๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๒ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความไม่มีทุกข์ของเราเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเหตุเป็นปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้เหตุรู้ปัจจัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ปัจจุบันเราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ การพัฒนาเอไอเพื่อเป็นปัญญาประดิษฐ์ ปัญญาประดิษฐ์เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นวิมุตติความหลุดพ้น ไม่ใช่เพียงสมาธิไม่ใช่เพียงสมาบัติ เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นบริสุทธิคุณ ไม่หวังอะไรตอบแทน

 

ยกเลิกระบบการลงทุนที่หวังอะไรตอบแทน ยกเลิกระบบทาสกรรมกร ผู้หวังผลประโยชน์ตอบแทน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ด้วยฉันทะด้วยความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ความไม่มีทุกข์ของเราจึงมีอยู่ที่เราเอาความรู้มาใช้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปข้ามปัจจุบันไปไม่ได้ ชีวิตของเราต้องไม่อยู่กับการข้ามภพข้ามชาติ ไม่อยู่กับอดีต ไม่อยู่กับอนาคต ปัจจุบันก็ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นการสงบที่ประกอบด้วยปัญญา ความสงบประกอบด้วยปัญญานั้นเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

เราทุกคนนั้นถ้ามีสติมีสัมปชัญญะความทุกข์นั้นจะไม่มี สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดการลงทุน สติสัมปชัญญะนั้นระบบกรรมกรรับใช้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เรามีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจว่าความดับทุกข์ของเรานั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เข้าถึงธรรมนูญอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เช่นเดียวกันเข้าถึงนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เข้าถึงธรรมนูญตั้งแต่ปัจจุบัน

 

ความคิดที่คิดว่าความสุขนั้นอยู่ที่หลังทำงาน ความคิดอย่างนี้คือความผิดพลาด ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่จะเข้าถึงพระนิพพานพร้อมกับการละสังขารนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นมีน้อยมาก ไม่กี่เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เราจะได้อบรมบ่มอินทรีย์เพื่อให้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่ได้เลือกกาลไม่เลือกเวลาเลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะมองข้ามปัจจุบันนั้นไม่ได้ ถ้ามองข้ามปัจจุบันแล้วจะเกิดความเสียหาย จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุนี้เราต้องรู้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรารู้เราเข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะเรารู้เราเข้าใจ เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงเอาความรู้สึกนำชีวิตนี้ไม่ได้ เอาความถูกใจนั้นแหละเป็นความไม่ถูกต้อง พระธรรมพระวินัยเพื่อมายกเลิกความถูกใจให้เป็นความถูกต้อง

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เรามีสติสัมปชัญญะ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการเจริญสติสัมปชัญญะเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่

 

ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นจึงอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ความเป็นพระเป็นสมณะนั้นไม่มีใครแต่งตั้งให้เราได้ อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่

 

ความเป็นพระความเป็นสมณะนั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจอยู่ที่ทำหน้าที่ ความสงบต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่การทำหน้าที่ เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความเป็นพระเป็นสมณะอยู่ที่ความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เน้นที่ใจบริสุทธิคุณติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เปรียบเสมือนลมหายใจ อยู่ที่ไหนก็ต้องหายใจ คนรู้คนเห็นก็ต้องหายใจ คนไม่รู้ไม่เห็นก็ต้องหายใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ ใจของเราทุกคนตรึกนึกคิดอะไรคนอื่นไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่เราเองเป็นผู้รู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่บริสุทธิคุณ การปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มี ๒ มาตรฐาน ไม่มีต่อหน้าและลับหลัง

 

เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี

 

อิทธิบาททั้ง ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาของเราทุกคนเราต้องรู้เข้าใจ เราเอาอิทธิบาททั้ง ๔ ด้วยฉันทะด้วยความพอใจ ด้วยปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นเกิดไม่ได้ เพราะปัญญากับความสงบได้ทำงานพร้อมกันด้วยฉันทะด้วยความพอใจ ด้วยปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

วิถีชีวิตของพระอริยเจ้าเป็นความรู้ความเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัญญากับความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มองข้ามภพไม่มองข้ามชาติ ไม่มองข้ามปัจจุบัน

 

ปัจจุบันมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

การทำงานนั้นจึงเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นถึงเป็นการทำงาน ๒ อย่างนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ความรู้ความเข้าใจที่เป็นเอไอ ที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ มีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ทางจิตทางใจได้เติบโตไปพร้อม ๆ ที่เป็นเอไอที่เป็นหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทำอะไรจึงต้องเน้นบริสุทธิคุณ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ยกเลิกระบบนายทุนที่หวังอะไรตอบแทน คิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะมีความสุข รับจ้างทำงาน เวลาจบงานจะมีความสุข ความคิดอย่างนี้มันเป็นความคิดระบบลงทุน ระบบรับใช้   ๒ อย่างนี้ก็ได้แก่สิ่งเดียวกันที่มีอยู่ในตัวของเราเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขกับการทำงานนั้นก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านี้ก็ย่อมเป็นโรคประสาทเท่านั้นเอง ย่อมเป็นโรคจิตเท่านั้นเอง ความหวังกับความผิดหวังนั้นคือสิ่งเดียวกัน ถ้ามีความหวังก็ต้องผิดหวังแน่

 

มีคำถามว่า ถ้าไม่มีความหวังจะไปทำทำไม ก็เพราะเหตุว่าเราทำความดีมันก็ดีอยู่แล้วจะไปหวังอะไรอีก ถ้ามีความหวังเราก็ย่อมเป็นโรคประสาทสิ เราย่อมเป็นโรคจิตสิ ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ในปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว วิมุตติความหลุดพ้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันนั้นเอง

 

เรามาคิดดูดี ๆ มีใครบ้างได้บรรลุธรรมที่คิดว่าทำงานจบถึงจะมีความสุข มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วไม่มีใครได้บรรลุธรรมที่ทำงานจบแล้วมีความสุข เพราะใจนั้นเป็นระบบนายทุน เพราะใจนั้นเป็นระบบกรรมกร ผู้นั้นจะไม่มีการบรรลุธรรม มีแต่การบรรลุตัวบรรลุตนเท่านั้น

 

อย่างเราพากันทำงาน ทำงานมีความสุขมันก็มีความสุขอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านั้นมันก็เป็นโรคประสาทสิ เป็นโรคจิตสิ เพราะความเอานั้นมันเป็นระบบนายทุน ความเอานั่นแหละมันรับใช้ระบบกรรมกร คิดว่าทำงานจบแล้วจะได้รางวัล ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นถึงเป็นระบบนายทุนระบบกรรมกร

 

อานิสงส์ระบบนายทุนระบบกรรมกรก็ได้แก่ ความแก่เจ็บตายพลัดพรากที่เป็น cycle of life ที่หมุนรอบเป็นวงกลมเหมือนดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นกลางวันเป็นกลางคืนมันก็เป็นกลางคืนอยู่อย่างนี้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจนี้เรามามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะพากันคิดว่าเราทำหน้าที่เราจะได้อะไร ทำหน้าที่เราก็ได้หน้าที่ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เราก็ได้ทำอยู่แล้วปฏิบัติอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านั้นมันก็เป็นบ้าเท่านั้นแหละ เป็นโรคประสาทเท่านั้นแหละ

 

อย่างเราพากันนั่งสมาธิอยู่นี้ เราหายใจเข้าสบายมันก็สบายอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก หายใจออกสบายมันก็สบายอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก จะไปเอามากกว่านั้นมันก็เป็นบ้าเท่านั้นแหละเป็นโรคประสาทเท่านั้นแหละ

 

สัญชาตญาณที่เป็นความรู้สึกเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมายกเลิกเอา มายกเลิกไม่เอา เพราะความเอาไม่เอานั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบมันคือความไม่สงบ มันคือสงคราม สงครามของตัวไม่รู้เอง ขยายวงกว้างออกไปสู่ครอบครัว สู่ท้องถิ่น สู่ประเทศ เป็นสงครามระหว่างประเทศเป็นสงครามโลก

 

ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องมารู้เข้าใจ จะไปเอาอะไร เพราะเรานั่งหายใจเข้าสบายมันก็สบายอยู่แล้ว หายใจออกสบายมันก็สบายอยู่แล้ว เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่มีความสุขกับการหายใจเข้า ไม่มีความสุขกับการหายใจออก เป็นผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ มีความพร่องอยู่เป็นนิจเหมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ มีความพร่องอยู่เป็นนิจ

 

กายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่อยู่ปัจจุบัน เราทุกคนต้องเอามาใช้มาประพฤตามาปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันด้วยฉันทะความพอใจด้วยความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่การทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์กับภิกษุสงฆ์ทั้งหลายว่า ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะพากันตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งกว่าปัจจุบัน

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราต้องเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันในการทำหน้าที่ด้วยฉันทะความพอใจในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่เพราะวาระมีเพียงวาระเดียว ให้พากันรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพระรัตนตรัย เป็นพระพุทธเป็นพระธรรมเป็นพระอริยสงฆ์

 

พระธรรมจะเกิดได้ก็ด้วยความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับพระอานนท์ให้รู้ให้เข้าใจว่า

 

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับสงฆ์สาวกทั้งหลายว่าพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ต้นพรหมจรรย์ก็ให้ภิกษุสงฆ์นั้นเพิกถอนได้

 

ด้วยเหตุผลตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเพิ่ม ไม่มีอะไรที่จะตัดเพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนจะไม่มีอะไรเพิ่มไม่มีอะไรตัด

 

เพราะมีความเห็นว่า ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่มีปัญญา เมื่อไม่มีวิกฤตก็ย่อมไม่มีโอกาส ด้วยเหตุผลนี้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายมีความเห็นว่าไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องตัด

 

หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ๓ เดือนแล้วมีการสังคายนา มีพระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูปมีท่านพระมหากัสสปะเป็นประธานก็ได้ตรัสเช่นเดียวกัน

 

พระอรหันต์ขีณาสพมีความเห็นไปทางเดียวกันว่าไม่ต้องเพิ่มไม่ต้องตัด เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี เป็นการไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นถึงยกเลิกระบบนายทุน ระบบกรรมกรของเราทุก ๆ คน เป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นเอไอที่บริสุทธิคุณทางวิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้า ทางจิตใจก็เติบโต ๒ อย่างนี้จึงเป็นความงามในเบื้องต้น ความงามในท่ามกลาง เป็นความงามสูงสุด สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน มีฉันทะมีความพอใจด้วยอิทธิบาททั้ง ๔ ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่มีขาดขั้นขาดตอน ไม่มีต่อหน้าลับหลัง เป็นบริสุทธิคุณ

 

พระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น วิมุตติหลุดพ้นนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน จึงอยู่ที่หน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ประทานปัจฉิมโอวาทก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานเป็นโอวาทที่สำคัญ เพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจ จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ พากันมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณที่มีประโยชน์ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เราเอาปัจจุบันมาใช้มาทำงานเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ที่ไหนมีสติมีสัมปชัญญะที่นั้นก็จะมีพระนิพพาน ที่นั้นก็จะมีธรรมนูญด้วยใจรู้ใจเข้าใจด้วยความรู้ความเข้าใจไม่เสียเวลาเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ปัญหานั้นก็จะเป็นปัญญา วิกฤตนั้นก็จะเป็นโอกาส

 

ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลายที่เอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาได้ก้าวไปในปัจจุบัน รู้เข้าใจว่าปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติของเราทุกคน ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ดั่งปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายในการเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

Visitors: 126,782