๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๙ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันนี้เป็นยุคเอไอ เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอาความถูกต้อง ยกเลิกความถูกใจ เป็นการพัฒนาเข้าสู่ความเป็นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มี ๒ มาตรฐาน เน้นความบริสุทธิคุณ เอาเรื่องจิตเรื่องใจและวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เน้นทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เอานิพพานนำชีวิต ธรรมนูญได้แก่บริสุทธิคุณ พระนิพพานนั้นได้แก่บริสุทธิคุณ เป็นการก้าวไปด้วยเอไอที่เป็นบริสุทธิคุณ เป็นการก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกเรา ยกเลิกคนอื่น ยกเลิกความรู้สึก เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพระนิพพานนำชีวิต

 

การประพฤติการปฏิบัติจะปฏิบัติ ๒ มาตรฐานไม่ได้ ถ้า ๒ มาตรฐานแล้วการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะไม่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เช่น ลมหายใจของเราทุก ๆ คน ก็ต้องหายใจอยู่ตลอดเวลาถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ อยู่ที่ไหนเราก็ต้องหายใจ ถ้าเราไม่หายใจเราก็อยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้เราจึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราจะเอาความรู้นำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ต้องเอาพระนิพพานนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้เราจะเอาความชอบความไม่ชอบนำชีวิตนั้นไม่ได้ เราต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เราต้องเอาพระนิพพานนำชีวิต

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนจะหยุดลงได้ก็เพราะเรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะเอาใจของตัวเองไม่ได้ เอาอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญ ต้องเอาพระนิพพานนำชีวิต มีคำถามว่าทุกคนมีเมตตาต่อตนเอง มีเมตตาต่อบุคคลอื่นหรือไม่ ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามีเมตตาต่อตนเองมีเมตตาต่อผู้อื่น ถ้ามีเมตตาต่อตนเองต่อผู้อื่น ก็ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราเอาความรู้สึกนำชีวิตธรรมนูญนั้นจะเกิดได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าธรรมนูญเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเราเอาความรู้สึกนำชีวิตธรรมนูญนั้นเกิดไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงทำอะไรตามใจตามอารมณ์ไม่ได้ เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าเราเอาใจของเราไม่ได้ เอาอารมณ์ของเราไม่ได้ เอาความรู้สึกที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ได้

 

วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ถ้าเราเอาความรู้สึกธรรมนูญนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนธรรมนูญถึงจะเกิดได้ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็จะเกิดความเสียหายก็จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะเอาความรู้สึกไม่ได้ จะเอาข้อแม้ใด ๆ ไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ อย่างเราคิดด้วยปัญญาบริสุทธิคุณด้วยการยกเลิกตัวตน เราจะมองเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านชาติหลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ท่านได้เสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เป็นเวลาเพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น

 

เพราะเหตุผลว่าความรู้ความเข้าใจจากการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นบริสุทธิคุณ เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่เอาตัวไม่เอาตนไม่เอาความรู้สึก ความหลุดพ้นนั้นต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ เพราะเหตุผลว่า สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ไม่ใช่วิมุตติความหลุดพ้น

 

การยกเลิกตัวตน ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นต่างหากเป็นวิมุตติความหลุดพ้น ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้ต้องพากันเข้าใจในปัญหา เราทุกคนจะเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะเอาความรู้สึกไม่ได้ เราต้องยกเลิกที่การเอาความรู้สึกนี้มาเป็นเราเพื่อปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา ปัญญาจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะเรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ฉันทะความพอใจเป็นการเสียสละเป็นการยกเลิกความไม่ถูกต้อง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้วเพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรายกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันเราก็มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของเราให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้ทุกข์รู้เหตุเกิดทุกข์รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่าพากันคิดว่าความดับทุกข์นั้นจะเกิดกับเราในอนาคต เพราะเราสร้างเหตุสร้างปัจจัย ถ้าเรามีความคิดอย่างนี้ความเสียหายก็ย่อมเกิดแก่เรา ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาปัจจุบันนี้แหละ เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต ปัจจุบันเป็นอย่างไรอนาคตก็เป็นเช่นนั้น ไม่มีใครไปถึงอนาคตได้ ทุกคนก็จะเป็นปัจจุบันอยู่อย่างนี้แหละ ปัจจุบันจะเลื่อนของมันไปเป็นปัจจุบันอยู่อย่างนี้ ไม่ถึงอนาคตสักที

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ที่มีผู้ยังไม่รู้ไม่เข้าใจไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น เงื่อนไขเป็นอย่างไรผลก็เป็นเช่นนั้น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแนะแนวให้เอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มาอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง เรามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานที่ปัจจุบันนี้แหละจะได้เกิดประโยชน์ขณะนี้เวลานี้

 

ผู้ที่เอาความรู้สึกนำชีวิตนั้นคือผู้ที่เวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ยกเลิกความรู้สึก เพราะความรู้สึกนั้นเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน ถ้าเอาความรู้สึกนำชีวิตเราต้องเวียนว่ายตายเกิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่รู้เข้าใจ เอาธรรมะปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำมันไหลเป็นลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทรอย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ น้ำหยดได้แก่น้ำมันหยดทีละหยด ๆ มันขาดขั้นขาดตอนอย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด

 

ปัญญาที่เป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม แต่ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่หลงลืม

 

ความรู้ความเข้าใจทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันที่เป็นกระแสที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ผู้ที่ตกกระแสเริ่มต้นจากพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์

 

พระโสดาบันจะเป็นผู้ที่เกิดขึ้นอย่างมากก็ ๗ ชาติ

 

พระสกิทาคามี (หรือ พระสกทาคามี) จะกลับมาเกิดอีกเพียง 1 ชาติ เท่านั้น ก่อนจะบรรลุเป็นพระอรหันต์และเข้าสู่พระนิพพาน

 

พระอนาคามีจะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิ (มนุษย์และสัตว์โลก) อีกเลย แต่จะไปเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาส และจะปรินิพพานในพรหมโลก

 

สำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานแล้วตั้งแต่ปัจจุบัน หยุดกระแส หยุดผัสสะ หยุดโซเชียล ไม่ไปตามกระแส ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามโซเชียล

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจว่าปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติ ต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติ เราคิดดีมันก็ดีเลย ไม่มีชั่ว เราพูดดีมันก็ดีเลยไม่มีชั่ว เรากิริยามารยาทดีมันก็ดีเลยไม่มีชั่ว เราอาชีพดี ๆ ที่เป็นอาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนมันก็ดีเลยไม่มีชั่ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ

 

เราทุกคนยกเลิกตัวยกเลิกตนเราทุกคนก็ทำได้ ถ้ามีตัวมีตนแล้วทุกคนก็ทำไม่ได้ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ ความหลุดพ้นแห่งตัวตนนั้นถึงเป็นธรรมนูญเป็นบริสุทธิคุณ

 

การยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงมีแต่คุณ การมีตัวมีตนถึงมีแต่โทษ โทษที่เรามองเห็นที่เรามีตัวมีตนเช่นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้คือโทษที่เรามีตัวมีตน เรามีตัวมีตนเราก็ต้องแก่เจ็บตายพลัดพราก เพราะนี้มาจากโทษที่เรามีตัวมีตน

 

เรามีตัวมีตนมีคำตอบอยู่แล้วว่ามันมีโทษ ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมารู้คำศัพท์ว่าคุณ ที่เค้าเรียกกันว่าคุณผู้ชายคุณผู้หญิง อันนี้เป็นศัพท์ที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตนนะ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวไม่ยกเลิกตนเราจะเป็นคุณได้อย่างไร เพราะเราเป็นโทษ

 

 

อย่างเค้าเรียกกันว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านผู้พิพากษา ท่านอัยการ หรือทุกวันนี้ในสังคมเรียกกันเกร่อไปหมดว่าท่านนั้นท่านนี้ คำว่าท่านเป็นความหมายยกเลิกตัวยกเลิกตนนะ เป็นผู้เอาธรรมนูญนำชีวิตนะ เป็นผู้ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนนะถึงเรียกว่าท่าน ถ้าไม่ยกเลิกตัวไม่ยกเลิกตนจะเรียกว่าท่านได้อย่างไร ผู้ที่ยกเลิกตัวตนนั้นต้องมีพรหมวิหารทั้ง ๔ ผู้ยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นถึงต้องยกเลิกอคติทั้ง ๔ ถ้าไม่ยกเลิกตัวไม่ยกเลิกตนจะเป็นท่านไปไม่ได้

 

เราเอาความรู้สึกนำชีวิตมันจะเป็นคุณได้อย่างไร จะเป็นท่านได้อย่างไร ถึงจะใส่สูทผูกเนคไทนั้นก็จะเป็นคุณไปไม่ได้ จะเป็นท่านไปไม่ได้ เพราะมันเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรายกเลิกตัวยกเลิกตนเราถึงจะมีคุณ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวไม่ยกเลิกตนเราไม่มีคุณมีแต่โทษ เรามีตัวมีตนเราจะเป็นท่านได้อย่างไร ท่านกับฐานที่ตั้งพระพุทธปฏิมากรณ์มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ฐานเป็นที่ตั้งต้องหนักแน่นไม่หวั่นไหวไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน

 

เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้งมันง่อนแง่นคลอนแคลน รูปสวย ๆ หล่อ ๆ มาก็ร้องโอย ๆ รูปไม่สวยไม่หล่อมาก็ร้องโอย ๆ เสียงเพราะ ๆ มาก็ร้องโอย ๆ เสียงไม่เพราะมาก็ร้องโอย ๆ กลิ่นหอม ๆ มาก็ร้องโอย ๆ กลิ่นไม่หอมมาก็ร้อยโอย ๆ รสดี ๆ มาก็ร้องโอย ๆ รสไม่ดีมาก็ร้องโอย ๆ สัมผัสดี ๆ มาก็ร้องโอย ๆ สัมผัสที่ไม่ดีมาก็ร้องโอย ๆ

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งมีแต่ความเจ็บปวดโอย ๆ ทั้งวันทั้งคืนจะเรียกว่าคุณเรียกว่าท่านได้อย่างไร ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องของปัจจุบัน เมื่อก่อนนั้นเป็นปัญหา ปัจจุบันจะได้เป็นปัญญา ปัญญานั้นจะได้มีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงรู้เข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การปฏิบัตินั้นถึงไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เค้าจัดไฟต์ชิงแชมป์โลก นี้เป็นการชิงแชมป์ธรรม การปฏิบัติของเราปัจจุบันถึงเป็นไฟต์ ไฟต์ทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ นี้คือไฟต์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน สติสัมปชัญญะนี้แหละจะได้หยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวจากตน ยกเลิกความรู้สึก มีปิติมีความสุขกับการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนี้มันคือไฟต์ มันเป็นวาระเดียวเท่านั้น ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานก็อยู่ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานพระนิพพานก็อยู่ที่ในหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ขีณาสพท่านถึงมีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะวิมุตติหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ หากเป็นเพียงบริสุทธิคุณ

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีความสุขกับการทำหน้าที่ให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การอบรมบ่มอินทรีย์ของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เรารู้เข้าใจอย่างนี้จะเป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติไม่ตั้งอยู่ในความประมาท  

 

ความรู้ความเข้าใจทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่ได้มีคนอยู่ ๒ คนที่ประพฤติปฏิบัติไม่ได้คือผู้ที่ตาย ตายแล้วนั้นปฏิบัติไม่ได้ คนที่เป็นบ้าปฏิบัติไม่ได้ เพราะเอาความรู้สึกนำชีวิต เอาตัวตนนำชีวิตจนเป็นบ้าจนสมองเสีย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราข้าใจ ทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ ถ้ายกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วก็ทำได้ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราจะปฏิบัติได้อย่างไรเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราก็ทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้

 

ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิจารณาทางสายกลาง ถ้าทางซ้ายก็ไม่ได้ทางขวาก็ไม่ได้มันต้องเป็นทางสายกลาง ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน เราเอาความรู้สึกนำชีวิตนี้มันไม่ใช่ทางสายกลาง เอาความรู้สึกนำชีวิตมันเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำ ถ้าจางลงหน่อยก็สีเทา สีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

ทางสายกลางนี้ต้องไม่เอาความรู้สึก ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน เรายกเลิกตัวยกเลิกตนมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ทำอย่างนี้ถึงจะแก้ปัญหาได้ ทำอย่างนี้ถึงจะยกเลิกตัวระบบตัวระบบตน ตัวตนนี้มันเป็นระบบนายทุน ลงทุนเรียนศึกษาก็เพื่อตัวเพื่อตน ลงทุนทำงานก็เพื่อเป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชก็เพื่อตัวเพื่อตน นี้เรียกว่านายทุน เอาตัวเอาตนนำชีวิตนี้เค้าเรียว่ากรรมกร กรรมกรกับนายทุนก็คือคนเดียวกันนี้แหละ ลงทุนเพื่อตัวเพื่อตน เป็นกรรมกรก็เพื่อรับใช้ตัวรับใช้ตนรับใช้นายทุนก็ได้แก่บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละอยู่ในตัว

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้ให้เข้าใจ จะได้ยกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกร

 

เราต้องรู้เข้าใจเรื่องระบบนายทุนระบบกรรมกร เราเอาความรู้สึกนำชีวิตเพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่องกระแสเรื่องโซเชียล เราเอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะภายนอกภายในมาเป็นตัวเรานั่นแหละคือนายทุน นั่นแหละคือกรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้หยุดที่กายหยุดที่วาจาที่กิริยาหยุดที่มารยาทหยุดที่อาชีพ ยกเลิกระบบกรรมกรที่รับใช้ตัวรับใช้ตนหรือว่ารับใช้นายทุน ถ้าเราไปมองนายทุนภายนอก กรรมกรภายนอกก็พอมองเห็น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมุ่งเป้ามารู้ที่ตัวเรา จะได้ยกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกรอยู่ในตัวของเราเอง มายกเลิกระบบตัวระบบตน ระบบนายทุนระบบกรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่ากายของเราก็ต้องเป็นธรรมนูญ วาจาของเราก็ต้องเป็นธรรมนูญ กิริยามารยาทของเราก็ต้องเป็นธรรมนูญ อาชีพของเราก็ต้องเป็นธรรมนูญเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ใจเราจะมีธรรมนูญก็ต้องรู้จักคำว่าธรรมกาย ต้องรู้จักธรรมวาจา ธรรมกิริยามารยาท ธรรมะคือธรรมนูญ ใจของเราถึงจะมีธรรมนูญ เรามีตัวมีตนเราจะมีธรรมนูญได้อย่างไร เราเอาความรู้สึกนำชีวิต ธรรมนูญนั้นจะมีได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะใจนั้นเป็นนามธรรม ใจของเรานี้ต้องอาศัยกรรมกร อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นมายังกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรมต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาท อาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ว่าเป็นกรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องอาศัยสมมติสัจจะ สมมติสัจจะนี้ดีมากดีจริง ๆ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เราจะมองข้ามสมมติไปไม่ได้ เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในสมมติในตำแหน่งมันคือไฟต์ ไฟต์ชิงแชมป์โลกชิงแชมป์ธรรมมันอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่สมมติสัจจะอยู่ที่ทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้จักไฟต์ เราต้องรู้จักไฟต์ในการชิงแชมป์

 

การแก้ปัญหาเราต้องรู้จักปัญหา ทุกคนนั้นแก้ปัญหาได้ ทุกคนนั้นเอาวิกฤตมาเป็นโอกาสได้ เพราะเราต้องรู้เข้าใจ ประพฤติปฏิบัติให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

หลักการของพุทธะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้อาศัยการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องกันอย่างน้อย ๕ ปี ๕ พรรษาทุกคนนั้นก็จะได้ผลเห็นผลแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นบริสุทธิคุณไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ถ้ามีต่อหน้าและลับหลังจะเป็นการปฏิบัติ ๒ มาตรฐานอันนี้ไปไม่ได้

 

เราพากันรู้พากันเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ปัญหานั้นแก้ได้ ตัวตนนั้นมันคืออบายมุขอบายภูมิให้รู้เข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นมันเป็นอบายมุขอบายภูมิ มันเป็นไปตามโซเชียลไปตามกระแส

 

ปัญหานี้ต้องเอามาเป็นปัญญาให้ได้ เราทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ ไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้ เพราะเราทุกคนไม่ได้ไปแก้ที่คนอื่น ต้องเน้นบริสุทธิคุณ

 

เราพากันคิดให้ดี ๆ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ปัญหานั้นก็จะเปลี่ยนเป็นปัญญา วิกฤตนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นโอกาส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจต้องเดินทางสายกลาง ยกเลิกความรู้สึก เสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละถามว่าแก้ปัญหาได้ไหม มีคำตอบอยู่แล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราไม่เสียสละนั้นจะเป็นคุณมั๊ย มีคำตอบอยู่แล้วว่ามีแต่โทษ ถ้าเราไม่เสียสละนั้นเราจะเป็นท่านมั๊ย เป็นไปไม่ได้ มีแต่หวั่นไหวไหวหวั่น

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทุกคนจะประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันนั้นคือไฟต์ จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายในการเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 132,149