๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๕ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
การปฏิบัติต้องมีความเห็นถูกต้อง รู้จักปัญหา เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เราจะหยุดวัฏฏสงสารเราก็ต้องรู้วัฏฏสงสาร เรายกเลิกความพร่อง เราต้องรู้จักความพร่อง การปฏิบัติใจนั้นต้องมาปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ ความอยากความต้องการนี้เป็นสัญชาตญาณ นี้คือวัฏฏสงสาร ความอยากความต้องการคือความพร่อง เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่พอเพียงไม่เพียงพอ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มีความพร่องอยู่เป็นนิจ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนี้มาเป็นโอกาส ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติของการปฏิบัติ
วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้เรารู้จัก ให้เราเข้าใจ เพราะปัจจุบันนั้นมีเพียงวาระเดียว กายของเรานั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ สิ่งไหนมันแก้ไขไม่ได้เราจะไปแก้ไขในสิ่งนั้น ๆ ก็ย่อมลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติแห่งความเป็นจริง ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องยกเลิกปัญหา เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ด้วยเหตุผลนี้เราต้องยกเลิกวิกฤต เพื่อเอาวิกฤตนี้มาเป็นโอกาส
วาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ เราเอาปัญหามาเป็นปัญญา ปัญหานั้นก็ย่อมไม่มี เราเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาสปัญหานั้นก็ย่อมไม่มี เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นวิมุตติความหลุดพ้นนั้นถึงไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าวิมุตติหลุดพ้นนั้นอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจที่เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา ที่เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจในปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เราทุกคนจะได้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้เป็นวิมุตติความหลุดพ้นด้วยความรู้ความเข้าใจ
พระศาสนาทุก ๆ ศาสนาก็มีความหมายอย่างเดียวกันเช่นเดียวกัน พระศาสนานี้เป็นความรู้ความเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ พระศาสนาจึงเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นการทำหน้าที่ พระศาสนานั้นอาจจะแตกต่างชื่อ แต่ความหมายก็อย่างเดียวกันเช่นเดียวกัน ไม่เป็นอย่างอื่น พระศาสนานั้นได้แก่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นการเข้าถึงความสงบ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้ตัดไม่ได้เพิ่ม
ความรู้ความเข้าใจในเหตุในปัจจัย นี้คือรู้ทุกข์ นี้คือรู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอ ความพอเพียงเพียงพอ เหมือนดั่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านตรัสบอกกับสงฆ์สาวกทั้งหลายว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อเป็นหลักการ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนของผู้ปฏิบัติทุกท่านทุกคน สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ต้นของพรหมจรรย์ก็ให้ยกเลิกสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้
ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ มีความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเน้นบริสุทธิคุณ เน้นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มีอะไรที่จะเพิ่มไม่มีอะไรที่ตัด หากเป็นความพอดีความพอเพียงเพียงพอ
พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายจึงไม่ได้ให้องค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าเพิ่ม ไม่ได้ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัด เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหลักการที่หยุดสัญชาตญาณ เป็นหลักการที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน
หลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว มีการสังคายนาด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธานก็ได้ตรัสเรื่องนี้เช่นเดียวกัน พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่ต้องไปเพิ่มไม่ต้องไปตัด
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย เน้นมาที่ใจ เน้นมายังบริสุทธิคุณ ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้ แต่ไม่มีใครปกปิดตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมพระวินัยจึงได้เน้นมายังบริสุทธิคุณจึงเป็นการยกเลิกความหลง ความหลงนี้เป็นความพร่องอยู่เป็นนิจ ความหลงนี้เป็นความไม่รู้จักดิ่มไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ต้องเน้นมายังบริสุทธิคุณ เพราะพระธรรมพระวินัยเป็นบริสุทธิคุณ
การเดินทางก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ ในการทำหน้าที่ในการเดินทาง พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นยาน ยานนั่นแหละจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
สติสัมปชัญญะที่เป็นความรู้ความเข้าใจต้องเอาพระวินัยเน้นความบริสุทธิคุณเพื่อเป็นยาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนั้นมันเป็นกระแสมันเป็นโซเชียล ธาตุขันธ์อายตนะนั้นเป็นกระแสเป็นโซเชียล ความอยากความต้องการนั้นมันเป็นกระแสมันเป็นโซเชียล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นได้แก่กระแส ได้แก่โซเชียล
ความรู้ความเข้าใจ ไม่ไปตามกระแส ไม่ไปตามโซเชียล เราต้องรู้ต้องเข้าใจวาระนั้นเป็นเพียงวาระเดียว ถ้าเราหยุดก็คือได้แก่ไม่ได้ไป ถ้าเราไปก็ได้แก่ไม่ได้หยุด เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหาย คือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องกระแสเรื่องโซเชียล กระแสนี้แหละมันมีปัญหา โซเชียลนี้แหละมันมีปัญหา
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราเห็นรูปสวย ๆ เราก็ย่อมร้องโอย ๆ เราเห็นรูปไม่สวยเราก็ต้องร้องโอย ๆ เราได้กลิ่นหอม ๆ เราก็ร้องโอย ๆ เราได้กลิ่นเหม็น ๆ เราก็ร้องโอย ๆ เราได้ยินเสียงเพราะ ๆ เราก็ร้องโอย ๆ เราได้ยินเสียงไม่เพราะเราก็ร้องโอย ๆ เราได้รสอร่อย ๆ เราก็ร้องโอย ๆ เราได้รสไม่อร่อยเราก็ร้องโอย ๆ เราได้สัมผัสสิ่งที่ดี ๆ เราก็ร้องโอย ๆ เราได้สัมผัสสิ่งที่ไม่ดีเราก็ร้องโอย ๆ เราคิดดี ๆ เราก็ร้องโอย ๆ ไป เราคิดไม่ดีก็ร้อยโอย ๆ ไป ชีวิตของเรานั้นมีความเจ็บปวดทั้งทางขึ้นและทางล่อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันมารู้จักเปรต เปรตภายนอกเราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เปรตภายในตัวเราเราก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะเปรตนั้นมีความไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพอ ไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การเสียสละความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัตว์บุคคลเป็นตัวเป็นตนนี้คือการยกเลิกเปรต เพราะตัวตนนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพราะตัวตนนั้นมันเป็นความไม่สงบ เพราะตัวตนนั้นมันเป็นความไม่พอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมันมีเพียงวาระเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้
ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัดเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความดับไม่เหลือ เป็นวิมุตติหลุดพ้นด้วยหน้าที่ ไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ เป็นความดับไม่เหลือของเราทุก ๆ คน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจอย่างนี้
วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ความรู้ต้องเป็นฉันทะเป็นความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
ด้วยเหตผลนี้ วิมุตติความหลุดพ้นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นพุทธกิจเป็นหน้าที่ วิมุตติหลุดพ้นของพระอรหันต์ขีณาสพถึงเป็นศาสนกิจเป็นการทำหน้าที่ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความดับไม่เหลือ ไม่ใช่เพียงสมาธิ ไม่ใช่เพียงสมาบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ พระนิพพานจึงอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะนิพพานนั้นไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดเห็นความเข้าใจอย่างนี้เป็นความผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ พระพุทธเจ้าถึงพระนิพพานที่เป็นบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพถึงเข้าถึงพระนิพพานที่เป็นบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่เข้าถึงพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานพร้อมกับละสังขารนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมีอยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์นะ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจ ไม่ให้พากันตั้งอยู่ในความประมาท เน้นมายังปัจจุบัน ปัจจุบันต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว
เรื่องการประพฤติการปฏิบัตินั้นเรามีความเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องละเอียดมากจะมีใครเค้าปฏิบัติได้ จะมีปฏิบัติได้เฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีปฏิบัติได้เฉพาะพระอรหันต์ขีณาสพเท่านั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพให้เราเข้าใจ เรายกเลิกตัวยกเลิกตนทุกคนก็ประพฤติได้ปฏิบัติได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ถ้ามีตนแล้วก็ย่อมไม่มีพระนิพพาน ถ้ามีพระนิพพานแล้วก็ย่อมไม่มีตน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันรู้จักทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ การหยุดทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ตัวตนนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ความว่างจากตัวตนนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาหยุดวัฏฏสงสาร มาหยุดสัญชาตญาณ
ความรู้ความเข้าใจว่าเราต้องหยุดเหตุหยุดปัจจัยด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ให้เข้าใจว่าวาระนั้นมันมีวาระเดียว เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยการทำหน้าที่แล้วเข้าถึงพระนิพพานด้วยหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน นี้คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์
เรามีความสุขในการทำหน้าที่ วาระนี้มันก็มีเพียงวาระเดียวเราจะไปเอาอะไรอีก เรามีความสุขในการทำหน้าที่มันก็ดีอยู่แล้ว เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพราะความดีนั้นก็เป็นความดีอยู่แล้ว เราคิดดีมันก็ดีทันทีอยู่แล้ว เราพูดดีมันก็ดีทันทีอยู่แล้ว เรากิริยามารยาทดีมันก็ดีทันทีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไร เราอาชีพดี ๆ ที่ไม่เบีดยเบียนใครเป็นแต่ผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ มีความสุขในการในงานในการทำหน้าที่มันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านั้นมันก็ย่อมเป็นโรคประสาทโรคจิต
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอรหันต์ขีณาสพ ท่านให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่า วิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยนั้นจึงไม่ได้เพิ่มจึงไม่ได้ตัด พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ
พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจที่เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นความดับทุกข์ที่เกิดจากปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความหลุดพ้นจริง ๆ เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้ความเข้าใจจากการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้เป็นอันขาดเป็นเด็ดขาด เน้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหน อาศัยปัจจุบันที่เป็นปัญหาให้ปัจจุบันนั้นเป็นปัญญา อาศัยวิกฤตที่ปัจจุบันให้เป็นโอกาส ความดับทุกข์ที่เป็นฉันทะเป็นความพอใจที่มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่นั้นถึงจะเป็นวิมุตติความหลุดพ้นในหน้าที่
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ การให้ทานนั้นคือการยกเลิกตัวยกเลิกตนนะ การไม่เบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่นนั้นคือการยกเลิกตัวยกเลิกตนนะ การที่ให้ของคนอื่นคือการยกเลิกตัวยกเลิกตนของเรานะ การเมตตาตนเองเป็นความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยด้วยฉันทะด้วยความพอใจที่มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้านี้คือการเมตตาตนเองนะ
การที่เราดูแลพ่อแม่ ดูแลคนแก่คนเฒ่าคนพิการ อุปัฏฐากย์สมณะชีพราหมณ์นี้คือการยกเลิกตัวยกเลิกตนของเรานะ การยกเลิกตัวยกเลิกตนจึงเป็นการเน้นไปยังภายนอก เพราะภายนอกกับภายในมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันนะ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าเราไม่มีตารูปจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีหูเสียงจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีจมูกกลิ่นนั้นจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีลิ้นรสนั้นจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีกายสัมผัสนั้นจะมีได้อย่างไร ถ้าเราไม่มีใจจะมีความรู้สึกนึกคิดได้อย่างไร
เรายกเลิกตัวยกเลิกตนภายนอกก็ย่อมยกเลิกไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรายกเลิกภายนอก ภายในก็เป็นอันยกเลิกไปเช่นเดียวกัน เราอย่าไปคิดว่าเรากำลังช่วยเหลือคนอื่นเค้า เราดูแลเค้าเราเทคแคร์เค้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ นี้แหละคือการดูแลตัวเอง นี้แหละคือการเทคแคร์ตัวเอง เพราะสิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน มันเป็นสามัญลักษณะเช่นเดียวกัน ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อเราไม่รู้ไม่เข้าใจสติสัมปชัญญะของเรามันจะมีได้อย่างไร เพราะความรู้ความเข้าใจมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นมันอยู่ที่นี่อยู่ที่หน้าที่
พระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทก็มุ่งยกเลิกตัวยกเลิกตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยยกเลิกตัวยกเลิกตน ฝ่ายพระเถรวาทมุ่งเพื่อจะช่วยเหลือคนอื่นเทคแคร์คนอื่น ๒ อย่างนี้ก็คืออย่างเดียวกันนั้นแหละ เน้นไปยังบริสุทธิคุณเช่นเดียวกัน เน้นความสุขในการทำหน้าที่เช่นเดียวกัน มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อย่างเดียวเช่นเดียวกัน
ผู้ที่เอาทางวิทยาศาสตร์นั้นถึงเป็นปัญญาประดิษฐ์ ว่าเราทุกคนต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ มันก็ตัวตนประดิษฐ์ ตัวตนประดิษฐ์ก็ย่อมยากจน เพราะตัวตนนั้นมันคือความยากจน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ปัญญานั้นได้ประดิษฐ์ เพราะไม่ให้ตัวตนนั้นประดิษฐ์ เพราะตัวตนนั้นคือความยากจน
ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์สมัยใหม่พัฒนาเอไอเพื่อให้เกิดปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาจิตใจให้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมๆ กันเพื่อให้ทันโลกทันสมัย ทางวิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้า ทางจิตใจก็ย่อมว่องไว ๒ อย่างนี้ต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิมีความพอใจสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงยกเลิกเรื่องอดีต ทุกคนต้องยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน เพราะตัวตนนั้นมันคือความทุกข์ ตัวตนนั้นถึงเป็ฯความเกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา
เอา ๒ อย่างมารวมกันเป็น ๑ เอาเอไอกับปัญญาบริสุทธิคุณมาใช้ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเรายกเลิกเรา ยกเลิกเขา ยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู เรามีแต่ฉันทะมีแต่ความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ทุกคนนั้นก็ย่อมทำได้ เพราะตัวตนนั้นคือทำไม่ได้ ตัวตนนั้นคือปัญหา ตัวตนนั้นได้แก่วิกฤต
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนมารู้มาเข้าใจว่าทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้
หลักการอุดมการณ์อุดมธรรมที่จะหยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นี้คือความดับไม่เหลือของความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทที่เป็นความรู้ความเข้าใจในวัฏฏสงสาร เพื่อให้วัฏฏสงสารหยุดลงด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา