๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๒ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
การปฏิบัติใจต้องมาปฏิบัติที่กายเพราะใจเป็นนามธรรม การปฏิบัติใจถึงต้องมาปฏิบัติที่กาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราพากันรู้นะ การปฏิบัติใจนั้นต้องมาปฏิบัติที่กาย อาศัยกายนั่นแหละเพื่อเอากายมาปฏิบัติใจ เพราะใจของเราเป็นสิ่งที่รวดเร็วว่องไว ทุก ๆ คนจะมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา มีความพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ มีความพร่องอยู่เป็นนิจ
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องอยู่กับสติสัมปชัญญะเพื่อหยุดใจของเราให้ได้ เช่น หายใจเข้ายาว ๆ ลึก ๆ แล้วกลั้นลมหายใจเพื่อให้ปอดที่แฟบได้พองตัวแล้วค่อยปล่อยลมออกมา ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ หลายครั้ง สติสัมปชัญญะความฟุ้งซ่านนั้นจะลดลง ฝึกทำงานให้มีความสุข เราต้องมีความสุขกับการทำงาน ถ้าเรามีความสุขกับการทำงานอย่างเต็มที่ความฟุ้งซ่านของเราก็จะหยุดลง ที่เราฟุ้งซ่านนั้นสาเหตุเกิดจากเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีความสุขในการทำงานอย่างเต็มที่ ความฟุ้งซ่านนั้นก็จะไม่มีเพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ถ้าเรามีความสุขอยู่กับสติสัมปชัญญะ ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองไปทำดู ถ้าเรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ ความฟุ้งซ่านนั้นจะหยุดลงทันที เพราะเหตุผลว่าวาระต่าง ๆ นั้นมันมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความบกพร่องที่มันเป็นความไม่พออยู่เป็นนิจ ความบกพร่องนั้นก็จะหลุดลงเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านรู้ที่ท่านเข้าใจ ที่ท่านได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้เปล่งอุทานออกมาจากความรู้ความเข้าใจ
เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน คือตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาคือถึงนิพพาน
การปฏิบัติใจจึงต้องมาปฏิบัติที่กาย เอากายมาใช้เอามาปฏิบัติ มีความสุขอย่างเต็มที่ในการทำงานเพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว
เราทุกคนมีความพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจ ใจของเรามันเลยมีความพร่องอยู่เป็นนิจ ต้องอาศัยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ การปฏิบัติใจต้องอาศัยการมีความสุขอยู่กับสติสัมปชัญญะ มุ่งเป้ามายังสติมายังสัมปชัญญะ เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะความพร่องของใจก็จะหยุดลงเพราะเรามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ว่าสติสัมปชัญญะนี้เป็นบ้านของใจนะ ร่างกายของเราก็ต้องมีบ้าน ใจของเราทุกคนก็ต้องมีบ้าน บ้านของใจนั้นคือสติคือสัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราอยู่กับบ้านของใจเพื่อจะได้อยู่กับบ้าน ผู้ไม่มีบ้านมีความทุกข์นะ มีความพร่องอยู่เป็นนิจ
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพท่านอาศัยอานาปานสติเป็นบ้านของใจ เป็นที่พักของใจ หายใจเข้าให้มีความสุขกับการหายใจเข้า หายใจออกก็มีความสุขกับการหายใจออก ถ้าเรามีความสุข ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีความสุขอยู่กับลมหายใจเข้าหายใจออก ความพร่องของใจนั้นก็ย่อมไม่มี เพราะเราได้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ
การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นวิมุตติเป็นความหลุดพ้น เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับใจไปพร้อม ๆ กัน ต้องเอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ
ความรู้ความเข้าใจได้แปรรูปเป็นอริยะทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพครบวงจรด้วยความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกความพร่องที่เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอนั้นยกเลิก
ทางสายกลางนั้นจึงเป็นทางยกเลิกความพร่องของทางจิตใจ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวเรา ความพร่องทางจิตใจนั้นก็ย่อมมี ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้หยุดโซเชียล เราจะได้หยุดกระแส ไม่ไปตามโซเชียล ไม่ไปตามกระแส
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ หายใจเข้าให้มีความสุข หายใจออกให้สบาย เพื่อหยุดความพร่องทางจิตใจ รู้ทุกอย่างตามความเป็นจริงว่านี้มันคือโซเชียล นี้มันคือกระแส เราไปตามโซเชียลไปตามกระแสนั้นไม่ได้
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะไม่ได้ทำบ้านทำเรือนให้เราได้อีกต่อไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมามีความสุขในการหายใจเข้าให้สบาย ให้มีความสุขในการหายใจออกสบาย มีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ มามีความสุขกับการทำงานกับการทำหน้าที่ หยุดอัธยาศัย หยุดความพร่องทางจิตใจ เป็นผู้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ
ความดับทุกข์ของเราอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกความพร่อง ยกเลิกกระแส ยกเลิกโซเชียล มีความสุขกับการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะใจของเราก็จะสงบลงเย็นลงด้วยปฏิปทาของเราที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อาศัยธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติ เพื่อความสมดุลความพอเพียงเพียงพอ สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นกระทรวงการคคลัง กระทรวงการคลังนั้นเป็นความมั่นคง ไม่มีความพร่อง เป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้เ เราทุกคนนั้นต้องหยุดความพร่องด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย นั้นคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการทำหน้าที่ของเรา เน้นมาที่ใจที่เจตนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ว่าให้เน้นมาที่เรา เน้นมาที่ความต้งใจตั้งเจตนา เน้นมายังบริสุทธิคุณ มุ่งเป้ามายังตัวเราให้เต็มที่ มีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการกระทำของเราอย่างเต็มที่
เรามาคิดดูดี ๆ ภาชนะที่จะใช้งานได้ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มย่อมเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ภาชนะที่คว่ำย่อมเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ใจของเราต้องตั้งใจตั้งเจตนา มุ่งเป้ามายังความตั้งอกตั้งใจ ไม่ลูบคลำในการประพฤติการปฏิบัติ อย่าพากันคิดว่าปฏิบัติค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนี้มีความเสียหายอยู่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
เราพากันมาคิดดูดี ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงหน้าที่ เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานพร้อมกับละสรีระสังขารคิดเป็นเปอร์เซ็นตแล้วมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์เลยนะ
ถ้าเราคิดว่าค่อยเป็นค่อยไปนี้คือความประมาท ผู้ที่มีความประมาทย่อมไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ผู้ประมาทได้แก่ผู้ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เราทุกคนทำไมไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็เพราะเราประมาทเราจะมีสติสัมปชัญญะได้อย่างไร เพราะวาระใจตั้งอยู่ในความประมาทนั้นมันมีวาระเดียว ถ้าเราประมาทแล้วก็ย่อมไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกท่านทุกคนต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาทด้วยการมีสติมีสัมปชัญญะ หายใจเข้าก็มีความรู้ตัวทั่วพร้อมในการหายใจเข้า หายใจออกก็มีความรู้ตัวทั่วพร้อมในการหายใจออก มีความอิ่มมีความเต็มมีความพอเพียงเพียงพออยู่กับลมหายใจเข้าอยู่กับลมหายใจออก เมื่อเราทำงานภายนอกเราก็มีความสุขกับการทำงานภายนอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีความสุขกับการทำงานความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะเรามีความสุขกับการทำงาน เราต้องมีความสุขกับการทำงานให้ได้ ความสุขกับการทำงานนั่นแหละจะหยุดความพร่องทางจิตใจที่ใจของเราฟุ้งซ่าน ใจของเราที่มันไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ
พระนิพพานนั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอในหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้ให้เข้าใจ ต้องหยุดความพร่องของเราทุกคนให้ได้ เพราะความพร่องนั้นเป็นอาการของเปรต เปรตมีความบกพร่องไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พูดถึงเรื่องเปรต ท่านให้เรารู้จักเปรตนะ เปรตนี้คือความไม่อิ่มไม่เต็มคือความพร่อง มันเป็นวาระความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นวาระใจของเราที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เราทุกคนต้องมารู้ว่าความพร่องที่ไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอในเรื่องจิตเรื่องใจของเรานี้นะคือเปรต เปรตคือความพร่องของจิตของใจนะ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกเปรตที่มันอยู่ที่ใจของเรา เราจะยกเลิกเปรตได้ก็ต้องรู้จักเปรตนะ เปรตที่มันมีความพร่องมีความกระหายอยู่ตลอดกาลที่ปัจจุบันของเรานี้เอง
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามายกเลิกเปรต การยกเลิกเปรตก็ได้แก่การยกเลิกตัวยกเลิกตนนี้แหละ เราจะยกเลิกตัวยกเลิกตนได้ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลา ๒๐ ปี ๒๐ พรรษา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นยังไม่ได้บัญญัติพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์สาวกรู้เข้าใจ เน้นมายังปัญญาบริสุทธิคุณ เน้นที่ยกเลิกเปรตที่มันเป็นขั้วบวกขั้วลบที่เป็นความไม่สงบเป็นความบกพร่องอยู่ที่จิตที่ใจ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจ ต้องพากันรู้จักเปรต รู้จักความบกพร่อง
ความเพลิดเพลินมีความรู้ความเข้าใจตั้งอยู่ในความประมาท มีความรู้มากเป็นนักจิตวิทยาเป็นนักปรัชญา อย่างเช่น พระโปฐิละมีความรู้ความเข้าใจ เทศนาสั่งสอนให้คนอื่นเป็นพระอรหันต์ขีณาสพได้หลายร้อยหลายพัน แต่ตัวของท่านเองเป็นเพียงนักปรัชญา เป็นนักจิตวิทยาเท่านั้น
พระโปฐิลเถระ ซึ่งเรารู้จักกันในนามของพระใบลานเปล่า ท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้ามาถึง ๗ พระองค์ ครั้นออกบวชก็ตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน และยังสอนธรรมะให้กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง ๑๘ คณะ ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของภิกษุสามเณรเป็นอย่างดี
พระบรมศาสดาปรารถนาจะให้พระโปฐิละเป็นผู้มีความรู้ทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเทศนา คือได้ทั้งคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ สมกับที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพระโปฐิละมัวแต่สอนคนอื่นจนไม่มีเวลาสอนตนเอง ไม่ยอมปลีกวิเวกไปบำเพ็ญสมณธรรมตามลำพังบ้าง วันๆ ได้แต่เตรียมสอนธรรมะ และตอบปัญหาข้อสงสัยให้กับลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านจึงไม่มีความคิดที่จะสลัดออกจากกองทุกข์เพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
เพราะฉะนั้น เวลาท่านไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา จึงถูกพระพุทธองค์ทักทายว่า “ท่านใบลานเปล่ามาแล้วเหรอ เชิญนั่งเถิดท่านใบลานเปล่า” ครั้นท่านกราบนมัสการลา ก็ถูกทักอีกว่า “ท่านใบลานเปล่าไปแล้วหรือ” ทำให้ท่านกลับไปคิดตริตรองว่า “เราเป็นผู้ทรงไว้ทั้งพระไตรปิฎก แต่พระบรมศาสดาก็ยังตรัสเรียกเราว่าใบลานเปล่า อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้ไม่มีคุณวิเศษภายใน”
เนื่องจากท่านมีปัญญามาก จึงรู้ถึงนัยของพุทธองค์ กล่าวคือ ผู้รู้ เขาแค่เตือนแบบสะกิดกันนิดเดียว ก็สามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง พระเถระรู้ตัวเช่นนี้เกิดความสลดสังเวชใจว่า ที่ผ่านมาตนเองเปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค แต่ไม่เคยดื่มกินปัญจโครสเลย คือรู้ธรรมะด้วยสุตมยปัญญา เพราะอ่านมามาก ได้ยินได้ฟังมามาก แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติให้เข้าถึงเลย
ท่านตัดสินใจเพื่อเข้าสู่การประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวของท่าน ออกปลีกวิเวกตามลำพังในป่า แต่เมื่อจะลงมือปฏิบัติ ก็กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย คือ มีความรู้มากก็ยิ่งยากนาน ครั้นจะไปถามพระถามเณรในวัดก็เขินอาย เพราะพระเณรเกือบทุกรูปที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพนั้นล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านเอง
ท่านจึงออกเดินทางไปไกลถึงสองพันโยชน์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้จำท่านได้ ตั้งแต่พระสังฆเถระ ไล่เรื่อยลงมาจนถึงพระนวกะ ต่างก็ปฏิเสธที่จะแนะนำธรรมะให้ท่าน เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้รู้มาก มีปัญญามาก เป็นพระธรรมกถึกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเวลานั้นขณะนั้น ผู้ที่ท่านเคยบอกเคยสอนส่วนใหญ่ก็เป็นพระอรหันต์ขีณาสพกัน
และที่ท่านเหล่านั้นได้บรรลุธรรมาภิสมัย ก็เพราะอาศัยพระเถระเป็นผู้บอกผู้สอนเป็นครูบาอาจารย์ ดังนั้น ต่างเกรงว่าสิ่งที่แนะนำไปจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน
เมื่อไม่มีใครแนะนำ สุดท้ายท่านต้องยอมตนไปขอความรู้ภาคปฏิบัติกับสามเณรน้อยซึ่งอายุเพียง ๗ ขวบ แต่เป็นสามเณรอรหันต์ พระเถระเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมมาก แต่ท่านยอมทำตัวเหมือนเด็กอนุบาล เป็นนักศึกษาที่ดีมาก แม้สามเณรจะทดสอบให้ท่านเดินลงไปในสระน้ำ ท่านก็ไม่ได้ลังเลใจ ยอมทำตามที่สามเณรบอกทันที
สามเณรเห็นว่า พระโปฐิละได้ลดมานะละทิฏฐิ เพื่อแก้ไขตนเอง เพราะมีมานทิฏฐินั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะมานะทิฏฐิมันเป็นนิติบุคคลตัวตน มันเป็นความปรุงแต่งที่สำคัญมั่นหมายที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ผู้ที่ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นถึงจะมีความสงบมีปัญญา มีปัญญามีความสงบ
เมื่อละเราละเขาถึงเป็นความสงบเป็นผู้มีปัญญาถึงเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่เป็นผู้ว่ายากสอนยาก เพราะตัวตนนั้นคือผู้ว่ายากสอนยาก
ยอมอยู่ในโอวาทของสามเณร แม้สามเณรจะให้ทำอะไรก็ทำ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อจะได้อบรมบ่มอินทรีย์ เพื่อจะได้เอาความดีเอาความถูกต้องให้เกิดความสงบเกิดปัญญา แม้จะให้ไปกระโจนลงเหว หรือกระโดดเข้ากองเพลิง ท่านก็ยอมทำตามทุกสิ่งทุกอย่าง สามเณรจึงให้ท่านกลับขึ้นมายืนที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวให้นัยว่า “ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง เหี้ยได้เข้าไปในจอมปลวกช่องหนึ่ง ผู้หวังจะจับเหี้ย จึงอุดช่องทั้ง ๕ ไว้ คอยจับเหี้ยออกทางช่องที่ ๖ บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ แล้วเปิดมโนทวาร กำหนดใจให้หยุดให้นิ่งอยู่ที่ตรงนั้น”
เนื่องจากพระเถระเป็นพหูสูต ทรงพระไตรปิฎกมาหลายภพหลายชาติ นัยที่สามเณรให้จึงเป็นประดุจการลุกโพลงขึ้นของดวงประทีป ท่านเริ่มประคองใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน มีสติตั้งมั่นเป็นสมาธิ แม้พระบรมศาสดาประทับนั่งในที่ไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ ทรงเห็นความแก่รอบแห่งญาณของพระโปฐิละ จึงเปล่งรัศมีออกไปดุจปรากฏต่อหน้าพระเถระ แล้วตรัสว่า “ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบความเพียร ท่านพึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้เถิด” พระเถระตั้งใจทำภาวนาจนเกิดภาวนามยปัญญา และในที่สุดก็แทงตลอดในคำสอนของพระบรมศาสดา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในท่ายืนนั่นเอง
เราพากันเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอกก็แก้ปัญหาไม่ได้ เราพากันเรียนตั้งแต่นักธรรมตรีจนถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยคก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะการเรียนการศึกษานั้นเป็นเพียงนักปรัชญา เป็นเพียงนักจิตวิทยาเท่านั้น
ด้วยเหตุผลนี้พระโปฐิละถึงจะเก่งถึงจะฉลาดเท่าไหร่ก็ต้องกลับมาหาภาคประพฤติภาคปฏิบัติต้องกลับมาหาภาคสติภาคสัมปชัญญะ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
หลัง ๒๐ ปี หลัง ๒๐ พรรษา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บัญญัติพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพื่อจะให้เป็นหลักการเป็นอุดมการณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่า การรักษาพระวินัยนั้นเป็นการเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยใจอาศัยเจตนาเพื่อมุ่งบริสุทธิคุณ การรักษาพระวินัยนั้นไม่ใช่ให้ผู้อื่นยอมรับ ไม่ใช่ให้มหาชนยอมรับ เพื่อเน้นบริสุทธิคุณ การรักษาพระวินัยนั้นถึงยกเลิกการหลอกลวง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไมมีต่อหน้าและลับหลัง เป็นบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นคือความพร่องของจิตของใจที่ตั้งอยู่ในความประมาท
ด้วยเหตุผลนี้ การรักษาพระวินัยต้องให้เป็นบริสุทธิคุณ เพราะวินัยเน้นเรื่องจิตเรื่องใจเรื่องบริสุทธิคุณ ไม่ใช่รักษาพระวินัยเพื่อให้ประชาชนมหาชนยอมรับ เน้นมาที่ใจที่บริสุทธิคุณ ถ้าเราไม่เน้นบริสุทธิคุณการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจะเป็นการหลอกลวง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจการประพฤติการปฏิบัติที่หลอกลวงว่าใครเป็นคนหลงก่อน ตัวเรานี้แหละเป็นคนหลงก่อนคนอื่น
ด้วยเหตุผลนี้ การรักษาพระวินัยจึงเน้นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นการสร้างภาพ เป็นบริสุทธิคุณ ให้เป็นการเข้าถึงในการยกเลิกตัวยกเลิกตนจริง ๆ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีตัวมีตน เราทุกคนเคารพตัวเองได้มั๊ย มีคำตอบอยู่แล้วว่าเคารพไม่ได้ เพราะเรามีตัวมีตนเราจะเคารพตนเองไม่ได้ เพราะตัวเรามีตัวมีตน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกท่านทุกคนต้องเน้นบริสุทธิคุณ วิมุตติความหลุดพ้นในการรักษาพระวินัยถึงจะเกิดขึ้น พระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณจึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระธรรมเกิดขึ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ มีใครบ้างที่ไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเป็นพระอริยเจ้าได้ มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว ไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณ เพื่ออริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพจะได้มุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณ เราทุกคนถึงจะเคารพตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้จึงมีศัพท์ว่าสุปฏิปันโน คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ปฏิบัติสมควร เพราะนี้เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
ถ้าจะมีคำถามว่าปฏิบัติเหมือนพระพุทธเจ้าเหมือนพระอรหันต์เราทุกคนจะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทำอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความทุกข์ถึงจะไม่มีความเครียด
เราต้องรู้ต้องเข้าใจเพราะวาระนั้นมันมีวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นความเครียดนั้นจะมีได้อย่างไรเพราะไม่มีวาระที่จะให้มีความสุขให้มีความเครียด
วัฏฏสงสารจะหยุดลงได้จบลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
ทางวิทยาศาสตร์ต้องก้าวหน้า เพราะเราทุกคนยกเลิกอัธยาศัย ทางจิตใจก็เคียงคู่กับทางวิทยาศาสตร์
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สกคัญ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราก็ยกเลิกตัวยกเลิกตน เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนแล้ว ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจก็จะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยความสงบและปัญญา
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

