๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๔ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

สัมมาทิฏฐิความรู้ความเข้าใจเพื่อเป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ วาระของเหตุของปัจจัยนั้นมีเพียงวาระเดียว เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถือเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ ปัญญาสัมมาทิฏฐิกับความตั้งมั่นต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ จะได้ก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะหยุดลงได้ก็ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย อาศัยหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความเคารพเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ใจของเราทุก ๆ คนไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวของเราเองรู้เข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ปรุงแต่งอะไร ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีความเคารพ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเป็นรายรับรายจ่าย เป็นธนาคารแห่งชีวิต กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นจะเป็นรายรับรายจ่าย ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรับผิดชอบกับรายรับรายจ่ายที่เกิดจากกายวาจากิริยามารยาทอาชีพของเราทุก ๆ คน

 

สมมติสัจจะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อรายรับรายจ่ายของเรานั้นจะได้สมดุล สัจธรรมคือความจริงไม่เป็นอย่างอื่น เราคิดอย่างไรรายรับรายจ่ายก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เราพูดอย่างไรรายรับรายจ่ายก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เรากิริยามารยาทอย่างไร รายรับรายจ่ายก็เป็นอย่างนั้น เราอาชีพอย่างไรรายรับรายจ่ายก็ต้องเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจึงต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง มีความตั้งมั่นชอบ เรื่องรายรับรายจ่ายในปัจจุบัน ในชีวิตประจำวันของตัวเราเอง การปล่อยวางนั้นได้แก่การยกเลิกตัวยกเลิกตน หยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นเรียกว่าปล่อยวาง การปล่อยวางนั้นอาศัยพระธรรมพระวินัย อาศัยเวลาของการประพฤติของการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นข้อวัตรเป็นกิจวัตร

 

วัดนั้นเราต้องรู้ต้องเข้าใจ วัดนั้นได้แก่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ วัดนั้นไม่ใช่กุฏิวิหารไม่ใช่อาราม วัดนั้นได้แก่เราเอาพระธรรมพระวินัย เอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเป็นข้อวัตร เค้าจะสร้างบ้านสร้างอาคารสร้างประเทศ เค้าต้องวัดระยะใกล้ระยะไกลระยะสูงระยะต่ำ วัดน้ำหนักความหนักความเบา

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรับผิดชอบในความคิด คำพูด การกระทำ กิริยามารยาท อาชีพ เพื่อเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติเป็นการทำหน้าที่ สติสัมปชัญญะได้แก่ความรู้ตัวทั่วพร้อม สติสัมปชัญญะเป็นความสงบและปัญญา สติสัมปชัญญะนั้นเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้พระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมะ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า เธอทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมะ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำนะ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันหลงลืม

 

การเรียนการศึกษานั้นจึงเป็นแสงสว่างทางปัญญา เพื่อให้เป็นความรู้ความเข้าใจ เมื่อเรารู้เข้าใจ เราไปอยู่ที่ไหนทำอะไรเราก็ประพฤติได้ปฏิบัติได้เพราะเรารู้เราเข้าใจ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วทุกคนนั้นก็ย่อมไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เรื่องวาระ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ อย่างเรารู้เราเข้าใจก็เป็นความรู้ความเข้าใจ เพราะนั้นมันมีวาระเดียว ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจวาระนั้นก็เป็นวาระของความไม่รู้ของความไม่เข้าใจ เพราะมันมีวาระเดียว

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ น้ำที่ไหลเป็นสายไม่ขาดขั้นขาดตอนไปสู่ทะเลไปสู่มหาสมุทรเป็นสายน้ำ น้ำหยดได้แก่น้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน อย่างนี้ไม่ใช่สายน้ำ ความรู้ความเข้าใจมีความละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ธรรมวินัยก็จะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเอาความรู้ความเข้าใจมามีฉันทะมีความพอใจในการประพฤติการปฏิบัติ ฉันทะความพอใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปิติเป็นสุขเป็นความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ฉันทะความพอใจอันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทุกคนได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมพระวินัย ด้วยหน้าที่ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินี้จึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน นี้เป็นบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

สมาธิสมาบัติเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ความรู้ความเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่นี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน นี้คือการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่

 

อดีตเราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปัจจุบันเราก็เอาพระธรรมพระวินัยมามีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เราก็จะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่

 

การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นความหลุดพ้นจากความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความดับไม่เหลือ เป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ที่หน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าวิมุตติความหลุดพ้นของเรานั้นต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรับผิดชอบในพระธรรมในพระวินัยจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงเป็นธนาคารแห่งชีวิต พระธรรมพระวินัยนี้จะผลิตมรรคผลผลิตพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่

 

อริยมรรคเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นวงจรของมรรคผลพระนิพพานเป็นธนาคารชีวิต เราทุกคนต้องพากันมารู้รายรับรายจ่าย เพื่อจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้เป็นรายรับรายจ่าย ความคิดนั้นคือรายรับรายจ่าย คำพูดนั้นคือรายรับรายจ่าย กิริยามารยาทนั้นคือรายรับรายจ่าย อาชีพนั้นคือรายรับรายจ่าย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไม่ได้มองข้ามรายรับรายจ่ายทั้งความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ เพราะปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ ไม่มีอะไรที่จะสำคัญเท่ากับปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันถึงเป็นไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติของการทำหน้าที่

 

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ เมื่อเราติดกระดุมลูกแรกผิด ลูกกระดุมลูกถัดไปก็ย่อมผิด

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อเราจะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันในการทำหน้าที่เพราะนี้คือรายรับรายจ่าย เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องรับผิดชอบในเรื่องความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพ ต้องรู้เข้าใจในเรื่องรายรับรายจ่าย

 

เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ความรู้ความเข้าใจเราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่ อยู่ที่เรามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส

 

การประพฤติการปฏิบัติจึงมุ่งที่ความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจช่างหัวเผือกช่างหัวมัน เพราะเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงได้เน้นมายังบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นจะยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงอยู่ที่บริสุทธิคุณการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีต่อหน้าและลับหลัง ไม่มี ๒ มาตรฐาน เพราะเราต้องเน้นบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกโลกธรรม ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ เป็นบริสุทธิคุณ เป็นคุณเป็นประโยชน์

 

ที่มีศัพท์เรียกกันว่าคุณคนโน้นคนนี้ เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วคุณนั้นถึงจะเกิดได้ ถ้าเรามีตัวมีตนแล้วคุณนั้นจะเกิดไม่ได้เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนคำว่าท่านนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราเอาตัวเอาตนชีวิตเราก็หวั่นไหวไหวหวั่นมันก็เป็นท่านไม่ได้ เพราะอยู่กับโซเชียลอยู่กับความหวั่นไหวไหวหวั่น

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ คำว่าคุณคำว่าท่าน สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นคุณ จึงเป็นท่าน เป็นบริสุทธิคุณ เป็นสติสัมปชัญญะ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท รู้จักปัญหา รู้จักวัฏฏสงสาร มีความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท สัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดคุณ ให้เกิดท่าน ด้วยความไม่ประมาท

 

ฉันทะความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เพื่อความดีและปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เอาพระธรรมเอาพระวินัยที่เป็นเอไอทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะที่รู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้น เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นคุณ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นท่าน รู้เข้าใจไม่หวั่นไหวไหวหวั่นไปตามผัสสะไปตามสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเอาปัญหามาเป็นปัญญา ที่จะต้องเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส สมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติด้วยฉันทะด้วยปิติสุขเอกัคคตาในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้ที่พัฒนาใจก็เอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องก้าวหน้า ทางจิตใจก็ต้องว่องไวไปพร้อม ๆ กัน

 

มีคำถามว่าถ้าเราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ความทุกข์ของเราจะไม่มีเหรอ ความเครียดของเราจะไม่มีเหรอ มีคำตอบว่าความทุกข์ของเรานั้นจะไม่มี ความเครียดของเรานั้นจะไม่มี เพราะเรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ความทุกข์ทางจิตใจของเรานั้นจะมีได้อย่างไร เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มี ๒ วาระ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เข้าใจเรื่องของกายของวาจากิริยามารยาทอาชีพเพราะนี้เป็นรายรับรายรายจ่าย เป็นธนาคารแห่งชีวิต

 

เราต้องรู้เข้าใจ กายก็ต้องมีอาหาร คำพูดก็ต้องมีอาหาร กิริยามารยาทก็ต้องมีอาหาร อาชีพก็ต้องมีอาหาร อาหารใจก็ได้แก่ยกเลิกตัวตน ถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ไม่ได้อาหารทางจิตใจ อาหารวาจาเป็นอย่างไร อาหารวาจาเราพูดจาดี ๆ เสียงดังฟังชัด พูดดีพูดเพราะพูดสุภาพ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ นี้เป็นอาหารทางวาจา อาหารทางกิริยามารยาท กิริยามารยาทของเราต้องเป็นกิริยามารยาทบริสุทธิคุณ เพราะตัวตนนั้นแหละมันจะไม่สงบเรียบร้อย มันจะกิริยามารยาทไม่ดี เราต้องให้อาหารกิริยามารยาท ลงรายละเอียดกิริยามารยาทอย่ามักง่าย ต้องสุภาพเรียบร้อย ต้องมีสัมมาคารวะ รู้จักที่สูงที่ต่ำในการแต่งกายวาจากิริยามารยาท ไม่มองข้าม กิริยามารยาทเราต้องรู้เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องให้อาหารกิริยามารยาท ไม่ปล่อยกิริยามารยาทที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนอีโก้สูง สูงมาก อีโก้สูงจัด ต้องมีสัมมาคารวะ เราต้องฝึกกิริยามารยาท การเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อไม่ให้มองข้ามกิริยามารยาท เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ไม่มีอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้อาหารทางกิริยามารยาท ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขจากการพัฒนากิริยามารยาทเพื่อเราจะเอากิริยามารยาทมายกเลิกตัวตน กิริยามารยาทนี้ถึงเป็นอุปกรณ์ในการฝึกตัวฝึกตน ในการยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนี้ถึงตั้งอยู่ในความประมาทไม่ได้ อย่าไปมีทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนว่าผมนี้เป็นคนอย่างนี้ ฉันเป็นคนอย่างนี้ เป็นคนตรงไปตรงมา ตรงไปตรงมาอย่างนั้นมันเป็นอัตตาตัวตน มันไม่ใช่พระธรรมพระวินัย มันไม่ใช่กิริยามารยาทของคนดีของผู้ดี

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เน้นเอาใจใส่ในกิริยามารยาทเพื่อไม่มองข้ามหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขเอกัคคตาในการติดต่อต่อเนื่อง

 

ด้วยเหตุผลนี้ สมมติสัจจะนี้ถึงมีคุณมีประโยชน์ เพื่อไม่ให้เราทุกคนตามใจตามอัธยาศัย เพื่อให้เราทุกคนยกเลิกส่วนตัว ยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู ที่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า ตัวตนนี้แหละคือคนบ้าคือคนผีบ้านี้แหละมีเชื้อบ้า ตัวตนนี้มันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราทำตามใจตามอัธยาศัย ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ อย่าไปคิดว่าทำอะไรตามใจนั้นคือไทยแท้ ไทยแท้คิดอย่างนี้มันคิดตัวตนแท้ คือผู้ไม่ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป มองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สิ่งเล็ก ๆ มันก็เป็นปัจจุบัน สิ่งกลาง ๆ ก็เป็นปัจจุบัน สิ่งใหญ่ ๆ ก็เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราประมาท เอากิริยามารยาทมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติมาทำหน้าที่  เราพยายามมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ทำหน้าที่อย่างมีความสุข วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีความสุข ความทุกข์ก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว

 

สัญชาตญาณนั้นจะหยุดได้ก็ด้วยธรรมะด้วยพระวินัยด้วยการทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างมีความสุข

 

วิมุตติความหลุดพ้นนั้นเราต้องรู้เข้าใจ เรามีความประมาทมันก็คือความผิดพลาด มันก็คือความเสียหาย นั้นมันถึงเป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

คุณสมบัติของผู้ดีต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยพระธรรมพระวินัยเป็นสมมติสัจจะ มามีความสุขในการทำหน้าที่ นี้คือคุณสมบัติของผู้ดีของคนดี

 

เรามีตัวมีตนเราจะเป็นคนดีมีคุณสมบัติผู้ดีได้อย่างไร เพราะตัวตนนั้นมันคือคนชั่วเป็นสมบัติของคนชั่ว

 

ด้วยเหตุผลนี้เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเราได้ก้าวหน้าติดต่อต่อเนื่อง เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะไปตามใจของเราไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านถึงให้หลักการที่เป็นพระธรรมพระวินัยให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลาในการประพฤติการปฏิบัติเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราต้องหยุดสัญชาตญาณของเราด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการทำหน้าที่ ปัจจุบันนี้เป็นรายรับรายจ่าย เป็นธนาคารชีวิตของเราทุก ๆ คน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ทุกคนก็ต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ นี้คือกิจที่ควรทำ ๔ อย่าง นี้คืออกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ ๔ อย่าง

 

สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้คืออกรณียกิจ กิจที่ต้องยกเลิก กิจที่ไม่ควรทำ

 

กรณียกิจ กิจที่ควรทำ เน้นที่กิจที่ควรทำ พระธรรมพระวินัย ลงรายละเอียดกิริยามารยาท มีอาชีพด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อเอาบริสุทธิคุณมาทำงานทำหน้าที่ เป็นความดีเพื่อความดี

 

ยกเลิกตัวตน ตัวตนมันคือนายทุน เรียนหนังสือเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน ทำงานเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เป็นเกษตรกรพ่อค้าประชาชนเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนอย่างนี้เรียกว่านายทุน

 

ตัวตนนั้นแหละคือกรรมกร กรรมทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมันเป็นกรรม เป็นทาสรับใช้ความไม่รู้ไม่เข้าใจ อย่างนี้เรียกว่ากรรมกร ทาสรับใช้

 

ผลประโยชน์ตอบแทนจากนายทุนจากกรรมกร ทรัพยกรที่ได้รับนั้นก็ได้แก่ความแก่เจ็บตายพลัดพรากความยากจน นั้นเป็นอบายมุขเป็นอบายภูมิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้เอาความรู้ความเข้าใจเอามาใช้มาปฏิบัติเอามาทำงาน เพื่อวิมุตติความหลุดพ้นจากความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสโอวาทสำคัญว่าให้เราทุกคนรู้เข้าใจในเรื่องวัฏฏสงสาร ให้เอาปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทเป็นโอวาทสำคัญว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ให้ทุกคนมีความสงบและปัญญา มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ด้วยเอกัคคตาด้วยความเป็นหนึ่ง ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ดั่งปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

Visitors: 126,782