๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๖ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
วัฏฏสงสารในการเวียนว่ายตายเกิดเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราต้องเข้าใจปัญหา เอาปัญหานั้นให้เป็นปัญญา เอาวิกฤตให้มาเป็นโอกาส เราเอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
วาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ปัญญานั้นเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อจะหยุดวัฏฏสงสาร หยุดการเวียนว่ายตายเกิดของเราทุก ๆ คน เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามาใช้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณเพื่อหยุดสัญชาตญาณ หยุดเวียนว่ายตายเกิด ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อเราทุกคนจะได้ก้าวไปด้วยศีลสมาธิปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำงานในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ
การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นเน้นมายังบริสุทธิคุณ ใจของเราทุกคน เราทุกคนรู้ใจของเราดีว่าเราตรึกนึกคิดอะไร คนอื่นไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจแต่ตัวของเราเองรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่วสิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูก ทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาด คือความเสียหาย มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เรามาเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นเอไอประดิษฐ์ เป็นเอไอที่บริสุทธิคุณ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาบัติ หากเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ
ความรู้ความเข้าใจจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยเหมือนผู้ที่ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน เมื่อเรียนหนังสือเข้าใจ อ่านออกเขียนได้ก็เอาไปใช้ทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่
ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่ตั้งอยู่ในความหลงความเพลิดเพลินไม่ตั้งอยู่ในความประมาท มีความเข้าใจว่าปัญหานี้แหละเราต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติให้เกิดปัญญา วิกฤตที่มันเป็นโซเชียลเป็นกระแสนี้จะได้เป็นโอกาส
ความรู้ความเข้าใจต้องเอามาใช้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นถึงเป็นสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่นั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะที่รู้เรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องผิดเรื่องถูกที่เป็นปัญญา ปัญญาต้องเอาศีลเอาสมาธิมาใช้มาปฏิบัติ เพื่อให้ศีลสมาธิปัญญา๓ อย่างนี้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน
วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาที่ทำงานไปพร้อม ๆ กัน
เราทุกคนที่เกิดมาต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย ธรรมะจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องมาจากพระวินัย ธรรมนูญจะเกิดได้ก็มาจากกฎหมาย ปัญญานี้เอาไปใช้เป็นตัวเป็นตนก็ได้ เอาไปใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนก็ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อหยุดวัฏฏสงสาร ว่าเราจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เพราะความถูกใจนั้นมันไม่ใช่ความถูกต้อง พระวินัยยกเลิกความถูกใจแต่มันเป็นความถูกต้อง กฎหมายบ้านเมืองยกเลิกความถูกใจแต่มันเป็นความถูกต้อง
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระวินัยกฎหมายนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความเป็นมนุษย์นั้นก็ย่อมเกิดจากเหตุจากปัจจัย การเป็นเทวดานั้นก็ย่อมเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย การเป็นพระพรหมนั้นก็ย่อมเกิดจากเหตุจากปัจจัย การเป็นพระอริยเจ้านั้นก็ย่อมเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ไม่มีสิ่งไหนเลยไม่เกิดจากเหตุจากปัจจัย
ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย การเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็เกิดจากเหตุจากปัจจัย การเป็นพระอรหันต์นั้นก็เกิดจากเหตุจากปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าเราจะไปเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องเอากฎหมาย ธรรมจะเกิดได้ก็ต้องเอาพระวินัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการสร้างเหตุสร้างปัจจัย เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ
อย่างเช่น เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ทางจิตใจนั้นมันก็ไม่มี เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นเป็นสิ่งที่มี แต่ใจของเรามีปัญญา มีความรู้ความเข้าใจว่าความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากมันเป็นเรื่องของกายเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เหมือนน้ำไหลลงที่ต่ำ เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องของความแก่เจ็บตายพลัดพรากนั้นก็จะเป็นเพียงเรื่องของกาย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้เรื่องกายเวทนาจิตธรรม
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องมามีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้อง ไม่เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะภายนอกภายในมาเป็นปัญหา มาเอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะนั้นมาเป็นปัญญา
ด้วยเหตุผลนี้พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่เราหยุดโซเชียลหยุดกระแสที่เราไม่ไปตามโซเชียลไม่ไปตามกระแส ปัญหานั้นเลยกลายเป็นปัญญา วิกฤตนั้นเลยเป็นโอกาส
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะไม่ได้ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะภายนอกภายในครอบงำจิตใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา จะได้ยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ด้วยความรู้ความเข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เราทุกคนในโลกนี้ต้องทำหน้าที่ของตัวเรา เราต้องรู้ต้องเข้าใจพระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำพุทธกิจ พระอรหันต์ขีณาสพนั้นคือผู้ที่ทำศาสนกิจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าต้องทำธุรกิจ กิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ควรทำ
มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้ปฏิบัติเหมือนลมหายใจ ลมหายใจนี้เราต้องหายใจติดต่อต่อเนื่องถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน การปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่อง
อิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นหลักการประพฤติปฏิบัติที่จะต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ พละ ๕ เราต้องเอามาใช้เพื่อเป็นปฏิปทาให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อินทรีย์ ๖ เราต้องเอามาใช้ให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ โภชฌงค์ ๗ ที่เป็นองค์ธรรมตรัสรู้เราต้องเอามาใช้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ มรรคมีองค์ ๘ เราต้องเอามาใช้ให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติต้องมีการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ วิมุตติสุขความหลุดพ้นเกิดจากความรู้ความเข้าใจที่มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ศีลสมาธิปัญญาที่จะต้องเป็นปฏิปทาให้เราได้ประพฤติให้เราได้ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องยกเลิกความรู้สึก มาเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
มีคำถามว่าเราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความทุกข์เหรอ จะไม่มีความเครียดเหรอ ปฏิบัติอย่างนี้แหละถึงจะไม่มีความทุกข์ไม่มีความเครียด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ความเครียดมันจะมาจากไหนเพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยให้เรามีความทุกข์ให้เรามีความเครียด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนอันนั้นมันคือความเครียด เรายกเลิกตัวยกเลิกตนความเครียดมันจะมาจากไหน เพราะความเครียดความทุกข์นั้นมันมาจากตัวจากตน
อย่างเราทำอะไรที่มีความสุขความทุกข์ความเครียดมันจะมาจากไหน เพราะวาระนั้นมันมีเพียงวาระเดียว ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่จะให้เรามีความทุกข์มีความเครียด
อย่างเราทำงานที่มีความสุขอย่างนี้มันจะมีความทุกข์มาจากไหนมีความเครียดมาจากไหน ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนความทุกข์นั้นไม่มี เราคิดดูดี ๆ นะ พระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ไหนท่านไม่มีความทุกข์ ทำไมท่านไม่มีความทุกข์ก็เพราะว่าท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วความทุกข์มันจะมาจากไหน
พระพุทธเจ้าดำเนินไปที่ไหนอะไรความทุกข์นั้นไม่มีเลย เพราะท่านยกเลิกตัวยกเลิกตน ที่ไหนมีตัวมีตนที่นั้นถึงมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา
ด้วยเหตุผลนี้เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนศีลสมาธิปัญญานั้นถึงจะทำงาน
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะไปเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยกฎหมาย พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย พระธรรมพระวินัยนี้จึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์ ตัวตนนั้นมีแต่ความเครียด
มีใครบ้างอยู่ในโลกนี้ที่มีตัวมีตนแล้วไม่มีความทุกข์ เป็นคนรวยก็ต้องทุกข์เพราะมีตัวมีตน เป็นคนจนก็ต้องทุกข์เพราะมีตัวมีตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราทุกคนต้องมายกเลิกตัวยกเลิกตน มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในการยกเลิกตัวยกเลิกตน
ระบบนายทุนเป็นการลงทุนว่าเมื่อทำงานเสร็จแล้วจะมีความสุข กรรมกรลงทุนเข้าใจว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้รับรางวัล ความคิดอย่างนี้มันเป็นความคิดของระบบนายทุนเป็นความคิดของระบบกรรมกร ไม่มีปัญญาบริสุทธิคุณ นี้มันคือตัวคือตน เป็นคนรวยก็ทุกข์เพราะตัวตน เป็นคนจนก็ทุกข์เพราะตัวตน
เราต้องรู้เข้าใจ เรามีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นวิมุตติหลุดพ้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน อย่าไปคิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะมีความสุข อย่าไปคิดว่าทำงานเสร็จแล้วจะได้รับรางวัล
ความคิดอย่างนี้แหละเป็นความคิดที่ข้ามภพข้ามชาติ ใจอยู่กับอดีต ใจอยู่กับอนาคต ปัจจุบันนี้ก็มีแต่นิวรณ์ทั้ง ๕ มีแต่อคติทั้ง ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ยกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่แล้วจะไปเอาอะไรอีก ความอยากความต้องการทุกคนรู้มั๊ย ความอยากความต้องการคือคนบ้าคือคนผีบ้า ความไม่อยากไม่ต้องการทุคกนรู้มั๊ยมันคือคนบ้าคือคนผีบ้า จาง ๆ ลงหน่อยก็มีเชื้อบ้า
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะไปเพิ่มไม่ได้จะไปตัดออกไม่ได้ สติสัมปชัญญะเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินี้คือวิมุตติความหลุดพ้น เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าเราทำงานเมื่อไหร่จะได้หยุด เราจะไปหยุดมันทำไมเพราะเรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ถ้าหยุดมันก็เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติเท่านั้น ไม่ใช่วิมุตติความหลุดพ้น ไม่ใช่บริสุทธิคุณ
เราคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพ ๆ ยกเลิกตัวยกเลิกตนจึงเป็นความรู้ความเข้าใจ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าไปไม่ใช่ว่าหยุด มันเป็นหน้าที่ของหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ การพัฒนาวิทยาศาสตร์นั้นต้องก้าวไปพร้อมกับเรื่องจิตเรื่องใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันให้เป็นทางสายกลางด้วยฉันทะความพอใจ ปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความสงบและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านถึงตรัสโอวาทสำคัญว่าปัจจุบันนี้เราอย่าไปเอาความรู้สึกนำชีวิต ต้องรู้เข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท จึงได้ประทานปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา