๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๓ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เรามีเครื่องอยู่ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ชีวิตของเราอยู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่ข้ามภพข้ามชาติ อยู่กับอดีต อยู่กับอนาคต เราทุกคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เราพากันมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมเป็นเครื่องอยู่ ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเราก็จะหยุดเรื่องอดีต หยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็เป็นการหยุดตัวหยุดตนไปในตัว เพราะเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม อย่างเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม
เวลาเรานั่งนั่งให้ตัวตรง ๆ ไม่ให้ตัวโค้งตัวงอ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมนั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าให้ตัวโค้งตัวงอ ใจของเราทุกคนจะค่อย ๆ สงบ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในกาย ใจของเราก็จะสงบเอง ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในเวทนา ใจของเราก็จะสงบเอง ถ้าใจของเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในจิต ใจของเราก็จะสงบเอง ถ้าใจของเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในธรรม ใจของเราก็จะสงบเอง
สติสัมปชัญญะนี้จะหยุดเรื่องอดีต จะหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันนั้นก็จะไม่มีตัวไม่มีตน ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในกาย เวทนา จิต ธรรม อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าเราต้องอาศัยสติเป็นพื้นฐาน ปัญญาเป็นพื้นฐาน สติปัฏฐานนั้นจึงได้แก่สติและสัมปชัญญะ ได้แก่ความสงบและปัญญาที่จะต้องเป็นปฏิปทาให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เรามีฉันทะมีความพอใจในพระธรรมในพระวินัย พระธรรมพระวินัยจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เราต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะไปเอาความอยากความต้องการนำชีวิตนั้นไม่ได้ เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเพื่อมาหยุดความอยากความต้องการ
ให้ทุกท่านทุกคนเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ สติสัมปชัญญะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยนั้นจะหยุดไม่ให้เราทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เมื่อเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดความอยากความต้องการ จะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกขั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้วเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีพระธรรมมีพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ เพื่อหยุดความอยากความต้องการ ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ไม่ให้ธาตุไม่ให้ขันธ์ไม่ให้อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ความรู้ความเข้าใจ เรามาใช้ประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม อดีตเราก็ต้องยกเลิก อนาคตเราก็ต้องเข้าใจ ปัจจุบันเรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ
การประพฤติการปฏิบัตินั้น เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจในพระธรรมในพระวินัย ในการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์นั้นก็ย่อมมีไม่ได้ เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ
เรายกเลิกอดีต เรารู้อนาคต ปัจจุบันเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาความทุกข์นั้นมันจะมาจากที่ไหน เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่จะให้เรามีความทุกข์ เพราะใจของเรารู้ ใจของเราเข้าใจ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้เราถึงประมาทไม่ได้ เมื่อเราประมาทก็จะเกิดความเสียหายก็จะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
สมมติสัจจะทั้งหลายเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติตามสมมติสัจจะ เพราะวาระนั้นไม่มีหลายวาระ มีเพียงวาระเดียว เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติกับสมมตินั้น ๆ เราทุกคนต้องเห็นความสำคัญของสมมติ สมมติสัจจะนั้นเน้นไปยังจิตใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ เพราะสมมติสัจจะนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ไม่ให้เราทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
สมมติสัจจะนั้นจึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มีความสุขกับการทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นก็จะส่งเราเข้าถึงวิมุตติคือความหลุดพ้นด้วยสมมตินั้น ๆ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจว่าสมมตินี้เป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่ประเสริฐจริง ๆ เราต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้เพื่อเป็นยาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคลเป็นตัวเป็นตน
ด้วยเหตุผลนี้เราจึงไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติไม่ได้ ไม่มีความคิดว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นค่อยเป็นค่อยไป ความคิดอย่างนี้มีความผิดพลาดอยู่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไปลูบคลำไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ อย่าไปมีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ คิดว่าทำงานเสร็จแล้วเราต้องได้รับรางวัล พระพุทธเจ้าไม่ให้เราคิดอย่างนั้น ปัจจุบันเราต้องมีความสุขเพื่อไม่ให้สมมติสัจจะนั้นขาดตกบกพร่อง ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นไฟต์แห่งการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพนั้นเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน มีน้อยมากไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานพร้อมกับลาละสังขาร
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ มาเอาสมมติสัจจะมาใช้เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ไปลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นไม่ได้
มีคำถามว่าถ้าเราประพฤติถ้าเราปฏิบัติอย่างนี้ความเครียดของเรามันจะไม่มีเหรอ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ถ้าเรามีความสุขรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์มันจะมาจากไหน ความเครียดมันจะมาจากไหน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความทุกข์นั้นมีไม่ได้ ความเครียดนั้นมีไม่ได้
เรามีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขรู้ตัวทั่วพร้อมความทุกข์นั้นย่อมไม่มี เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลา ๕ ปี ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเมื่อเรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความทุกข์นั้นย่อมไม่มีแน่นอน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ถ้าเรามีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน วาระที่เป็นความทุกข์ที่เป็นความเครียดนั้นก็ย่อมไม่มี
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันเราต้องเอาสมมติมาประพฤติมาปฏิบัติ อย่างเราคิดดีก็เป็นความดี ความชั่วนั้นย่อมไม่มี เพราะมีเพียงวาระเดียว เราพูดดีก็ย่อมเป็นความดี ความชั่วนั้นย่อมไม่มี เพราะมีเพียงวาระเดียว กิริยามารยาทเราดีก็เป็นความดีความชั่วนั้นย่อมไม่มี เราอาชีพดี ๆ เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิตยกเลิกตัวตน มีแต่ปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้พระธรรมพระวินัยได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะที่เป็นยานจะหยุดสัญชาตญาณ เราจะเดินทางก็ต้องอาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็อาศัยรถอย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดี เพราะทะเลมหาสมุทรนั้นมันกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางของเรานั้นถึงจะปลอดภัยสวัสดิภาพ ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมพระวินัยที่เรารู้ที่เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ
เรามารู้มาเข้าใจในเรื่องปัญหา ปัญหานั้นจะได้กลายเป็นปัญญา เรามารู้เรื่องวิกฤต วิกฤตนั้นจะเป็นโอกาส ใจของเราทุกคนนั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ใครไม่รู้ไม่เข้าใจก็จริงแต่ตัวของเราเป็นผู้รู้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะเอารู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณเป็นตัวเป็นตนมานำชีวิตไม่ได้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ หิริโอตตัปปะเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเอาหิริโอตตัปปะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ใครไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ แต่ตัวของเรารู้เข้าใจเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นมายังบริสุทธิคุณ เอาหิริเอาโอตตัปปะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เราต้องเอาสติเอาสัมปชัญญะมาใช้มาปฏิบัติให้รู้ตัวทั่วพร้อม รู้กายในกายให้ชัดเจน รู้เวทนาในเวทนาให้ชัดเจน รู้จิตในจิตให้ชัดเจน รู้ธรรมในธรรมให้ชัดเจน เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เราจะปล่อยให้สัญชาตญาณนั้นทำงานไปไม่ได้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขกับการเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
วิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่สติปัฏฐาน ฐานของเราต้องเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะที่อาศัยพระวินัยที่ติดต่อต่อเนื่อง เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะติดต่อต่อเนื่องบริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตนที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำนั้นก็จะมีพลังเป็นสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ปัญญากับความสงบะได้ทำงานที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นวิมุตติหลุดพ้นด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนี้จะหยุดสัญชาตญาณของวัฏฏสงสารได้ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ หากเป็นวิมุตติความหลุดพ้นด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสวยวิมุตติจากการตรัสรู้นั้นอยู่เพียง ๗ สัปดาห์ ท่านจึงได้ออกเผยแผ่พระธรรมพระวินัย เพื่อให้มหาชนได้รู้ได้เข้าใจ ว่าเราเอาความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันเป็นวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้ธรรมวินัยนั้นจึงหยุดขั้วบวกขั้วลบ ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นพระธรรมพระวินัย ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ด้วยเหตุผลนี้เอไอทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นถึงยกเลิกคามเป็นนิติบุคคลตัวตน จึงยกเลิกสัญชาตญาณเป็นบริสุทธิคุณ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ปัญญาก็ว่องไว เอาปัญญามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นอริยมรรคที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย ไม่มีอะไรไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ เหตุปัจจัยนั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้วัตถุกับจิตใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันยิ่งหย่อนกว่ากันไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมครั้งแรก ท่านถึงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน จะยิ่งหย่อนกว่ากันไม่ได้
พระธรรมพระวินัยจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เป็นสมมติสัจจะ ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ยกเลิกตัวตน มีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ต่อสมมติสัจจะนั้น ๆ
สมมติสัจจะนั้นถึงเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้
สมมติสัจจะนั้นเป็นกฎหมายเป็นธรรมนูญ เป็นสมมติสัจจะที่เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อหยุดข้อแม้ เราทุกคนต้องไม่มีข้อแม้ไม่มีการย้อนศร กฎหมายนั้นย่อมไม่มีข้อแม้ ไม่มีการย้อนศร กฎหมายนั้นจะยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราจะมีธรรมนูญได้อย่างไร
พระธรรมพระวินัยก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีข้อแม้ในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่พระธรรมนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีฉันทะมีความพอใจ เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เพราะปกติแล้วสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันจะมีความบกพร่อง มันจะไม่อิ่มไม่พอไม่เต็ม เหมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ จะมีความพร่องอยู่เป็นนิจ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขในการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเราทุกคนจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นทำไมท่านไม่มีความทุกข์ทางใจ ทำไมพระอรหันต์ขีณาสพท่านไม่มีความทุกข์ทางใจ เพราะท่านรู้เข้าใจ ธรรมชาตินั้นเป็นบริสุทธิคุณอยู่แล้ว เราอยากจะให้ไปตามใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่ไปไม่ได้ น้ำมันไหลลงไปทางต่ำเราจะให้ไปทางสูงเราคิดดูดี ๆ เราเป็นคนบ้าหรือเป็นคนดี ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเค้าเป็นบริสุทธิคุณ เค้าทำหน้าที่ของเขาอย่างนั้น เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เราจะไม่ได้ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ต้องไปเพิ่มไม่ต้องไปตัด มีฉันทะมีความพอใจมีความสุขด้วยความรู้ความเข้าใจ
สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นสิ่งที่หยุดกระแสไม่ไปตามกระแสไม่ไปตามโซเชียล มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ปัญหานั้นจะได้กลายเป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นฉันทะเป็นความพอใจที่เป็นปิติเป็นความสุขเป็นเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ความไม่มีทุกข์ทางใจของพระพุทธเจ้า ความไม่มีทุกข์ทางใจของพระอรหันต์นั้นถึงไม่เลือกกาลเลือกเวลาไม่เลือกสถานที่เพราะปัญหานั้นได้กลายเป็นปัญญา วิกฤตนั้นได้เป็นโอกาส
ที่ประเทศพม่านั้นมีคำภาวนาว่าหายใจเข้ายุบ หายใจออกพอง ก็เพราะเหตุผลว่า ถ้าเรามีแต่พองอย่างเดียวมันก็ย่อมระเบิด ถ้ายุบอย่างเดียวไม่พองมันก็ตาย เพราะนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เราจะไม่ให้เราแก่เจ็บตายมันจะเป็นไปได้อย่างไร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา ให้เข้าใจว่าปัญหานั้นแหละคือปัญญา วิกฤตนั้นแหละคือโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัยเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ให้เราเข้าใจปัญหา ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา ให้เราเข้าใจวิกฤต วิกฤตนั้นจะเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการประพฤติในการปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เราจะไม่ได้ไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะนี้คือปัญหาจะให้เกิดปัญญา นี้คือวิกฤตที่เป็นโอกาสของเรา
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเพื่อให้เรารู้เข้าใจ เพราะว่าเราทุกคนนี้ประมาทไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้เราต้องหยุดวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยนั้นมาใช้มาปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราเอาตัวเอาตนนำชีวิตนิพพานก็ย่อมไม่มี ถ้าเราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติตัวตนนั้นก็ย่อมไม่มี
ด้วยเหตุนี้จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาท เพราะปัจฉิมโอวาทนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา