๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๓๐ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

วาระของเหตุของปัจจัยนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว เราเอาธรรมวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ วาระอื่น ๆ นั้นก็ย่อมไม่มี เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นบริสุทธิคุณ เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกความรู้สึก ยกเลิกกระแส ยกเลิกโซเชียลด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ เราอาศัยความรู้ความเข้าใจที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ฉันทะความพอใจในพระธรรมในพระวินัยนี้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นตัวเป็นตน เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนั้นถึงไม่ใช่เป็นนิติบุคคล ความยึดมั่นถือมั่นเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นยกเลิกเรื่องอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันเราก็ไม่เอาความรู้สึก เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นการยกเลิกความยึดมั่นถือมั่นจากนิติบุคคลตัวตน เป็นการยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัย พระธรรมพระวินัยจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน

 

เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

เราพากันมามีฉันทะมีความพอใจในพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเรา วิมุตติความหลุดพ้นจากตัวจากตนจึงได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย เรามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว

 

อย่างเรามีความสุขกับการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เรามีความสุขกับการเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงให้ยกเลิกเรื่องอดีตยกเลิกเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขกับการทำงาน การทำงาน งานทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาทางอาชีพนี้คือการทำงาน ถ้าเรามีความสุขกับการทำงานความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีเพราะมันมีเพียงวาระเดียว

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขกับการทำหน้าที่นั้นจะเป็นออกซิเจนเป็นการยกเลิกความทุกข์ ความทุกข์ทางจิตใจนั้นเกิดไม่ได้ เพราะตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ความทุกข์ถึงเกิดขึ้นไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เพื่อจะได้มีความสุขกับการทำหน้าที่ เพราะการที่มีความสุขกับการทำหน้าที่นั้นความทุกข์นั้นไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นความรู้สึก ถ้าไม่อย่างนั้นจิตใจของเราก็จะมีความพร่องอยู่เป็นนิจ จิตใจของเราจะไม่เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอ ฉันทะความพอใจอิ่มอกอิ่มใจที่เราจะต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงประมาทไม่ได้ ปัจจุบันเราจึงประมาทไม่ได้ ถ้าประมาทเมื่อไหร่ก็จะเกิดการเสียหาย ก็จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยไม่เอาความรู้สึก ถ้าเอาความรู้สึกก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้าเอาพระธรรมพระวินัยนั้นก็เป็นพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถามเราทุกคนว่า เราทุกคนมีความทุกข์มั๊ย เพราะเอาสัญชาตญาณเอาตัวเอาตนนำชีวิตความทุกข์นั้นก็ย่อมมี เพราะความทุกข์นั้นมันคือตัวคือตน การยกเลิกตัวตนนั้นถึงเป็นการยกเลิกความทุกข์

 

ถามว่าทุกคนมีความพร่องไม่อิ่มไม่เต็มไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอมั๊ย ทุกคนก็จะตอบว่าไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่พอเพียงเพียงพอ ตัวตนนั่นแหละคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามารู้มาเข้าใจ เพื่อจะได้ยกเลิกความทุกข์ของตัวเอง เพื่อจะได้มาหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยที่มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

เราเอาธรรมวินัยมาทำหน้าที่ด้วยฉันทะด้วยปิติสุขมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเราไปเอามากกว่านี้มันก็เป็นโรคประสาทเท่านั้นแหละ เป็นโรคจิตเท่านั้นแหละ เอาตัวตนเป็นที่ตั้งท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่าเอาตัวตนเป็นที่ตั้งนั้นมันเป็นคนบ้า คนผีบ้า เพราะตัวตนนั้นมันคือความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน เราเอาตัวเอาตนเราก็พากันเอาความรู้สึก ความรู้สึกนั้นไม่ใช่พระธรรมไม่ใช่พระวินัยนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ไม่ให้เราเอาความรู้สึก ให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรายกเลิกระบบนายทุน ยกเลิกระบบกรรมกร นายทุนคือผู้ที่ทำงานหวังผลประโยชน์ตอบแทน อย่างนี้เค้าเรียกว่านายทุน ตัวตนผลตอบแทนก็ได้แก่ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก อานิสงส์ของนายทุนของตัวตนรู้มั๊ยว่ามันคืออะไร อานิสงส์ของนายทุนคือความแก่เจ็บตายพลัดพราก อานิสงส์ของกรรมกรคืออะไร ก็คือความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเช่นเดียวกัน เพราะตัวตนนั้นคือทาสรับใช้ ทาสรับใช้ของตัวความไม่รู้ ความไม่รู้นี้เอาความรู้สึกนำชีวิตก็ต้องเป็นกรรมกรรับใช้ เพราะความอร่อยความแซบความลำความนัวความหรอยของโลกมันอร่อย มันต้องเป็นกรรมกร เป็นทาสรับใช้

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึงนายทุน พูดถึงกรรมกรนั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา เราจะได้รู้นายทุนภายนอกนายทุนภายใน นายทุนภายนอกมันไม่มีปัญหาสำหรับเรา กรรมกรภายนอกนั้นไม่มีปัญหาสำหรับเรา นายทุนภายนอกภายใน อานิสงส์ของเราก็ได้แก่ความแก่เจ็บตายพลัดพราก

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมามีฉันทะมีปิติมีความสุขความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อเข้าถึงบริสุทธิคุณ เราจะได้ยกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ทุกคนลงทุนเพื่อสร้างปัญหาให้กับตัวเอง เป็นทาสรับใช้ เป็นกรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้เอากรรมกรมาทำงาน งานที่เอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ การปฏิบัติใจถึงมุ่งเป้ามายังกรรมกร มุ่งเป้ามาที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ ถ้าเราเอาตัวเอาตนเป็นที่ตั้งมันไม่เข้าใจ เพราะตัวตนมันคือความไม่เข้าใจ ถ้ามันเข้าใจแล้วมันจะมีตัวมีตนได้อย่างไร ถ้ามีตัวมีตนแล้วคือความไม่เข้าใจ เพราะตำแหน่งนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเรายังยกเลิกตัวตน ถ้าเราไม่มีตัวไม่มีตน พระธรรมพระวินัยถึงจะเกิดได้ เรามีตัวมีตนพระธรรมพระวินัยจะเกิดได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นพระธรรมพระวินัยเกิดขึ้นไม่ได้

 

เรามาคิดดูดี ๆ ว่าใครมีตัวมีตนนั้นพระธรรมพระวินัยจะเกิดขึ้นได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าพระธรรมพระวินัยเกิดขึ้นไม่ได้เพราะมีตัวมีตน มีตัวมีตนนั้นพระธรรมพระวินัยถึงเกิดขึ้นไม่ได้

 

ถ้าเรารู้เข้าใจว่าการยกเลิกตัวยกเลิกตน มามีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำหส

 

ปัจจุบันเราต้องเอาเอไอที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เอไอมันก็ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ไม่มี ๒ เวอร์ชัน เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ให้เข้าใจว่าลมหายใจนี้ก็ย่อมไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ความบริสุทธิคุณนั้นย่อมไม่มีต่อหน้าและลับหลัง เพราะใจของเราไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ เราทุกคนต้องมีธรรมกาย ธรรมวาจา ธรรมกิริยามารยาท ธรรมอาชีพ การปฏิบัติของเรานั้นถึงจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ทุกอย่างนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้วถ้ามีฉันทะมีความพอใจรู้ตื่นสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เราทุกคนก็ไม่มีความทุกข์อยู่แล้วเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เราต้องรู้ต้องเข้าใจจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาปัญญามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เอาวิกฤตมาเป็นโอกาสการปฏิบัติของเราถึงจะไม่เป็น ๒ มาตรฐานไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ตัวตนนี้ถึงจะหยุดปัญหาได้แก้ปัญหาได้ ปัญหานั้นถึงจะเป็นปัญญา ถ้าอย่างนั้นเราเรียนเพื่อสร้างปัญหา เราทำงานเพื่อสร้างปัญหา เรามีชีวิตอยู่เพื่อสร้างปัญหา ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธเจ้าถึงให้เราเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติ

 

ชาติศาสน์กษัตริย์ถ้าไปอยู่ภายนอกแก้ปัญหาไม่ได้ มันเรื่องของคนอื่น ปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานมีอยู่ในพระพุทธเจ้าเราก็ดับทุกข์ไม่ได้

 

ธรรมกายกับธรรมใจต้องไปพร้อมกัน ถ้ามีแต่ธรรมกายไม่มีธรรมใจก็ไปไม่ได้ ถ้ามีแต่ธรรมใจไม่มีธรรมกายก็ไปไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นบริสุทธิคุณ เราอยากให้มากมันก็ไม่มากอยากให้น้อยมันก็ไม่น้อย ปัญหานั้นต้องเป็นปัญญา ปัญญานั้นต้องให้เป็นความสุขในการทำหน้าที่ วิกฤตนั้นต้องให้เป็นโอกาส เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็ย่อมเกิดการเสียหายย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะเอาความรู้สึกไม่ได้ ความรู้สึกนั้นมันคือโซเชียล ความรู้สึกนั้นมันคือกระแส เราต้องรู้จักความรู้สึก เราต้องรู้จักโซเชียล เราต้องรู้จักกระแส ปัญหานั้นจะได้เกิดปัญญา

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,149