๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒๖ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจฉิมโอวาทเป็นโอวาทที่สำคัญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะเหตุผลว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่หน้าที่ อยู่ที่รู้ที่เข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีฉันทะ มีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ในการทำหน้าที่ เอไอเราต้องเอามาใช้เพื่อเป็นเป็นปัญญาประดิษฐ์ เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

เราจะได้ก้าวไปด้วยเอไอให้มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขเอกัคคตา มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำงานในการทำหน้าที่ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความรู้สึกว่าเป็นเราเป็นของเรา ไม่เอาความรู้สึกมาเป็นเราเป็นของเรา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา ด้วยความรู้ด้วยความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ในหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะเหตุผลว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ

 

เรายกเลิกเราด้วยความรู้ความเข้าใจ พระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์สำหรับยกเลิกเรา

 

วิมุตติความหลุดพ้นอาศัยความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ใจของเราไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจถึงเกิดความพร่องอยู่เป็นนิจ ด้วยเหตุผลนี้ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ ไม่ปฏิบัติอย่างนี้จะหยุดความพร่องทางจิตใจนั้นไม่ได้

 

การประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษา หลักการของการประพฤติการปฏิบัติทุกคนใช้หลักการเดียวกันนี้หมด ไม่มีใครยกเว้น จะมียกเว้นอยู่เพียง ๒ คน คนตายกับคนบ้า ๒ คนนี้ยกเว้น

 

เราทุกคนมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเป็นเวลา ๕ ปี เวลา ๕ พรรษา

 

เอาวิถีชีวิตปัจจุบันไปใช้ในชีวิตประจำวันทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เน้นที่ตัวของเราเอง การทำประโยชน์ตนเองและประโยชน์ของผู้อื่นนั้นเน้นมาที่หน้าที่ของตัวของเราเอง เพราะเราไม่มีสิทธิที่จะหายใจให้ใคร คิดให้ใคร ไปทำให้คนอื่นนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ในโลกปัจจุบันนี้มีหมู่มวลมนุษย์แปดพันกว่าล้านคน เราไม่มีสิทธิที่จะประพฤติปฏิบัติให้คนอื่นได้

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนให้กับมหาชนรู้เข้าใจ เพื่อให้ประชาชนมหาชนเองรู้เข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย มันเป็นกระบวนการของกรรม กฎแห่งกรรมและผลของกรรม ให้รู้ให้เข้าใจ ให้มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นความก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดให้เราทุกคนเข้าใจว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ของผู้รู้ผู้เข้าใจผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ

 

ชาติศาสน์กษัตริย์ต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ชาตินั้นได้แก่ความเกิด ศาสน์นั้นได้แก่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ กษัตริย์นั้นหมายถึงตัวปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความดับไม่เหลือด้วยความเข้าใจ เป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่ความเข้าใจและอยู่กับการทำหน้าที่

 

ที่มีคำถามว่าการประพฤติการปฏิบัตินี้ปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ใช่หยุดไม่ใช่ไป มันเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น จึงไม่ใช่เพียงสมาธิจึงไม่ใช่เพียงสมาบัติ

 

เราคิดดี ๆ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการคิดดี ๆ เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้มันเป็นหน้าที่ของเราจนกว่าเราจะหมดลมปราณ การที่เราพูดดี ๆ ปกติแล้วเราจะเป็นคนพูดไม่ดี เราจะพูดดีเฉพาะผู้ที่ให้ผลประโยชน์กับเรา ถ้าผู้ไม่ให้ผลประโยชน์กับเรา เราจะพูดกับเค้าไม่ดี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพูดดีกับทุก ๆ คน ใครจะเป็นคนให้ผลประโยชน์ไม่ให้ผลประโยชน์ก็ต้องพูดกับเค้าให้ดีทั้งหมด เพราะนี้มันคือการยกเลิกตัวยกเลิกตน  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การทำหน้าที่ถึงเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน ความดับทุกข์นั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นถึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การพัฒนาวัตถุก็เพื่อเราจะยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามีตัวมีตนเราก็ไม่อยากพัฒนา เพราะตัวตนคือการไม่พัฒนา คำว่าไม่พัฒนานั้นหมายถึงไม่เสียสละ เพราะตัวตนนั้นมันเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นจึงไม่ใช่วิมุตติไม่ใช่ความหลุดพ้น

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมากมายแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จนจำไม่ได้ จะเอาอะไรเป็นเครื่องตัดสินว่าอันไหนเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันไหนไม่ใช่ธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้หลักการเพื่อตัดสินพระธรรมพระวินัย มีหลักการอยู่ ๘ ประการ

 

ลักษณะตัดสินธรรมวินัยที่เราเอามาพิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เป็นธรรมตัดสิน ๘ ประการ

 

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
      ๑. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี เราต้องรู้จักความกำหนัดยินดี มันเป็นความติดพัน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงใช้หญ้าคามาเป็นบัลลังก์ในการตรัสรู้ เราต้องรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เราถึงจะได้ยกเลิกความกำหนัดยินดี ถ้าเรามีความกำหนัดยินดีเราก็ย่อมมีปฏิฆะ มีพยาบาท เราคิดดูดี  ๆ นะ กามและพยาบาทมันคือนิติบุคคลตัวตน มันยึดมั่นถือมั่น มันติดพันเพราะความยึดมั่นถือมั่นมันเป็นสัญชาตญาณ เป็นนิติบุคคลตัวตน ความติดพัน ไม่เป็นอิสระ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทเราทั้งหลายจะได้คลายความกำหนัด ความยินดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิตที่มันเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทไม่เอาความยินดียินร้ายนำชีวิต เพราะความยินดียินร้ายนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นวัฏฏสงสาร
    

   ๒. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์ เราจะมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ เราจะได้เอาตัวรอดในทางที่รอดปลอดภัยด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
      

 ๓. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนไม่เพิ่มพูนกิเลส มิใช่เพื่อความพอกพูนกิเลสอวิชชาความหลง เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยในเรื่องปฏิจจสมุปบาท
      

 ๔. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ เป็นผู้มักมากอยากใหญ่ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นธรรมชาติเป็นประภัสสร เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก นี้เป็นประภัสสรทุกอย่างเป็นธรรมชาติเป็นตัวของธรรมชาติหาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่ เราทั้งหลายต้องรู้จักเรื่องปฏิจจสมุปบาท เราจะได้เอาความสงบและปัญญาที่เป็นพื้นฐานเป็นกรรมฐาน เพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มากอยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้มันแก่มันก็แก่อยากให้ไม่เจ็บมันก็เจ็บ อยากให้ไม่ตายมันก็ตาย เพราะธรรมชาติมันเป็นประภัสสร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้มาจากปลายจากกิ่งจากลำต้นไปถึงโคนถึงราก รากนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด อริยสัจสี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดเรื่องทุกข์ก่อน ว่าทุกข์มันมาจากไหน ให้มาจากยอดกิ่งก้านสาขามาถึงโคนต้นไม้มาถึงรากใหญ่รากเล็กรากฝอยของต้นไม้ที่เป็นอาหารของต้นไม้
    

   ๕. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ ความสันโดษนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นกรรมเป็นกฎของกรรมด้วยความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เราทั้งหลายต้องเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาใช้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม
    

   ๖. ปวิเวก คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่ เราต้องรู้เรื่องความวิเวก ความสงัด ความไม่คลุกคลี เราจะเข้าถึงความวิเวกได้เราก็อาศัยเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้เราปฏิบัติให้สมบูรณ์ ทั้งกายวาจากิริยามารยาท สมบูรณ์ทั้งใจในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อจะเป็นมรรคเป็นอริยมรรต้องสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่ง เป็นทั้งคำสอน เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา ปัจจุบันนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เอาความคารวธรรมนำชีวิต

 

 ๗. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน ความสงบและปัญญาเราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรามีความสงบเราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา ศีลสมาธิปัญญานั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะพากันเกียจคร้านไม่ได้ เพราะความเกียจคร้านนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องขอบใจความขี้เกียจขี้คร้านเพื่อให้เราได้ทำความเพียร ศีลสมาธิปัญญาถึงต้องไปพร้อมกัน ผู้มีปัญญามากต้องมีความสงบมาก ผู้มีความสงบมากต้องเสียสละ ถึงมีศีลมีสมาธิมีปัญญา
    

  ๘. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก นิติบุคคลตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย เป็นบุคคลที่ไม่มีความสงบไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ ไม่รู้เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ธรรมะที่เป็นไปเพื่อเป็นความเลี้ยงยาก เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราเอาความหลงนำชีวิตนั้นไม่ได้ เอาความอยากความต้องการนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญา
    

  ธรรมตัดสิน ๘ ประการ เมื่อให้เรามีความสงสัยให้เอาธรรม ๘ ประการมาเป็นหลักการ ให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ถึงจะเป็นพระธรรมพระวินัย เป็นสัตถุสาสน์ เป็นคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

สัญชาตญาณจะหยุดได้ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย ด้วยเหตผลนี้เราจะหยุดสัญชาตญาณก็ต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะเอาความรู้สึกไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย เน้นที่ใจบริสุทธิคุณ เน้นความดับไม่เหลือด้วยฉันทะด้วยความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ อดีตเราต้องยกเลิกหมด อนาคตเราต้องยกเลิกหมด ปัจจุบันเราก็ยกเลิกตัวตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยไม่เอาความรู้สึก เอาพระธรรมเอาพระวินัย เราทุกคนนั้นเอาความรู้สึกนั้นไม่ได้ พระธรรมพระวินัยนั้นต้องอยู่กว่าความรู้สึก

 

สติสัมปชัญญะได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย เรามีสติสัมปชัญญะวาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ถ้าเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยตัวตนนั้นก็จะหยุดลง เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

เราทุกคนรักดวงตา เพราะดวงตาของเรานี้ทำให้เราปลอดภัย เรารักพระธรรมพระวินัย เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นทำให้เราปลอดภัย ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความดับไม่เหลือจากความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงได้มีคำตอบว่า การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น ไม่ใช่ไปไม่ใช่หยุด การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาสพจึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ จะมีใครบ้างแก้ปัญหาได้ถ้าไม่ปฏิบัติทางสายกลาง ไม่เอาทางวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้เข้าใจว่าเราจะแก้ปัญหาได้เราต้องเอาทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้ทรงเสวยวิมุตติสุขด้วยการตรัสรู้ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เพียง ๗ สัปดาห์

 

วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมี รู้เข้าใจว่าความดับทุกข์ของหมู่มวลมนุษย์นั้นต้องเอาทางสายกลาง

 

นางสุชาดา สตรีผู้ถวายข้าวมธุปายาส อาหารมื้อแรกแด่พระพุทธเจ้า โดยที่นางเองก็ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้คือพระพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศในการเข้าถึงสรณะเป็นคนแรก(ที่พึ่ง) ก่อนอุบาสิกาคนอื่น

 

นางสุชาดา ภรรยาของคฤหบดีในเมืองราชคฤห์ ปรารถนาอยากได้บุตรชาย เมื่อนางไปอาบน้ำในแม่น้ำเนรัญชราได้เดินผ่านต้นศรีมหาโพธิพฤกษ์ นางจึงเข้าไปกราบที่โคนต้นไม้ แล้วพูดว่า “ข้าแด่เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์มีมหิทธิฤทธิ์ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นี้ ดิฉันขอความกรุณาจากท่านช่วยดลบันดาลให้มีบุตรสักคนเถิด เพื่อจะให้เขาสืบสกุลต่อไป ข้าแต่เทวะหากท่านให้ดิฉันสมปรารถนาแล้ว ดิฉันจะนำเอาข้าวมธุปายาสมาแก้บนสังเวยท่านเป็นสัจกิริยา” เมื่อนางอธิษฐานเสร็จ กลับไปอยู่กับสามีไม่นานก็ตั้งครรภ์

 

ขณะนั้นพระพุทธเจ้ามีดำริว่าจะบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้ ณ ต้นโพธิพฤกษ์และประทับนั่งโคนต้นไม้หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก นางสุชาดามาถึงได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นรุกขเทพเจ้าจำแลงเพศ เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายแก้สัจกิริยาท่านได้บนบานไว้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขอบคุณต่อนาง และบอกแก่นางว่าพระองค์ท่านมิได้เป็นเทพยดา แต่เป็นมนุษย์เป็นกษัตริย์แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรม

 

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำเอาข้าวจากถาดมาทรงทำเป็นก้อนๆ นับจำนวนได้ 49 ก้อน ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงวันที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยา เสวยข้าวมธุปายาส 49 ก้อนนั้นหมดแล้ว ทรงนำถาดไปทรงอธิฐานในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิฐานว่าถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

 

เมื่อพระองค์ทรงวางถาดลงในน้ำ ก็ปรากฏว่า ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นเหนือน้ำดังคำอธิฐาน ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าภัตตาหารมื้อนั้นได้มีส่วนทำให้พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน  และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยามแห่งราตรี

 

วิมุตติสุข : สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์; พระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ตามลำดับคือ

สัปดาห์ที่ 1 ประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท

สัปดาห์ที่ 2 เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ 3 ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด 7 วัน ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์

สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพแห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ 5 ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุหุกชาติ แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร 3 คนได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้

สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อมุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขที่แท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น

สัปดาห์ที่ 7 ประทับใต้ต้นไม้เกดชื่อ ราชายตนะ พาณิช 2 คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึง 2 สรณะ เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดที่นี้แล้ว เสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม

 

มีพระปริวิตกแห่งจิตว่าธรรมที่ได้บรรลุแล้ว เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ทรงเห็นว่ายังไม่ควรจะประกาศธรรม พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม

 

ท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์  จึงทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยและมาก ทั้งที่มีอินทรีย์แก่กล้าและอ่อน ทั้งที่มีอาการดีและทราม ทั้งที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายและยาก ทั้งที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เปรียบเหมือนดอกบัว ที่เกิด เจริญ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรม

 

แล้วทรงมีพุทธปริวิตกว่าควรจะแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรก เมื่อทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสเสียชีวิตแล้ว

 

จึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๑) เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อตอบปัญหาความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากการบำเพ็ยทุกรกิริยาพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาเสวยพระกระยาหาร ในมุมมองของปัญจวัคคีย์เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรพยายามเพื่อการตรัสรู้กาลายเป็นคน “เห็นแก่กิน” จึงพากันแยกทางหนีจากพระองค์ไป ดังนั้นเพื่อจะตอบปัญหาที่ค้างคาใจของปัญจวัคคีย์ และประสงค์ให้รู้ว่า “ทุกรกิริยามิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม แต่อริยมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์” พระองค์จึงทรงมุ่งหวังแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่นเป็นประการสำคัญ
(๒) ทรงประสงค์ให้ปัญจวัคคีย์เป็นสักขีพยานการตรัสรู้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญจวัคคีย์คือคณะบุคคลกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงออกบวชตาม และรู้เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมเพื่อการตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างดี ดังนั้นปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสักขีพยาน การตรัสรู้ของพระองค์
๒) ใจความสำคัญของปฐมเทศนา แบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้
ใจความตอนแรก ทรงแสดงถึงทางสุดโต่งหรือสุดขั้ว ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอันเป็นทางหย่อนเกินไป และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป้นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นทางตึงเกินไป จึงทรงแนะนำทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรคมีองค์แปด หรือ ไตรสิกขา เพื่อเป็นทางเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องนำไปสู่ความสงบและการตรัสรู้
ใจความตอนกลาง ทรงแสดงถึง อริยสัจ คือ ความจริงที่ประเสริฐ ๔ ประการที่พระองค์ได้ตรัสรู้ได้แก่ ความจริงว่า ด้วยความทุกข์ (ทุกข์) ความจริงว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ (นิโรธ) และความจริงว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) อันเป็นวิธีการแก้ทุกข์หรือปัญหาที่ถูกต้อง โดยทรงอธิบายถึงกระบวนการตรัสรู้อริยสัจจว่าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ตามขั้นตอนอย่างไร
ใจความตอนสุดท้าย ทรงแสดงว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว โดยทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าพระนิพพานนั้นเป็นสากล ศาสนาทุกศาสนาก็มีแนวทางไปทางเดียวกัน นักบวชกับผู้ครองเรือนก็มีทางไปทางเดียวกัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนนั้นจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัย เน้นที่ใจบริสุทธิคุณ เน้นกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้ทำหน้าที่ ได้ทำพุทธกิจได้ทำหน้าที่เป็นเวลา ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา ได้ตรัสให้ภิกษุสงฆ์รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน พระวินัยนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เรามาเอาความรู้สึกทำหน้าที่นั้นไม่ได้ เราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่

 

ท่านถึงตรัสให้รู้เข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

เราเป็นนักบวช เราเป็นฆราวาสเราจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจในโซเชียลในกระแส เราต้องหยุดโซเชียลหยุดกระแสด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่เอาความรู้สึก เราต้องเอากฎหมายที่เป็นธรรมนูญ การประพฤติการปฏิบัติใจนั้นถึงเน้นเรื่องธรรมนูญ ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมายที่เป็นบริสุทธิคุณ

 

พระนิพพานจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณ เน้นที่บริสุทธิคุณ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสโอวาทสุดท้ายที่เป็นวาระสำคัญว่าปัจจุบันนี้เราเอาความรู้สึกนำชีวิตนี้ไม่ได้ ต้องเน้นที่พระธรรมพระวินัยเน้นที่บริสุทธิคุณ ด้วยปัจฉิมโอวาทที่ให้เราทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

นี้เป็นโอวาทสำคัญที่สุดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าไม่ให้เราเอาความรู้สึก ให้เอาพระธรรมเอาพระวินัย เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,133