๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒๔ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ที่เป็นความรู้ต้องเอามาคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัญญากับความตั้งมั่นต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะมีความพร่องอยู่เป็นนิจ การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความพร่องของใจนี้คือสภาวธรรมที่เป็นเปรตทางจิตใจ เปรตนี้มีความพร่องมีความไม่อิ่มไม่เต็ม

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเราทุกคนต้องมีความตั้งมั่นเพื่อหยุดกระแส เพื่อหยุดโซเชียล ด้วยความตั้งมั่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีสติมีสัมปชัญญะให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อให้ศีลให้สมาธิให้ปัญญาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ผู้ที่ติดสิ่งเสพติด ที่จะหยุดได้ต้องอาศัยเวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้หลักการไว้เป็นเวลา ๕ ปี เป็นเวลา ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระวินัยที่เกิดจากความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเป็นเวลา ๕ ปี เป็นเวลา ๕ พรรษา

 

ความเป็นพระนั้นเป็นได้กับเราทุก ๆ คน คำว่าพระได้แก่พระธรรมพระวินัย เราต้องปฏิบัติพระธรรมพระวินัยให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษาขึ้นไป ผู้ที่มาบวชชั่วคราวอาศัยความรู้ความเข้าใจไปปฏิบัติต่อเมื่อเป็นฆราวาสเพราะฆราวาสกับผู้ที่เป็นนักบวชก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ใจของเรานั้นไม่ใช่ฆราวาส ใจของเรานั้นไม่ใช่นักบวช ใจของเรานั้นคือใจ เมื่อเรารู้เราเข้าใจว่าใจของเรานั้นไม่ใช่นักบวชไม่ใช่ฆราวาส ว่าใจของเรานั้นคือใจ เราก็เอาใจดวงนี้แหละไปใช้ไปประพฤติไปปฏิบัติไปทำหน้าที่

 

เรามาบวชก็เหมือนเราไปเรียนหนังสือนี้แหละ เราไปเรียนหนังสืออ่านออกเขียนได้เราไปอยู่ที่ไหนเราก็ไปอ่านไปเขียนอยู่ที่นั่น เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเราต้องทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเราทำหน้าที่ที่อดีตนั้นไม่ได้ เราทำหน้าที่อยู่ที่อนาคตไม่ได้ เราต้องทำหน้าที่นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีวาระเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราอยู่ที่ไหนเกี่ยวข้องกับอะไร ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ทำหน้าที่ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อดีตไม่ใช่อนาคต ปัจจุบันต้องเอาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันเราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาบวช เรามาปฏิบัติ ทุกท่านทุกคนปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นโอกาส เพื่อหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อหยุดโซเชียลของเราหยุดกระแสของเราทุก ๆ คน

 

เราทุกคนมามีความสุขกับพระธรรมกับพระวินัย เพื่อหยุดความพร่องของเราทุกคน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้ผู้เข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ ว่าพระธรรมว่าพระวินัยเราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา เราต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

เรามาหยุดสัญชาตญาณของตัวเราเองด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เรามีฉันทะมีความพอใจในสติในสัมปชัญญะ เราจะได้หยุดความพร่องของจิตใจของเรา ด้วยฉันทะด้วยความพอใจในการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ

 

ความพร่องความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จบ เราทุกคนส่วนใหญ่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์อยู่กับความพร่องทางจิตใจ เรามีปัญญามากก็ย่อมมีความพร่องทางจิตใจมาก เรามีปัญญาน้อยก็ย่อมพร่องทางจิตใจน้อย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องตั้งใจประพฤติตั้งใจปฏิบัติตั้งใจทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนต้องเจริญสติสัมปชัญญะ มีฉันทะมีความพอใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คนหัวดีคนสมองดีถ้าสมองนั้นมันอัมพฤกษ์อัมพาตสมองนั้นก็จะใช้งานไม่ได้ ผู้ที่ตายคือผู้ที่หมดลมปราณสมองก็จะใช้งานไม่ได้ ผู้ที่เป็นคนบ้าถึงจะมีลมปราณอยู่สมองนั้นก็ใช้งานไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะไม่รู้จักความพร่องทางจิตใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรื่องกามนั้นเป็นเรื่องความพร่องทางจิตใจ เรื่องพยาบาทนั้นเป็นความพร่องทางจิตใจ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องปัญหา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อให้พระธรรมพระวินัยนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นมันคือความเสียหาย นั่นแหละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เรามายกเลิกความพร่องความไม่อิ่มไม่เต็มของเราทุก ๆ คน เราทุกคนมาเน้นมายังตัวเราที่ตัวเรา เรามาบวชมาปฏิบัติ ได้รับสิทธิพิเศษบ้านก็ไม่ได้เช่า ข้าวก็ไม่ได้ซื้อ ทุกอย่างนั้นฟรีทั้งหมด เราทุกคนถือโอกาสนี้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อให้ศีลสมาธิปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

คำว่าวัดนั้นไม่ใช่กุฏิวิหารลานเจดีย์ วัดนั้นได้แก่พระธรรมพระวินัยที่เราต้องเอามาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติการทำหน้าที่ วัดคือความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการทำหน้าที่ วัดนั้นต้องมีกับเราทุก ๆ คน ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

แบรนด์เนมเป็นสมมติสัจจะ สมมติสัจจะให้เรารู้ให้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เรานี้มีฐานะที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน นิติบุคคลตัวตนจะหยุดลงได้ก็ต้องอาศัยสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นจะยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นไปยังสมมติสัจจะ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ที่เป็นสมมติสัจจะ เรามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ของสมมติสัจจะนั้นด้วยอาศัยสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความพร่องทางจิตใจของเราเราจะมีมั๊ย ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า เธอทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมามีฉันทะ มีความพอใจ มีปิติมีความสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่เพื่อจะหยุดความพร่องทางจิตใจ ใจพร่องนั่นแหละคือใจของเปรต

 

เราทุกคนต้องมารู้เข้าใจว่าเปรตภายนอกนั้นมันทำอะไรให้เราไม่ได้ เปรตภายในที่อยู่ในใจของเราที่ไม่มีความอิ่มความเต็มความพอมันพร่องอยู่เป็นนิจ

 

เราจะเดินทางทางกายเราก็ต้องอาศัยยาน ยานทางจิตใจเราก็ต้องอาศัยทานศีลสมาธิภาวนา เป็นยานเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกความพร่องความไม่อิ่มไม่เต็ม ความที่ไม่รู้จักพอ ไม่มีความพอเพียงเพียงพอ เราทุกคนต้องหยุดเปรตที่เป็นความไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ ถึงเป็นสิ่งเสพติดที่เป็นวัฏฏสงสาร ที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนของเราให้ได้

 

เรามาบวชเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เพื่อให้พระธรรมพระวินัยนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ วิถีชีวิต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนของเราให้ได้ การที่เราจะข้ามกระแส หยุดโซเชียลต้องอาศัยเวลาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำอย่างน้อย ๓ อาทิตย์ขึ้นไป ถ้าใครลาสิกขาบทก็ต้องไปปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องที่เป็นฆรวาส เพราะใจของเราทุกคนเป็นใจ  ใจของเรานี้เป็นเหมือนดั่งภาชนะ ภาชนะนั้นเราจะเอาอะไรไปใส่ก็ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ใจของเราเหมือนดั่งภาชนะ ภาชนะนั้นเอาอะไรไปใส่ก็ได้ เพราะใจของเราเหมือนดั่งภาชนะ

 

เรายินดีในกามใจของเรานั้นก็เป็นกาม เรายินดีในพยาบาทใจของเราก็เป็นพยาบาท ใจของเราเอาพระธรรมเอาพระวินัย ยกเลิกตัวยกเลิกตนใจของเราก็ไม่มีกามไม่มีพยาบาท เพราะใจของเรานั้นเปรียบเสมือนดั่งภาชนะ เอาอะไรไปใส่มันก็เป็นอันนั้นไม่เป็นอย่างอื่น

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ ใจของเรานั้นถึงเปรียบเสมือนภาชนะเมื่อเรารู้เราเข้าใจ อาศัยความรู้ความเข้าใจ เอาไปใช้เอาไปประพฤติไปปฏิบัติไปทำหน้าที่ เราเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน เราก็มีพระธรรมมีพระวินัยเช่นเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจอยู่ที่การประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่การทำหน้าที่

 

เรามาบวชนั้นดีมากแต่เรามาบวชนั้นต้องมาประพฤติต้องมาปฏิบัติต้องมาทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ทางสายกลางนั้นได้แก่พระนิพพาน ทางสายกลางนั้นได้แก่ธรรมนูญ พระนิพพานจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย ธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า เอไอทางจิตใจเพื่อให้ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นได้ทันสมัย เราต้องก้าวไปด้วยเอไอ ก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ อดีตก็ต้องยกเลิก อนาคตต้องยกเลิก ปัจจุบันก็ต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่นั้นเป็นธรรมนูญ หน้าที่นั้นเป็นพระนิพพาน

 

เราทุกคนพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีใช้เวลายาวนานหลายอสงไขย หลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่านทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขมากกว่านั้น เพราะเหตุผลว่าวิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วคราวของจิตใจเท่านั้น

 

วิมุตติสุขคือความหลุดพ้นอยู่ที่หน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงทำพุทธกิจทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้พระอรหันต์ขีณาสพได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ถึงได้ทำศาสนกิจทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเอาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอาเอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ เพื่อความดับไม่เหลือทั้งความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่

 

เรามาบวชมาปฏิบัติต้องหยุดสัญชาตญาณยกเลิกตัวยกเลิกตนของเราให้ได้ เราจะยกเลิกได้ก็ต้องตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเราเหมือนดั่งภาชนะ ภาชนะเอาอะไรใส่ก็ย่อมเป็นสิ่งนั้น ความตั้งใจตั้งเจตนา มีความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ใจของเราต้องมีความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ใจของเรานั้นเรารู้ใจของเราเอง เราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่มีใครปกปิดตัวเองได้

 

ด้วยเหตุนี้เราทุกท่านทุกคนต้องเน้นไปยังบริสุทธิคุณ พระนิพพานนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญถึงเป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญเป็นใจบริสุทธิคุณ พระนิพพานเป็นใจบริสุทธิคุณ ยกเลิกการสร้างภาพ ยกเลิกการหลอกลวง พระวินัยไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ คำว่าในไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นแต่เรารู้เราเห็นเราเข้าใจ ด้วยเหตุนี้เราต้องเน้นบริสุทธิคุณ ถ้าเราไม่เข้าถึงบริสุทธิคุณการประพฤติการปฏิบัตินั้นก็ย่อมมีต่อหน้าและลับหลัง ยังเป็นการหลอกลวง ยังเป็นการสร้างภาพ

 

เราคิดดูดี ๆ เราเป็นคนหลอกลวงเราจะเคารพตัวเองได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าเราเคารพตัวเองไม่ได้ เพราะตัวของเรามีความหลอกลวง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเน้นบริสุทธิคุณ ยกเลิกการหลอกลวง เราทุกคนถึงจะเคารพตัวเองได้ เราพากันคิดดูดี ๆ การหลอกลวงคนอื่นรู้มั๊ยว่าใครหลงก่อนเขา ก็ตัวเรานี้แหละหลงก่อนเขา สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นถึงเป็นความบกพร่อง สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นถึงเป็นเปรตประจำตัวของเราเอง ถ้าใครเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั่นแหละคือเปรต เราต้องการให้คนอื่นเค้ายอมรับเรานั่นแหละคือเปรต เปรตนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นความพร่องอยู่เป็นนิจ เปรตนั้นถึงเป็นสิ่งเสพติด เราจะหยุดสิ่งเสพติดได้ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาบวชมาปฏิบัติ เน้นบริสุทธิคุณ เน้นความตั้งใจตั้งเจตนา พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นกระทรวงการคลังของธรรมนูญ เป็นกระทรวงการคลังของพระนิพพาน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความสมดุลในกระทรวงการคลัง หรือว่าความสมดุลของพระนิพพาน ความสมดุลของธรรมนูญต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากฉันทะความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นสติถึงเป็นสัมปชัญญะ เป็นฉันทะความพอใจ เป็นปิติเป็นสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ตัวตนนั้นทำให้เราทุกคนไม่อยากเสียสละ เราไม่เสียสละเราจะมีพระธรรมมีพระวินัยได้อย่างไร เราไม่เสียสละเราจะมีสติมีสัมปชัญญะได้อย่างไร เราไม่เสียสละเราก็มีความพร่องอยู่เป็นนิจ มีเปรตเป็นเครื่องอยู่ มีความพร่องเป็นเครื่องอยู่ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ

 

สติสัมปชัญญะที่มีฉันทะมีความพอใจ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม สติสัมปชัญญะนั้นจะตั้งอยู่ในภาชนะได้แก่จิตใจของเรา นี้เป็นการพัฒนาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาเอไอเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

เรามีความสุขในการทำอย่างนี้จะเป็นการยกเลิกเปรตที่เป็นตัวเราของเรา ที่เป็นตัวกูของกูเป็นตัวสูของสูอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจอยู่ที่พระธรรมพระวินัย

 

เราทุกคนต้องพากันกระตือรือร้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ เน้นอยู่ที่ปัจจุบัน มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขอยู่ที่ปัจจุบัน อย่าพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้เสียหายมาก เป็นความเสียหายเป็นความผิดพลาดถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระพุทธเจ้าท่านเน้นบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพท่านเน้นบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานนี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ธรรมนูญนี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเมื่อร่างกายละสังขารพร้อมกับพระนิพพานนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดตอนกลางคืน ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ เวลาเราตื่นขึ้นเป็นเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในโลกในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เรามีความสุขความทุกข์ก็ไม่มีอยู่แล้วเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านมีความสุขในการทำหน้าที่มันก็เป็นออกซิเจนอยู่ในตัว พระอรหันต์ท่านมีความสุขในการทำหน้าที่ก็มีความสุขอยู่ในตัวตัวตนนั้นมันเสียออกซิเจน พระพุทธเจ้าท่านพักผ่อนกลางวันก็พักผ่อนด้วยสมาธิสมาบัติ พระอรหันต์ขีณาสพท่านพักผ่อนก็พักผ่อนด้วยสมาธิสมาบัติ

 

เราเป็นปัญญาชนพยายามทำเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพักผ่อนกับสมาธิ มีความสุขในการเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย มีความสุขในการเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป ก็ง่วงมากก็นอนสัก ๓๐ นาทีหรือ ๔๕ นาทีก็เพียงพอแล้ว

 

เราพากันมีความสุขกับการทำหน้าที่ ถ้าเรามีความสุข ความบกพร่องทางจิตใจของเรามันก็จะไม่มี เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

เราทุกคนต้องมีฉันทะมีความพอใจ ฉันทะความพอใจตัวนี้เป็นเอไอทั้งทางวิทยาศาสตร์เป็นเอไอทางจิตใจ เป็นความอิ่มความเต็มเป็นความยกเลิกความพร่อง

 

ด้วยเหตุผลนี้ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่าเราต้องมีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน เอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,149