๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ความรู้ต้องเอามาใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะไม่ได้เอาความรู้สึกนำชีวิต จะได้เอาปัญญาที่เป็นความรู้ความเข้าใจนำชีวิต

 

เพราะเหตุผลว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นกระบวนการของกระแสของโซเชียล เราทุกคนมารู้จักกระบวนการของวัฏฏสงสารของกระแสของโซเชียล เราทุกคนมาพากันรู้พากันเข้าใจ หยุดมาเอาความรู้สึก เพราะความรู้สึกนั้นเป็นวัฏฏสงสาร เป็นกระแสเป็นโซเชียล เราทุกคนจะเอาความรู้สึกนั้นไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับเราทั้งหลายว่า เราพากันมารู้ทุกข์ มารู้เหตุเกิดทุกข์ มารู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทุกคนมาคิดดูด้วยปัญญาว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารเพราะไม่มีความรู้ไม่มีความเข้าใจ พากันเอาความรู้สึกนำชีวิตก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้แหละ ทุก ๆ คนยินดีในกระแส ยินดีในโซเชียล

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การปฏิบัตินั้นต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันของเราต้องไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต เราเอาความรู้สึกนั้นไม่ได้ เพราะความรู้สึกนั้นเป็นวัฏฏสงสาร เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเพื่อหยุดโซเชียล เพื่อหยุดกระแส

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องหยุดความรู้สึก ความรู้สึกนั้นมันเป็นตัวเรา ตัวเรานั้นคือความรู้สึก ตัวเรานั้นคือความชอบคือความไม่ชอบ ตัวเรานั้นเป็นสัญชาตญาณที่รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ถ้าเอาความรู้สึกนำชีวิตก็จะเป็นวัฏฏสงสารทันที

 

เพราะเหตุผลว่า วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้ามีเราก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้ายกเลิกเราก็เป็นพระนิพพาน เราทุกคนจะหยุดวัฏฏสงสารได้ จะหยุดความรู้สึกได้ก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราก็เป็นวัฏฏสงสาร พระนิพพานนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้ามีตัวมีตนก็ย่อมไม่มีพระนิพพาน ยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงจะมีพระนิพพาน

 

พระธรรมพระวินัยนี้เป็นหลักการ นี้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรมที่ให้เราหยุดความรู้สึก หยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันเราก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวไม่ยกเลิกตนมันก็เป็นวัฏฏสงสาร

 

สัญชาตญาณที่เป็นโซเชียลเป็นกระแส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเราจะได้ผ่านโซเชียลผ่านกระแส เราจะได้เอาสิ่งที่เป็นปัญหาให้เป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตนี้มาเป็นโอกาส วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติได้พากันปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ เพื่อให้พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน จะได้หยุดสัญชาตญาณจะได้ยกเลิกโซเชียล จะได้ยกเลิกกระแส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ วิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ การปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นทางสายกลางที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ที่เป็นเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่เอาความรู้สึก เพราะความรู้สึกนั้นมันเป็นกระแสเป็นโซเชียลเป็นวัฏฏสงสาร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้ทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อหยุดความรู้สึกเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายมันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

อย่าพากันอนุโลมคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป ให้เน้นที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นมันเป็นสิ่งเสพติด การที่จะหยุดสิ่งเสพติดได้ก็ต้องหยุดอดีตอนาคต ปัจจุบันก็ต้องว่างจากตัวจากตน ไม่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้ย่อมไม่มีกับเราทุก ๆ คน เพราะความผิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ พระพุทธเจ้าคือผู้ที่เข้าถึงพระนิพพานเข้าถึงหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาพคือผู้ที่เข้าถึงหน้าที่เข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีความคิดมีความเข้าใจว่าพระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ยังหยุดโซเชียลยังไม่ได้ ยังหยุดกระแสไม่ได้ ยังหยุดวัฏฏสงสารไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเน้นมายังปัจจุบันเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นสิ่งเสพติด ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้หลักการอุดมการณ์เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ภาคบังคับด้วยธรรมวินัย ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกัน ๕ ปี ๕ พรรษา ถ้ายังไม่หมดกิเลสยังไม่สิ้นอาสวะ ให้ประพฤติปฏิบัติให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำจนกว่าจะหมดอายุขัย

 

ความรู้ความเข้าใจเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนจึงเอาวามรู้สึกของเรานั้นไม่ได้ เราจะไปมีข้อแม้อะไรต่าง ๆ นั้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกนต้องยกเลิกการเอาความรู้สึกนำชีวิต เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม การเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมจะหยุดเรื่องอดีต จะยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็จะว่างจากตัวจากตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการเจริญสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน ถ้าเราว่างจากตัวจากตนนิพพานก็อยู่ที่ว่างจากตัวจากตนนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้รู้ได้เข้าใจ วิมุตติความหลุดพ้นที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นอยู่ที่สติอยู่ที่สัมปชัญญะ อยู่ที่ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นี้คือกระบวนการนี้คือกระแสของมรรคผลของพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปบรรยายพระธรรมพระวินัยที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้มหาชนหยุดกระแสหยุดโซเชียลด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เพื่อให้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ให้ไปทางละ ๑ รูป ไม่ให้ไป ๒ รูป เพราะทรัพยากรของพระอรหันต์ขีณาสพนั้นมีน้อ

 

ส่วนพระองค์ก็จะไปบรรยายธรรมวินัยให้ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมบริวาร ๑ พันรูป เพื่อไปพูดเรื่องโซเชียลพูดเรื่องกระแส ให้เอาปัญหามาเป็นปัญญา มาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง

 

พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมาถึงตำบลอุรุเวลา ซึ่งมี ชฎิล ๓ คนพี่น้องอาศัยอยู่ คือ อุรุเวลกัสสป นทีกัสสปและคยากัสสป โดยอุรุเวลกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๕๐๐ คน นทีกัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๓๐๐ คน ส่วนคยากัสสป เป็นหัวหน้าของชฎิล ๒๐๐ คน 

 

พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสป เพื่อขอพักอาศัยในโรงบูชาเพลิงซึ่งมีพญานาคที่ดุร้ายอาศัยอยู่ ทรงเข้ากสิณสมาบัติ มีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ครอบงำเดช ของพญานาคที่ดุร้าย มีฤทธิ์ แล้วทรงขดพญานาคไว้ในบาตร 

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่  ชฏิลอุเวลกัสสปเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหารย์ของพระพุทธเจ้า จึงนิมนต์พระองค์ให้อยู่ในที่นั้น โดยตนจะบำรุงภัตตาหารให้ประจำ

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ในแต่ละคืนเมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรมตามลำดับ เปล่งรัศมีงาม ทำให้ไพรสณฑ์ทั้งสิ้นสว่างไสว

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมทวยเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเพื่อฟังธรรม แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ต่อมา ชฏิลอุรุเวลกัสสปเตรียมการบูชายัญใหญ่ แล้วคิดในใจว่าถ้าพระพุทธเจ้าแสดงอิธิปาฏิหาริย์ มหาชนจะต้องถวายลาภสักการะให้แก่พระผู้มีพระภาค ลาภสักการะของตนก็จะลดลง  จะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงไม่มาฉัน

 

พระผู้มีพระภาคทราบความคิดของชฎิลอุรุเวลกัสสปแล้ว จึงเสด็จไปอุตตรกุรุทวีปเพื่อบิณฑบาต แล้วนำกลับมาเสวยที่สระอโนดาด

 

วันรุ่งขึ้น ชฏิลอุรุเวลกัสสปถามพระพุทธเจ้าว่าเพราะเหตุใดจึงไม่มารับอาหารเมื่อวานนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าเพราะชฏิลคิดไม่ใช่หรือว่าทำอย่างไรจึงไม่ให้พระองค์มาฉัน

 

ชฏิลอุรุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ จึงทราบความคิดด้วยใจได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่าจะทรงซัก ขยำ พาด และผึ่งผ้าบังสุกุลไว้ที่ใด เมื่อนั้นท้าวสักกะจอมทวยเทพจึงขุดสระโบกขรณีเพื่อให้ทรงซักผ้า ยกศิลาแผ่นใหญ่มาวาง เพื่อให้ทรงขยำผ้า เทพยดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นกุ่มบกได้น้อมกิ่งกุ่มลงมาเพื่อให้ทรงพาดผ้า และท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ยกแผ่นศิลาแผ่นใหญ่เพื่อให้ทรงผึ่งผ้า

 

วันรุ่งขึ้น ชฎิลได้ถามพระพุทธเจ้าว่าสระ แผ่นศิลา และกิ่งกุ่มที่น้อมลง เกิดขึ้นได้อย่างไร  พระพุทธเจ้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ขนาดท้าวสักกะยังได้ทำการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ในวันต่อๆ มา ชฎิลอรุเวลกัสสปได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าภัตตาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งชฎิลอุรุเวลกัสสปกลับไปก่อน ส่วนพระองค์ทรงไปเก็บผลหว้าจากชมพูทวีปวันหนึ่ง  อีกวันหนึ่งก็ทรงไปเก็บผลมะม่วง ผลมะขามป้อม ผลสมอ แล้วเสด็จไปสู่ภพดาวดึงส์ เก็บดอกปาริฉัตตกะ แต่ก็ทรงกลับมาถึงโรงบูชาเพลิงก่อนอุรุเวลกัสสป

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ เพราะส่งตนก่อนแล้วยังไปสู่ชมพูทวีปและภพดาวดึงส์แล้วยังมานั่งในโรงบูชาเพลิงก่อนตน แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่ง ชฎิลเหล่านั้นปรารถนาจะบำเรอไฟ แต่ไม่อาจจะผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์โดย ตรัสบอกให้พวกชฎิลผ่าฟืน ก่อไฟให้ลุก และดับไฟ 

 

ชฎิลทั้งหลายสามารถผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อน  ก่อไฟทั้ง ๕๐๐ กอง และดับไฟได้ในคราวเดียวเท่านั้น

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับให้พวกชฏิฏผ่าฟืน ก่อไฟ และดับไฟได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

และครั้งหนึ่งในฤดูหนาว พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปาฏิหารย์ นิรมิตกองไฟไว้ ๕๐๐ กอง เพื่อให้ชฎิลเมื่อขึ้นจากน้ำแล้วผิงไฟได้

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับนิรมิตกองไฟได้มากมากยถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ครั้งหนึ่งเกิดฝนตกนอกฤดู จนทำให้เกิดน้ำท่วม พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลให้น้ำห่างออกไปโดยรอบ แล้วทรงจงกรมอยู่บนพื้น

 

เมื่อชฏิลมารับพระพุทธเจ้า ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าจงกรมอยู่บนพื้นที่มีน้ำล้อมโดยรอบ

 

ชฏิลอุเวลกัสสปดำริว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแท้ ถึงกับบัลดาลไม่ให้น้ำไหลได้ แต่ก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนตนแน่ 

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคดำริว่าจะพึงทำให้ชฏิลนี้สลดใจ จึงตรัสกับอุรุเวลกัสสปว่า อุเวลกัสสปไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีแม้ปฏิปทาที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือพบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์

 

อุรุเวลกัสสปเกิดความสลดใจ ซบหัวตนที่พระบาทของพระพุทธเจ้าแล้วขออุปสมบท 

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุรุเวลกัสสปะเป็นผู้นำ เป็นผู้สอน เป็นหัวหน้า เป็นประธานของชฏิล 500 คน ควรบอกคนเหล่านั้นก่อนเพื่อให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

 

เมื่อชฏิล 500 คนทราบว่าอุรุเวลกัสสปผู้เป็นอาจารย์จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้า พวกชฎิลเหล่านั้นซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ามานานแล้วก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน

 

ชฎิลเหล่านั้นก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และอุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

ชฎิลนทีกัสสปผู้เป็นน้องชาย เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายตน จึงไปพร้อมชฎิล ๓๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ  

 

ชฎิลนทีกัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

เมื่อชฎิลลคยากัสสป เห็นผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิง ลอยน้ำมา เกิดความกังวลว่ามีอุปสรรคต่อพี่ชายทั้งสองของตน จึงไปพร้อมชฎิล ๒๐๐ คน

 

เมื่อพบท่านพระอุรุเวลกัสสป ก็ถามว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐแน่หรือ 

 

พระอุรุเวลกัสสปตอบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ   ชฎิลคยากัสสปและพวกก็ได้ลอยผม ชฎา เครื่องบริขาร และเครื่องบูชาเพลิงในน้ำ และขออุปสมบทในสำนักพระพุทธเจ้า

 

พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปที่ล้วนเป็นปุราณชฎิลดังนี้ว่า

 

จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ เป็นของร้อน
-  รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน

-  วิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  สัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ เป็นของร้อน

-  ความเสวยอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ก็เป็นของร้อน

ร้อนเพราะไฟ คือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความรำพัน เพราะทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะความคับแค้น

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้วเห็นอยู่อย่างนี้
-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมทั้งหลาย

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณอาศัยจักษุ วิญญาณอาศัยโสต วิญญาณอาศัยฆานะ วิญญาณอาศัยชิวหา วิญญาณอาศัยกาย วิญญาณอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสอาศัยจักษุ สัมผัสอาศัยฆานะ สัมผัสอาศัยชิวหา สัมผัสอาศัยกาย สัมผัสอาศัยมนะ

-  ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือมิใช่ทุกข์ มิใช่สุข ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานะสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปัจจัย

 

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสจบ จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น บรรลุพระอรหัตผล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องกระแสในเรื่องโซเชียล ในเรื่องของความรู้สึก เพื่อเราทุกคนจะได้รู้เข้าใจเพื่อทำหน้าที่ที่เป็นกรณียกิจ กิจที่ควรทำ ให้รู้หน้าที่ในอกรณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ เราจะเอาความรู้สึกนั้นนำชีวิตไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืนก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมภิกษุสงฆ์ทั้งหลายให้รู้เข้าใจ ว่าเราจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เพราะความรู้สึกนั้นมันเป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นสัญชาตญาณ เป็นการเวียนว่ายตายเกิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่า พระธรรมพระวินัยที่จะมายกเลิกความรู้สึก ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เน้นบริสุทธิคุณ พระภิกษุมีความเห็นอย่างไร สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่ต้นพรหมจรรย์ก็ให้ยกเลิกสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัย ไม่ให้ใครเอาความรู้สึกเป็นวัฏฏสงสารนำชีวิต เป็นบริสุทธิคุณ เพราะธรรมวินัยเป็นบริสุทธิคุณ เป็นวิมุตติหลุดพ้นดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ

 

หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้สังคายนาเพื่อร้อยกรองพระธรรมพระวินัย เพื่อหยุดสัญชาตญาณ หยุดความรู้สึกที่เป็นวัฏฏสงสารล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ก็มีคำถามเช่นเดียวกันว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยไม่สะดวกในการประพฤติพรหมจรรย์ก็ให้เพิกถอนสิกขาบทนั้นได้

 

พระอรหันต์ ๕๐๐ รูปมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือของวิมุตติความหลุดพ้นด้วยบริสุทธิคุณ จึงไม่สมควรเพิ่มและไม่สมควรตัดเพราะเป็นความสมดุล เป็นธนาคารแห่งมรรคผลพระนิพพาน

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เพื่อเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน ความก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยหน้าที่ดั่งสายน้ำ เพื่อหยุดสัญชาตญาณหยุดความรู้สึก นี้จะเป็นสาเหตุเป็นวิมุตติหลุดพ้นในปัจจุบันอยู่กับหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเพื่อให้เราทุกคนนี้หยุดความรู้สึกหยุดสัญชาตญาณของเราด้วยการทำหน้าที่ เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีวาระเดียว สิ่งเสพติดที่เป็นโซเชียลเป็นวัฏฏสงสาร เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตน พระนิพพานก็จะเกิดอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่

 

ปัจฉิมโอวาทจึงได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

 

 

Visitors: 132,133