๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๓ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธรรมนูญนั้นได้แก่ปัญญาบริสุทธิคุณ รัฐธรรมนูญนั้นที่ออกมาเป็นกฎหมายต้องให้เป็นบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นจะเป็นทางสายกลางระหว่างทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจ ถ้าเราเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์ไม่เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ธรรมนูญก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้การออกกฎหมายต้องให้กฎหมายนั้นเป็นธรรมนูญ เช่น กฎหมายออกมาว่าให้มนุษย์นี้พากันดื่มเหล้าดื่มเบียร์เล่นการพนัน ฆ่าสัตว์ได้ อย่างนี้ไม่ใช่ธรรมนูญ อย่างนี้ยังเป็นตัวเป็นตนอยู่ ยังไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ

 

กฎหมายจะออกมาได้ต้องให้กฎหมายนั้นเป็นธรรม กฎหมายนั้นต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน กฎหมายนั้นจะเป็นธรรมนูญ

 

สัญชาตญาณของเราทุกคนจะหยุดลงได้ก็ต้องอาศัยธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นหลักการเพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่

 

พระวินัยสิขกาบทน้อยใหญ่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนทุกท่านต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องปัจจัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ทุกอย่างนั้นไม่มี ๒ วาระ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องยกเลิกอดีต เราทุกคนต้องยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

พระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน กฎหมายเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกตัวตน กฎหมายเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมนูญ ธรรมนูญกับพระนิพพานมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน พระวินัยกับกฎหมายมันคือสิ่งเดียวกัน

 

ชาติได้แก่ความเกิด ความเกิดนั้นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นต้องเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนั้นจึงได้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ไม่ใช่มีไว้สำหรับเอาไว้บังคับคนอื่น มีไว้สำหรับเอามาใช้ในตัวเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระพุทธเจ้านั้นถึงเป็นผู้ที่ทำพุทธกิจทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระอรหันต์ขีณาสพถึงเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์

 

เราทุกคนพากันมาเข้าใจอย่างนี้ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ธรรมนูญในการทำหน้าที่ด้วยอาศัยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่ออาศัยกฎหมาย เพื่อให้เราทุกคนได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะเหตุผลว่าปัญญาบริสุทธิคุณจะยกเลิกตัวตน ตัวความทุกข์ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ถ้าเรารู้เราเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญานั้นก็จะยกเลิกเรื่องความทุกข์ ปัญหานั้นก็จะเกิดปัญญา วิกฤตก็ย่อมเกิดโอกาส

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี

 

การเวียนว่ายตายเกิดของเราทุกคนนั้นก็จะหยุดลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะ สมมติสัจจะที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่จะเป็นพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่กับหน้าที่

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ในโลกนี้มีใครเอาตัวเอาตนเอาความหลงที่เป็นอีโก้ที่เป็นตัวเป็นตนมาแก้ปัญหาได้ มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่มาสร้างปัญหา

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเข้าใจในปัญหา ความรู้ความเข้าใจนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำนะ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะอันนี้เป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีความหลงลืม

 

เรายังเป็นเสขบุคคล เรายังเป็นปัญญาชนยังไม่ใช่พระพุทธเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ว่ากฎหมายเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ มามีฉันทะมีความพอใจ มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตา มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความหลงความเพลิดเพลิน ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

เพราะเหตุผลว่า ความประมาทคือความผิดพลาด นั้นคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนก็พากันมารู้มาเข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรมนั้นไม่มีใครอยู่เหนือ

 

องค์สมเด็๗พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเราคิดดีก็เป็นความดี ถ้าเราคิดไม่ดีนั้นก็เป็นความชั่ว การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะนี้คือกรรมนี้คือกฎแห่งกรรมแล้วจะเป็นผลของกรรม

 

เรามารู้มาเข้าใจ มามีฉันทะมีความพอใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชท่านตรัสคติธรรมให้พสกนิกรชาวไทยให้รู้ให้เข้าใจในเหตุในปัจจัย

 

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันคืเหตุคือปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุผลนี้ท่านจึงให้พสกนิกรของชาวไทยมีปัญญาบริสุทธิคุณ รู้เข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย ทุกคนนั้นจะได้เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่ให้เป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้มีฉันทะมีความพอใจมีความสุขกับการทำงาน มีความสุขในการทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว

 

มนุษย์เราเรามีความสุขในการทำหน้าที่ถึงจะเป็นผู้ที่มีเมตตาต่อตัวเอง ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่เราจะมีเมตตาต่อตนเองได้อย่างไร

 

เรามีความสุขในการเอาสมมติสัจจะมาใช้ให้มีความสุขเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อตัวตนนั้นเราจะเอาสมมตินั้นเอามาใช้เพื่อเอามาลงทุน การลงทุนนั้นก็ต้องมีการถอนทุน การเสียสละของเราไม่ใช่การลงทุนเพื่อตัวเพื่อตน เราลงทุนเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนนะ

 

การมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นการมายกเลิกระบบนายทุน มายกเลิกระบบกรรมกร คำว่านายทุนนี้ก็หมายถึงเรียนศึกษาเพื่อตัวเพื่อตน ทำงานเพื่อตัวเพื่อตน เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชหรือเป็นประชาชนเพื่อตัวเพื่อตนนั้นเรียกว่านายทุน

 

คำว่ากรรมกรคือผู้ที่เป็นทาสรับใช้อวิชชารับใช้ความหลง ถ้าเรายกเลิกนายทุนก็ย่อมยกเลิกรรมกรเช่นเดียวกัน อันนี้เป็นการยกเลิกทาส ยกเลิกชั้นวรรณะ ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระวินัยนั้นต้องเน้นบริสุทธิคุณเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ให้เข้าใจว่ากฎหมายมีไว้สำหรับยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชท่านถึงให้เราทุกคนรู้เข้าใจ จะได้มีฉันทะมีความพอใจ มามีปิติมีความสุข มุ่งเป้ามายังตัวเรา พอใจในหน้าที่ เอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราทุกคนจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มีฉันทะมีความพอใจในหน้าที่ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจสัจธรรมคือความจริง เราต้องเคารพสัจธรรมคือความจริง ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เราต้องเคารพมติของความเป็นจริง เรามาคิดดูดี ๆ เราไม่อยากให้แก่นี้คือความไม่เคารพ เราไม่อยากให้เจ็บให้ป่วยนี้คือความไม่เคารพ เราไม่อยากให้ตาย ไม่อยากให้พลัดพรากนี้คือความไม่เคารพ เมื่อเราไม่มีความเคารพ ความสงบมันจะมีได้อย่างไร เพราะความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความเคารพนั้นเป็นสาเหตุให้หยุดสงครามไม่มีสงคราม

 

สงครามในตัวไม่เคารพเอง เพราะเราไม่มีความเคารพ สงครามนั้นขยายวงกว้างออกไปสู่ครอบครัวหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง ขยายวงกว้างออกไปเป็นสงครามระหว่างประเทศสงครามโลก

 

สงครามนั้นเกิดจากเราต้องการในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้เราต้องการจะให้เป็นไปได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ทางนะ อันนี้เป็นการยกมือขึ้นว่านี้ไม่ใช่ทางนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสให้รู้เข้าใจว่าเราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว

 

เราทุกคนจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพราะธรรมชาตินั้นเราต้องรู้ พุทธสภาวะแห่งตัวผู้รู้ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะมีเรามีคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องไม่มีคนอื่นก็ต้องไม่มี เราต้องรู้ต้องเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

เราทุกคนเป็นปัญญาชนเราต้องรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เราคิดดูดี ๆ ด้วยปัญาสัมมาทิฏฐิว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้บำเพ็ญพุทธบารมีใช้เวลาหลายอสงไขยหลายล้านปี ได้ตรัสร็เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้นจากการตรัสรู้ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ วิมุตติสุขนั้นเป้นความรู้ความเข้าใจเป็นบริสุทธิคุณ เป็นการก้าวไปด้วยพระวินัย เป็นการก้าวไปด้วยกฎหมาย เพราะวิมุตติความหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสเรื่องอริยมรรคเป็นหนทางอันประเสริฐ อริยมรรคเป็นวิมุตติสุขเป็นความหลุดพ้นอยู่ที่หน้าที่ อยู่ที่ปัจจุบันที่เป็นบริสุทธิคุณที่เป็นหน้าที่

 

มีผู้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระนิพพามีเฉพาะศาสนาพุทธเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้เข้าใจ มรรคผลนิพพานนั้นอยู่กับทุก ๆ ศาสนา ไม่ใช่เฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง มรรคผลนิพพานนั้นอยู่กับทุก ๆ ศาสนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจในเรื่องของเหตุเรื่องของปัจจัย เอาสมมติสัจจะด้วยฉันทะด้วยความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ มรรคผลนิพพานที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นถึงมีอยู่กับทุก ๆ ชาติ ทุก ๆ ศาสนา เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนั้นเป็นสากล  ปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตนนั้นเป็นสากล

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานนั้นมีทุก ๆ พระศาสนา ที่ไหนมีความรู้ความใจ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานถึงมีอยู่กับทุก ๆ ศาสนา พระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจนั้นไปใช้ไปปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องสายน้ำ คำว่าน้ำไหลได้แก่น้ำไหลติดต่อต่อเนื่อง คำว่าน้ำหยดได้แก่น้ำหยดทีละหยด ๆ อย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด

 

ศาสนานี้คือการก้าวไปด้วยกฎหมายที่เป็นธรรมนูญที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน คำว่าพระศาสนาคือก้าวไปของพระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตน อย่างนี้เรียกว่าพระศาสนา จะเรียกว่าศาสนาอะไรก็ได้ เป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจจะไม่ได้เอาพระศาสนาไปทะเลาะกัน เพราะศาสนานั้นคือธรรมวินัย พระศาสนานั้นได้แก่ธรรมนูญ ได้แก่รัฐธรรมนูญ

 

ผู้ที่เอาศาสนานำชีวิต จึงเป็นเหตุให้ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น มีแต่ฉันทะมีแต่ความพอใจมีแต่ปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยนั้นเป็นกัลยาณมิรร เราทุกคนต้องเอากฎหมายบ้านเมืองป็นกัลยาณมิตร ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น

 

ตัวตนนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตัวตนนี้คือแตกแยก ตัวตนนี้คือความไม่สงบ ที่ไหนมีตัวมีตนที่นั้นมีความแตกแยก ที่นั้นมีความไม่สงบ ตัวตนนั้นแหละถึงเป็นนายทุน ตัวตนนั่นแหละถึงเป็นกรรมกร

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ ไม่หวังอะไรตอบแทน ถ้าเราหวังอะไรตอบแทนเราก็เป็นนายทุน ถ้าเรามีความหวังเราก็ย่อมเป็นกรรมกร กรรมกรได้แก่ทาสของความหลง ลงทุนในการเรียนการทำงานเพื่อตัวเพื่อตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจแล้วเอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันด้วยการทำหน้าที่ การปฏิบัตินั้นจึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละเป็นการประพฤติการปฏิบัติ ที่ไหนมีปัญหาที่นั่นแหละก็ต้องมีปัญญา ที่ไหนมีวิกฤตที่นั้นก็ย่อมเป็นโอกาสของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจให้เอาทางสายกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับจิตใจไปพร้อม ๆ กันถึงแก้ปัญหาได้ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจ โกณฑัญญะรู้เข้าใจก่อนคนอื่นจึงได้เปล่งอุทานออกมาจากความรู้ความเข้าใจจึงได้เปล่งออกมาว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ยานเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕  ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ได้รู้เข้าใจ ได้เปล่งอุทานออกมาจากใจจากความรู้ความเข้าใจว่า จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกข์อริยสัจนี้นั้นแล

 

พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในบ้านพราหมณ์ ซึ่งไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อ "โกณทัญญะ" เมื่อเจริญวัยแล้วได้เข้าศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทและรู้ลักษณะมนต์ คือ ตำราทายลักษณะ
   

 ในคราวที่พระมหาบุรุษประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะตามพระราชประเพณี ได้คัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน ในจำนวนพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะของพระมหาบุรุษ ในขณะนั้น โกณฑัญญะ พราหมณ์ยังเป็นหนุ่ม ได้รับเชิญมาในงานและท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเลือก
   

 โกณฑัญญะพราหมณ์เป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด ในบรรดาที่ได้รับการคัดเลือทั้งหมด พราหมณ์ทั้ง ๗ คน เมื่อตรวจดูลักษณะของพระมหาบุรุษแล้วทำนายไว้เป็น ๒ ลักษณะ
ดังนี้ 
๑. ถ้าอยู่ครองฆราวาสจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 
๒. ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก
   

  ส่วนโกณฑัญญพราหมณ์นั้นมีความแน่ใจว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวชแน่นอน จึงทำนายไว้เป็นลักษณะเดียวว่า พระองค์จักเสด็จออกทรงผนวช และจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลกแน่แท้
   

 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โกณฑัญญพราหมณ์มีความตั้งใจว่า ถ้าพระองค์เสด็จออกทรงผนวชเมื่อไร ถ้าตนเองยังมีชีวิตอยู่จะออกบวชตามเมื่อนั้น
  

  ในเวลาต่อมา เมื่อพระองค์เสด็จออกทรงผนวชแล้วและทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ (ทุกรกิริยา คือ การกระทำที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง หรือที่เรียกว่า การทรมานตนเอง เช่น อดอาหาร)
  

 

  โกณฑัญญพราหมณ์ได้ทราบข่าวนั้น จึงชักชวนพราหมณ์ ๔ คน คือ ๑. วัปปะ ๒. ภัททิยะ ๓. มหานามะ ๔. อัสสชิ เรียกว่า "ปัญจวัคคีย์" พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้ติดตามพระองค์เพื่อคอยปรนนิบัติทุกเช้าค่ำ ด้วยหวังว่าถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมใดแล้ว จักได้เทศนาสั่งสอนตนเอง ให้บรรลุธรรมนั้นบ้าง
    

 เมื่อพระองค์ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างเต็มที่ประมาณ ๖ ปีแล้ว พระองค์ทรงสันนิษฐานว่ามิใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ ทรงตั้งพระทัยว่าจะทำความเพียรทางใจ จึงทรงเลิกการกระทำทุกรกิริยานั้นเสีย
   

ส่วนปัญจวัคคีย์ซึ่งมีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าคิดว่า พระองค์ ทรงคลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้วจึงหมดความเลื่อมใส เกิดความเบื่อหน่าย พากันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
   

เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงดำริหาคนที่จะรับพระธรรมเทศนา เป็นคนแรก อันดับแรกพระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์ ๒ ท่าน คือ 
๑. อาฬารดาบส กาลามโคตร 
๒. อุททกดาบส รามบุตร
   

  ซึ่งพระองค์ได้อาศัยศึกษาลัทธิของท่าน แต่ท่านทั้งสองได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
  

  ลำดับต่อมาทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ ที่เคยเฝ้าปฏิบัติอุปัฏฐากพระองค์มา
  

  ครั้นทรงดำริอย่างนี้ก็เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ขณะเดียวกันพวกปัญจวัคคีย์ได้เห็น พระองค์เสด็จมาแต่ไกล คิดว่าพระองค์เสด็จมาแสวงหาคนอุปัฏฐาก จึงได้ตกลงกันว่าพระสมณโคดมนี้คลายจากความเพียร มาเป็นผู้มักมากเสียแล้วเสด็จมาที่นี่ พวกเราไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับ และอย่ารับบาตร จีวร ของพระองค์เลย จะปูอาสนะ ที่นั่งไว้เท่านั้น ถ้าพระองค์ทรงมีความประสงค์ก็จะประทับนั่งเอง
    

 ครั้นเมื่อ พระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้วอาศัยความเคารพที่เคยมีต่อพระองค์มาก่อน ได้บรรดาลให้ลืมกติกานัดหมาย ที่ทำกันไว้ทั้งหมด พากันลุกขึ้นต้อนรับและทำสามีจิกรรมดังที่เคยปฏิบัติมา แต่ก็ยังมีการแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง สนทนากับพระองค์ ด้วยถ้อยคำไม่เคารพ
   

 พระองค์ตรัสบอกว่าเราได้ตรัสรู้ "อมฤตธรรม" ด้วยตัวของเราเอง (อมฤตธรรม หมายถึงธรรมที่ไม่สูญหาย อยู่คู่โลกตลอดไป) ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังเถิด เราจักแสดงให้ฟัง
   

 เมื่อท่านทั้งหลาย ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม ที่เราสั่งสอนแล้ว อีกไม่ช้าจักได้บรรลุอมฤตธรรมนั้น พวกปัญจวัคคีย์ได้กล่าว คัดค้านถึงสองสามครั้งว่า พระองค์คลายจากความเพียรเสียแล้ว จักบรรลุอมฤตธรรมได้อย่างไร
   

 พระองค์จึงตรัสให้ระลึกถึงกาลหนหลังว่า ก่อนนี้เธอทั้งหลายได้ยินได้ฟังวาจาที่เราพูดมา เช่นนี้บ้างหรือ ไม่ พวกปัญจวัคคีย์ระลึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้พระองค์ไม่เคยตรัสมาก่อนเลย จึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่พระองค์เทศนาสั่งสอนสืบต่อไป
    

 พระองค์ ได้ตรัสปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณแก่ปัญจวัคคีย์ ในเวลาจบลงแห่งพระธรรมเทศนา ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่โกณธัญญะ (ธรรมจักษุ หมายถึง โสดาปัตติมรรค) ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"
   

ท่านที่ได้บรรลุปัตติมรรคเรียกว่าพระโสดาบัน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โกณธัญญะ ได้ดวงตาเห็น ธรรมแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ เพราะอาศัยคำว่า อญฺญาสิ ที่แปลว่า ได้รู้แล้ว คำว่า อัญญา จึงนำหน้าท่านโกณฑัญญะว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    

 เมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยพระวาจาว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อถึงที่สุดทุกข์โดยชอบ"
   

 การอุปสมบทของอัญญาโกณฑัญญะก็สำเร็จด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ เรียกการ อุปสมบทแบบนี้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" ซึ่งพระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นองค์แรก
 ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงเทศนาให้ปัญจวัคคีย์อีก ๔ คนได้ดวงตาเห็นธรรม และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นเดียวกัน
   

 ต่อจากนั้นพระองค์ได้เทศนาเกี่ยวกับหนทางแห่งการอบรมวิปัสนาวิมุตติ อันเป็นที่สุดแห่ง พรหมจรรย์ชื่อว่า "อานัตตลักขณสูตร" ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ปัญจวัคคีย์ก็หลุดพ้นจากกิเลสาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปทานสำเร็จเป็น พระอรหันต์ (อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ ด้วยอำนาจกิเลศ)
    

 พระอัญญาโกณฑัญญะได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า "เป็นยอดกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รัตัญญู" แปลว่าผู้รู้ราตรี หมายถึง ท่านเป็นผู้เก่าแก่ ได้รับการอุปสมบทก่อนภิกษุรูปอื่นทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เป็นผู้รอบรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ มาแต่ต้น เป็นผู้มีประสบการณ์มาก
   

  พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศศาสนา
  

  เมื่อถึงเวลาอันสมควรท่านได้ดับขันธปรินิพพาน ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจปฏิบัติทำหน้าที่ของคำว่าเจ้าหน้าที่ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ทำหน้าที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ จะได้เอาเอไอเพื่อมาใช้เป็นปัญญาประดิษฐ์  เอไอนั้นเราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจด้วยตนเอง ถ้าเอไอในพระพุทธเจ้าก็ดับทุกข์ได้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเอไอในพระอรหันต์ก็ดับทุกข์ได้เฉพาะพระอรหันต์

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียวให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เอไอต้องก้าวหน้า ปัญญาสัมมาทิฏฐิก็ยิ่งว่องไว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการพัฒนาเอไอในการพัฒนาจิตใจเพื่อให้เอไอก้าวหน้าให้ปัญญาว่องไว

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจถ้าเรามีฉันทะมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์กับปัญญาที่เป็นบริสุทธิคุณที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเดินไปพร้อม ๆ กัน มนุษย์เราจะมีความทุกข์ได้อย่างไร

 

องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนได้ตรัสว่าเราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาพระธรรมเอาพระวินัย เอากฎหมายบ้านเมืองมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เราต้องรู้เข้าใจ เราไปเอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิตก็เหมือนเราติดกระดุมผิด เราติดกระดุมลูกแรกผิดกระดุมลูกต่อไปก็ย่อมผิด

 

เราพากันมารู้ทุกข์มารู้เหตุเกิดทุกข์ มามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการยกเลิกความไม่ถูกต้อง เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถ้าเราเอาตัวเอาตนนำชีวิตทางวิทยาศาสตร์นี้แก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้ เราเป็นคนรวย ถ้าเรามีตัวมีตนเราแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ เรามีอำนาจควบคุมหมู่มวลมนุษย์ทั้งโลก ถ้าเรามีตัวมีตนเราแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยที่หยุดสัญชาตญาณเท่านั้นถึงแก้ปัญหาได้ เรามารู้มาเข้าใจ กฎหมายที่เป็นธรรมนูญนั้นถึงจะแก้ปัญหาได้ ถ้ากฎหมายนั้นเป็นตัวเป็นตนก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ธรรมนูญนั้นเป็นตัวเป็นตน

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 132,149