๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนเอาความรู้สึกนั้นนำชีวิตไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร ความรู้สึกนั้นเป็นสัญชาตญาณแห่งความเป็นตัวเป็นตน ที่เรามีความรู้สึกว่าเป็นเราเป็นคนอื่น นี้มันเป็นวัฏฏสงสาร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย พระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดวัฏฏสงสาร จะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาเป็นหลักปฏิบัติ

 

 ต้องเอาธรรมะมาเป็นหลักปฏิบัติ ธรรมะจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย พระวินัยนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระวินัยนี้เน้นมาเป็นความรู้ความเข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ของใจ เราต้องเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติธรรมะถึงจะเกิดได้ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันตั้งใจ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไรปรุงแต่งอะไร แต่เราทุกคนนั้นปกปิดคนอื่นได้ แต่ปกปิดตัวของเราเองไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงมุ่งเป้ามายังบริสุทธิคุณ เพราะเหตุผลว่า วิมุตติความหลุดพ้นต้องมาจากใจที่เอาพระวินัยมาใช้เอามาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ธรรมะจะเกิดได้ก็เนื่องมาจากพระวินัยที่มาจากใจที่เป็นความบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงเน้นบริสุทธิคุณ ความบริสุทธิคุณในการประพฤติการปฏิบัตินี้ต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อยกเลิกโลกธรรม การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง เหมือนกับเราหายใจนี้แหละจะอยู่หน้าคนอื่นก็หายใจ จะอยู่ลับหลังคนอื่นก็หายใจ ไม่มีที่ไหนที่ไม่หายใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่บริสุทธิคุณ สติสัมปชัญญะนั้นได้แก่พระวินัยกับปัญญา สติสัมปชัญญะนั้นได้แก่ความสงบและปัญญาที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติจึงได้ยกเลิกโลกธรรม โลกธรรมนี้หมายถึงตัวถึงตน ตัวตนนี้คือโลกธรรม โลกธรรมนั้นจะเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทราบว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ อดีตนั้นก็เป็นวาระของอดีต ให้เราเข้าใจนะ อนาคตนั้นก็เป็นวาระของอนาคต ปัจจุบันก็เป็นวาระของปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราพากันรู้พากันเข้าใจ มามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้เป็นเอไอที่บริสุทธิคุณ

 

ปัจจุบันเรารู้เข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว จะยกเลิกเรื่องอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ยกเลิกตัวยกเลิกตน สติสัมปชัญญะที่มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์ของเราจะไม่มีเลยนะ เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้าก็ลองทำดูก็แล้วกัน ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจเราพากันเจริญสติสัมปชัญญะความทุกข์นั้นจะมีมั๊ย ตอบให้ก่อนก็ได้ว่าความทุกข์นั้นไม่มี เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ

 

ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ที่การพัฒนาเอไอที่เป็นบริสุทธิคุณถึงอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราประพฤติอยู่ที่เราปฏิบัติอยู่ที่เราทำหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัยเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราไม่เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบัน

 

ธรรมะที่เราจะต้องเอามาใช้เพื่อเข้าถึงบริสุทธิคุณนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงพูดให้เรารู้เข้าใจว่าสมณะที่ ๑ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีฉันทะมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงเอาความรู้สึกที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิตนี้ไม่ได้ ความหลุดพ้นนั้นถึงอยู่ที่พระธรรมอยู่ที่พระวินัย อยู่ที่เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้

 

วิมุตติหลุดพ้นนั้นจะหยุดได้ก็เพราะเรารู้เราเข้าใจ อยู่ที่เราประพฤติอยู่ที่เราปฏิบัติ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ถ้าเราเอาความรู้สึกที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะภายนอกภายในชีวิตนี้ก็จะไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะก็ย่อมไหลเป็นกระแส ไปตามสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะได้หยุดกระแส เราจะได้หยุดโซเชียล

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องพากันยกเลิกตัวยกเลิกตน การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เข้าถึงบริสุทธิคุณ ไม่เอาความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิต

 

คนรุ่นใหม่คนสมัยใหม่กำลังพัฒนาเอไอ เพื่อเอาเอไอมาใช้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เพื่อให้เป็นปัญญาประดิษฐ์

 

เราทุกคนเกิดมามีความสุขบ้างมีความทุกข์บ้าง ไม่มีความสุขบ้าง ไม่มีความทุกข์บ้าง เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโซเชียลเป็นกระแส นี้เป็นความรู้สึกของเรา เป็นชีวิตของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตอย่างนี้มาเป็นโอกาส

 

อดีตเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะชีวิตของเราเลยไปตามโซเชียลไปตามกระแส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีหลายล้านปีหลายล้านชาติหลายอสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความรู้ความเข้าใจ ท่านมาบอกมาสอนให้เรารู้ให้เข้าใจเพื่อปัญหานั้นจะเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ไม่ต้องเอาความรู้สึกนำชีวิต ปัญหานั้นแก้ได้ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เมื่อเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนก็จะหยุดไปด้วยพระธรรมพระวินัย ที่ไหนมีพระธรรมมีพระวินัยที่นั้นก็ไม่มีตัวไม่มีตน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมีฉันทะ มีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ การปฏิบัติอย่างนี้ก็จะหยุดสัญชาตญาณ หยุดความเป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะเหตุผลว่าเพราะต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ

 

พระวินัยนั้นเป็นสมมติสัจจะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจะเอาสมมติสัจจะที่เราเอาสมมติสัจจะที่เป็นพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เรามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั่นแหละจะหยุดสัญชาตญาณที่นิติบุคคลเป็นตัวเป็นตนของเราทุก ๆ คน เพราะวาระนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้การปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเราที่จะต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนได้ต้องหยุดด้วยพระธรรมพระวินัย เพื่อพระธรรมพระวินัยได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะเอาไปความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิตไม่ได้เป็นเด็ดขาด ต้องเอาพระธรรมพระวินัยเอามาใช้มาปฏิบัติ เป็นให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การปฏิบัติของเราเน้นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัติต้องให้เป็นบริสุทธิคุณมุ่งเฉพาะตัวเรา การประพฤติการปฏิบัติที่เป็นบริสุทธิคุณนั้นจะไม่มีต่อหน้าและลับหลัง เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นบริสุทธิคุณ

 

เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เราทุกคนเกิดมาไม่มีปัญญา เพราะเราเอาตัวเอาตนนำชีวิตเราจะมีปัญญาได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นคือคนไม่มีปัญญา เพราะตัวตนนั้นคือเป็นคนผู้สร้างปัญหา  คนสร้างปัญหานั้นจะชื่อว่าเป็นคนมีปัญญาได้อย่างไร เรามีตัวมีตนปัญญาของเราทุกคนนั้นย่อมเกิดไม่ได้ ก็ย่อมมีแต่เรื่องก็ย่อมมีแต่ปัญหา

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาหยุดตัวหยุดตน เพราะตัวตนนั้นคือปัญหา เพราะตัวตนนั้นไม่ใช่ปัญญา ด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามาคิดดูดี ๆ ลมหายใจเข้าหายใจออกของเราต้องหายใจเข้าหายใจออกให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปกติเราทุกคนต้องหายใจเข้าหายใจออกให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เมื่อเรามีการหายใจเข้าหายใจออกติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราถึงจะไม่ตาย เราอยู่ที่ไหนเราก็ต้องหายใจ ถ้าไม่หายใจเราก็ต้องตายเราก็ย่อมอยู่ไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องให้ใจให้ติดต่อต่อเนื่อง ถ้าเราไม่เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง การไม่ติดต่อต่อเนื่องก็เปรียบเสมือนเราเดินไปข้างหน้าก็ถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม เราจะไปที่ไหนได้ เพราะเราเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนทุก ๆ คนก็จะเอาแต่ความรู้สึกนำชีวิต เอาความรู้สึกนำชีวิตมันคือการเดินข้างหน้าแล้วก็กลับมาที่เก่าที่เดิมมันไปไหนไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนเอาความรู้สึกไม่ได้ เพราะความรู้สึกนั้นเป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาที่เก่าที่เดิมมันไปไหนไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนที่เอาความรู้นำชีวิตผู้นั้นถึงเป็นคนไม่มีปัญญา ถ้ามีปัญญาแล้วจะเอาความรู้สึกนำชีวิตได้อย่างไร

 

ด้วยเหตุผลนี้วิมุตติสุขคือความหลุดพ้น เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ใช่เป็นสมาธิสมาบัติ สมาธิสมาบัติเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

วิมุตติความหลุดพ้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการยกเลิกภพยกเลิกชาติอย่างไม่มีส่วนเหลือด้วยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่

 

ใจของเราทุกคนรู้ใจของเราเองว่าคนอื่นไม่มีใครรู้ใจของเรา เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราไม่สามารถปกปิดตัวของเราได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะประมาทไม่ได้ ความประมาทย่อมเสียหายย่อมพังทลายเหมือนตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เราเอาความถูกใจนั่นแหละคือความไม่ถูกต้อง เมื่อเราเอาความถูกใจเมื่อไหร่คือความไม่ถูกต้อง ถ้าเราเอาถูกใจเราก็ไปตามกระแส ธาตุขันธ์อายตนะก็ย่อมถูกโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา อคติก็ย่อมครอบงำจิตใจของเรา

 

เราทุกคนเอาพระพุทธเจ้านำชีวิต พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย พระพุทธเจ้าคือผู้ยกเลิกความถูกใจ ความถูกใจคือความไม่ถูกต้อง

 

ความสงบนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เรายกเลิกตัวตน ที่ไหนยกเลิกตัวตนที่นั้นมีแต่ความสงบ

 

สัญชาตญาณเป็นตัวตนจะหยุดได้ด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละเราก็ไม่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าไม่เสียสละเราก็ไม่มีการให้ทาน ไม่มีการเจริญสมาธิ เจริญปัญญา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

 

วิมุตติความหลุดพ้นมิใช่สมาธิสมาบัติ

 

สมาธิสมาบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ใช้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น พระศาสนาถึงเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นเหตุเป็นปัจจัยไม่ให้เอาความรู้สึกนำชีวิต ให้เอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย ไม่มีความประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ทุกคนถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ พระวินัยนั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนต้องทวนกระแส

 

ทุกคนต้องทวนกระแส ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ไม่ให้ธาตุขันธ์อายตนะครอบงำธรรมวินัย

 

ธรรมวินัยถึงไม่เอาความถูกใจ ต้องเอาความถูกต้อง ธรรมวินัยถึงทวนกระแส

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ เมื่อมีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสาย้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้พากันปฏิบัตติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษา ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ให้เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติถึงไม่ใช่เป้าหมายของเรา

 

สมบัติทั้งหลายเป็นเพียงที่พักชั่วคราวเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้เอไอต้องเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

เราคิดดีก็ย่อมเป็นความดี เราทำงานให้มีความสุขก็ย่อมเป็นความสุข เพราะทุกอย่างเกิดจากเหตุจากปัจจัย ปัญญาบริสุทธิคุณนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ติดอยู่เพียงมนุษย์สมบัติ สวรรค์ศมบัติ พรหมสมบัติ ก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ วิมุตติหลุดพ้นนั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เพียงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ

 

เราทุกคนช่วยคนอื่นไม่ได้ คนอื่นต้องช่วยเหือตัวเอง คิดดูดี ๆ ในโลกนี้มีใครหายใจแทนกันได้ ทานอาหาร แก่เจ็บตายแทนกันได้ ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นเพียงผู้บอกผู้สอน พระอรหันต์ก็เป็นเพียงผู้บอกผู้สอน

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระศาสนาจึงเป็นของว่างจากอัตตาตัวตน

 

ศาสนาทุกศาสนาก็ฒีความหมายอย่างเดียวกัน ศาสนาคือความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมพระวินัยให้เรายกเลิกตัวตน

 

พระศาสนาทุกศาสนาต้องเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมายกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละจะเป็นคนมีศาสนามั๊ย ไม่มี มีแต่เอาความรู้สึกนำชีวิต

 

มีคำถามว่าถ้าเราไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เอาธรรมวินัยทำหน้าที่อย่างมีความสุขในปัจจุบัน ไม่ใช่ทำงานเสร็จมีความสุข

 

ชีวิตเป็นปัจจุบันเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว มีความเข้าใจว่าทำงานเสร็จก็จะสบาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีความสุขในการทำงานในปัจจุบันสุขเมื่อทำงาน

 

ใจจะมีความพร่องเป็นนิจ ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง

 

ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ยกเว้นการเบียดเบียนคนอื่น การหลอกลวงคนอื่น การเอาของคนอื่น เพราะการเบียดเบียนคนอื่นคือการเบียดเบียนตนเอง การเอาของคนอื่นคือการทำร้ายตัวเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ไม่เบียดเบียน การเอาของคนอื่นคือการทำร้ายตัวเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ไม่เบียดเบียน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่ไม่เอาของที่คนอื่นไม่ได้ให้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกเลิกคำพูดที่ให้เกิดเป็นตัวเป็นตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ดื่มประเภทแอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด ศีล ๕ ถึงเป็นพื้นฐาน หยุดสัญชาตญาณที่เกิดจากใจจากเจตนาที่มุ่งบริสุทธิคุณ

 

ศีล ๕ จึงเป็นพื้นฐานของทุกศาสนา ศาสนาใดไม่มีศีล ๕ ศาสนานั้นก็ไม่ใช่ศาสนา ผู้มีปัญญามากก็ต้องสงบมาก ผู้สงบมากก็ต้องมีปัญญามาก พระศาสนาถึงเป็นการยกเลิกอัตตาตัวตน

 

การดำเนินชีวิตของเราเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นเอไอ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานพร้อมปฏิบัติธรรมพร้อมกัน ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เน้นจากใจบริสุทธิคุณ

 

ระบบความคิด คำพูด การกระทำ กิริยามารยาทอาชีพต้องอาศัยเหตุอาศัยปัจจัยเพื่อเอาธรรมวินัยทำหน้าที่

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ถึงเป็นวันหยุดงานเพื่อพัฒนาจิตใจ ไปให้ทานรักษาศีลถือเนกขัมมะภาวนา เราไม่เข้าใจส่วนใหญ่พากันคิดว่านี้มันลิดรอนสิทธิเสรีภาพของเรา เราไม่ได้ทำอะไรตามใจตามความรู้สึก จริงอยู่ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ...

 

เราต้องเอาพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่เพื่อลิดรอนสัญชาตญาณที่เป็นตัวตน เพราะว่าเราเอาความสุขจากความหลง จากการเบียดเบียนจากการโกหกหลอกลวงกับการเสพของมึนเมา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด เล่นการพนัน สิ่งเหล่านี้เป็นอบายมุข เป็นอบายภูมิ เป็นทางแห่งความเสื่อม

 

ด้วยเหตุผลนี้ถึงต้องอาศัยธรรมวินัยเพื่อลิดรอนนิติบุคคลตัวตน จึงอาศํยการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ก็ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง วันเสาร์วันอาทิตย์ก็ยิ่งเข้มข้น เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นการชิงแชมป์ระหว่างความรู้สึกกับธรรมวินัย เป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว มีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์ก็ไม่มีอยู่แล้ว

 

เราปฏิบัติทุกอย่าง กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เมื่อยกเลิกตัว มีปิติสุขในการยกเลิกตัวตนความทุกข์ย่อมไม่มี ตัวตนเป็นโลกส่วนตัว เราทุกคนนับถือตัวเองได้อย่างไรถ้ายังมีตัวมีตน เพราะตัวตนคือโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง

 

เรามีตัวมีตนคือเปรต เปรตที่คอยรับส่วนบุญกุศลจากตัวตน

 

ทุกคนต้องเคารพพระพุทธเจ้าไม่ใช่เคารพเปรต ตัวตนเป็นเปรต ถ้าเป็นเปรตจะเคารพตัวเองได้อย่างไร มีใครบ้างโง่เคารพเปรต ถ้าเราเคารพเปรตเราจะเคารพตัวเองได้อย่างไร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้ยกเลิกตัวตน ยกเลิกเปรต เพราะเปรตมันไม่อิ่มไม่พอ มันพร่องอยู่เป็นนิจ

 

พระธรรมพระวินัยจึงยกเลิกเปรต

 

ให้ทุกคนรู้เข้าใจ ถ้าเรามีตัวมีตนนั่นแหละเป็นเปรต เปรตจะเอาแต่ความรู้สึก

 

ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในก็จะเป็นนิวรณ์ ๕ ครอบงำจิตใจ เปรตจะครอบงำสติปัญญาของเราทุกคนนะ

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 126,778