่างจากตัวตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เรานอนจำวัด ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ ทำอะไรให้มีความสุขอย่าให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะมาครอบงำเรา กราบพระก็ตั้งใจกราบดี ๆ ให้เกิดสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ออมไว้ ทำวัตรสวดมนต์เสียงดังฟังชัด ใครสวดไม่ดังมีตัวมีตน สวดในใจก็เป็นเรื่องของเค้าไม่เกี่ยวกับเรา

 

หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา ถ้าบวชได้ ๑ พรรษาผ่านไปแล้วต้องเริ่มสวดปาฏิโมกข์ ตัวตนนั้นมันไม่อยากท่องปาฏิโมกข์ไม่อยากสวดปาฏิโมกข์ วัดใหญ่วัดดังหลายวัดไม่ค่อยมีพระสวดปาฏฺโมกข์ได้เพราะมันมีตัวมีตนก็เลยมีแต่ตัวตน เขาเลยเอาตัวตนเป็นที่ตั้งเป็นสรณะ ไม่เสียสละ ไม่เสียสละจะมีสติสัมสัมปชัญญะได้อย่างไร เอาตัวตนเป็นที่ตั้งมันเลยไม่มีใครสวดปาฏิโมกข์ได้

 

วัดเราได้มีหนังสือนักธรรมตรีโทเอกไว้ทุก ๆ กุฏิทุก ๆ ห้องเลย เพื่อเราทุกคนจะได้มีความรู้จริงจะไม่ได้มีความรู้รอบโต๊ะ เพราะเราอยู่ที่บ้านเราอยู่กับความฟุ้งซ่านไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราอยู่แต่กับโทรศัพท์มือถือเราอยู่กับการพูดการคุย

 

เรามาอยู่วัดเรามาเจริญสติสัมปชขัญญะ เรามาเอาความรู้จริงรู้ว่ายืน รู้ว่าเราเดิน นั่งนอน รู้ว่าเรากำลังทำข้อวัตรกิจวัตร เรากำลังออมอยู่รึเปล่ามีความสุขในการทำหน้าที่รึเปล่า เวลาว่างไม่ปล่อยตัวเองอยู่ว่าง ๆ อ่านหนังสือท่องหนังสือให้รู้ให้เข้าใจให้มีความรู้จริงไม่ใช่ความรู้จำ เพราะความจำไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะความจำนั้นไม่ใช่ความรู้จริงเป็นเพียงสัญญขันะ

 

อย่างเรานั่งสมาธิอย่างนี้ถ้าเราง่วงนอนมากก็เอาบทสวดมนต์นั่นแหละมาสวดในใจ อย่าไปออกเสียงนะ เอาบทสวดปาฏิโมกข์มาสวดในใจดีกว่าไปนั่งโงกนั่งง่วง นอนตอนนอนก็พอเพียง เราจะมานอนตอนนั่งมันไม่ถูกต้อง มันก้าวก่ายหน้าที่กัน มันลิดรอนสิทธิในการนั่ง การนั่งมันต้องนั่ง ไม่ใช่เอาเวลานั่งมาเป็นเวลานอน

 

เวลาเราอยู่ที่กุฏิที่พักเรา เราก็อ่านหนังสือท่องหนังสือให้มีความสุข รู้มั๊ยความสุขนั้นเป็นออกซิเจนยกเลิกตัวตน มันทวนกระแสมันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนต้องให้เป็นผู้มีความรู้จริง ไม่ต้องอาศัยใคร อาศัยความรู้ความเข้าใจเพื่อเอาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เราอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร อาศัยพระศาสนาเป็นกัลยาณมิตร เราไม่ใช่อาศัยพระศาสนาหาอยู่หาฉันหาเลี้ยงชีพ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้เป็นนักหลอกลวง มันไม่ใช่พระธรรมไม่ใช่พระวินัยนี้เป็นตัวเป็นตนนี้มันโจร เป็นเพียงแบรนด์เนมของพระของสมณะ นี้มันโจรนะ

 

โทรศัพท์มือถือคอมพิวเตอร์นี้มีประโยชน์มากเอามาใช้งานไม่ใช่เอาภายนอกไม่ใช่เอาภายนอกเข้า เราต้องรู้เข้าใจ เราจะเอามาใช้เมื่อจำเป็น เพราะเวลาจำเป็นเราสามารถถามเอไอด้วยไม่ต้องเสียค่ารถค่าเครื่องบิน เราต้องรู้ต้องเข้าใจทุกอย่างมีทั้งคุณมีทั้งโทษ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้นำภายในออกภายนอกเข้า เพื่อเราจะเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อนเองดั่งสายน้ำ เราต้องรู้เข้าใจถึงรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์มันจะอร่อยจะแซบก็จริงเราต้องรู้เข้าใจในหลักการประพฤติการปฏิบัติ

 

ในวัดของเรานี้ไม่ให้มีโทรศัพท์มือถือไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือเพราะเหตุผลว่าจะไม่ได้นำภายในออกนำภายนอกเข้า เพื่อให้ทุกคนจะได้สร้างเอไอของตัวเอง ไม่ต้องอาศัยเอไอภายนอก อาศัยเอไอกับตัวเอง ด้วยความรู้ความเข้าใจมุ่งเป้ามายังข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราส่งใจไปภายนอก เมื่อมีภายนอกก็ต้องมีภายใน เมื่อมีภายในก็ต้องมีภายนอกมันยุ่งอย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็ไปเดี๋ยวก็มา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าความปริโพธในเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันก็ยังมีตัวมีตน ไม่ได้ ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามาเจริญสติสัมปชัญญะถึงสิ่งภายนอกมันจะอร่อยจะแซบจะลำจะนัวจะหรอยก็ช่างหัวมันให้มันอยู่เก้อๆ อย่างนั้นแหละ

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ต้องอาศํยเวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผลนะ ตอนกิ่งไม้ก็ใช้เวลา ๓ อาทิตย์ถึงจะออกราก เราต้องรู้เข้าใจ ต้องมีเหตุมีปัจจัย อย่างต้นไม้ต้นไทรถ้าต้องการให้ยืนก็ต้องต่อรากฝอยให้มันลงมาหาอาหารที่พื้นดิน ต้นไทรนั้นถึงจะอายุยืนอยู่ได้หลายร้อยปี ทุกอย่างมีคเหตุมีปัจจัย เราส่งภายในออกภายนอกเข้านี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าทรัพยากรไม่ขาดแคลนนะ มันขาดแคลนปัญญาสัมมาทิฏฐิต่างหาก ถ้าเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ถ้าเรามีเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์แล้ว ความขาดแคลนนั้นก็ย่อมไม่มี แห้งแล้งก็ทำให้เขียวชอุ่มได้ น้ำมากเกินไปก็สามารถไม่ให้น้ำท่วมได้ เพราะเอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้แก้ปัญหาได้

 

เราทุกคนต้องมารู้จักปัญหา เราพากันคิดดูดี ๆ นะ เราเอาความไม่ถูกต้องมาแก้ปัญหา แก้ได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้ พระมหากษัตริย์ที่ไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ นายกรัฐมนตรีที่ไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ ข้าราชการนักการเมืองนักบวชที่ไหนก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเราไปแก้คนอื่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ได้แก้ที่คนอื่นนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแก้ที่ตัวของท่านเอง การทำพุทธกิจคือการทำหน้าที่ของท่าน เพราะการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติหากเป็นความหลุดพ้นเป็นความดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ เพราะทุกคนไม่มีสิทธิที่จะหายใจให้ใครได้ ไม่มีสิทธิที่จะทานอาหารแก่เฒ่าชราให้กับคนอื่นได้  การทำประโยชน์ของผู้อื่นไม่ใช่ไปจัดการคนอื่นนะ คือทำหน้าที่ของตัวเอง การไปเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชหรือเป็นประชาชนถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ การรู้เข้าใจอย่างนี้ชีวิตของเราจะไม่ได้อยู่กับอดีตอนาคต ปัจจุบันก็มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ คำว่าชาติ ชาติก็หมายถึงความเกิดเราคิดดี ๆ มันก็เกิดในที่ดี เราคิดชั่ว ๆ มันก็เกิดที่ชั่ว เรายกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานก็อยู่ที่นั่น เรามีตัวมีตน นรกก็อยู่ที่นั่น

 

ทำไมเราพากันโง่แท้ไม่ฉลาดแท้ คิดอะไรก็ไม่เป็น เราเอาตัวเอาตนมันจะคิดอะไรเป็น เพราะตัวตนมันคือความโง่ เพราะตัวตนคือความหลง ตัวตนนั้นคืออวิชชา

 

พระพุทธเจ้าคือผู้ที่ขลังศักดิ์สิทธิ์ พระธรรมคือความขลังศักดิ์สิทธิ์ พระอริยสงค์คือความขลังศักดิ์สิทธิ์ เราเอาตัวเอาตนเป็นที่ตั้งมันจะขลังศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร เค้านินทาแล้วก็แฟบ เค้าสรรเสริญแล้วก็พอง ที่ประเทศพม่าเค้าถึงมีคำภาวนาหายใจเข้ามียุบหายใจออกพอง หายใจเข้ามีแต่ยุบไม่ออกมามันก็ตาย หายใจออกพองไม่ยุบเดี๋ยวมันก็ระเบิด เพราะทุกอย่างเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

เราต้องรู้เข้าใจ วัดต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีพระ มีแต่โจร พระนี้หาน้อยมาก มีแต่โจร รู้มั๊ยว่าตัวตนมันคือโจรคือมหาโจร ตัวตนมันหลอกลวงตัวเองไม่พอมันหลอกลวงคนอื่นด้วย ในสถานที่ข้าราชการนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีข้าราชการไม่มีนักการเมือง มีแต่โจร โจรนี้ก็หมายถึงความทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาอย่างนี้เรียกว่าโจร โจรนี้คือนายทุน ที่เรียนศึกษามาเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน โจรนั้นคือนายทุน นายทุนทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับเอาความหลง นายทุนก็คือลูกจ้าง

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความหวังกับความผิดหวังมันคืออันเดียวกัน อย่างวันที่ ๑ ต้นเดือน หรือวันที่ ๑๖ กลางเดือน เรามีความหวังที่จะถูกล็อตเตอรี่ ความหวังนั้นจะผิดหวังนะ ส่วนใหญ่มันจะไม่เป็นสลากกินแบ่งมันจะเป็นสลากกินรวบ พวกผู้ที่อยู่กับความหวังนี้

 

เราอยู่กับความหวังนี้คือสายมูสายหลงนะ สายมูสายหลงนี้ไม่ขลังศักดิ์สิทธิ์ เค้านินทาก็เสียใจ สรรเสริญก็ดีใจ พระพุทธพระธรรมพระอริยสงฆ์นั้นถึงเป็นสิ่งขลังศักดิ์สิทธิ์ ตัวตนนั้นไม่ขลังศักดิ์สิทธิ์อะไร

 

เรามาเน้นที่ตัวเราอยู่ในวัดนี้หรือในโลกนี้ใครไม่ปฏิบัติก็ช่างหัวเขา เพราะสิ่งภายนอกก็ให้เป็นสิ่งภายนอกไป ตัวเราก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ ถ้าเรามองดูคนอื่นก็มองดูว่าเราจะช่วยเค้าได้อย่างไร เค้ามีตาเค้าก็ต้องมองเห็นอยู่ มีหูก็ได้ฟังอยู่ การทำให้ดูให้รู้ยิ่งกว่าคำสอนเสียอีก

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,133