๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๑ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
เราต้องเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ วาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ เรารู้เราเข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน เพราะวาระนั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เรามีสติมีสัมปชัญญะ อดีตนั้นก็ย่อมยกเลิกไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็ปรุงแต่งจิตใจของเราไม่ได้ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
ใจของเรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ปฏิปทานั้นก็ย่อมติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
วิมุตติความหลุดพ้นอยู่คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
วิมุตติความหลุดพ้นจะเป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องจากเหตุจากปัจจัย เกิดจากการทำหน้าที่ที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ศาสนกิจของพระอรหันต์นั้นถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นจะหยุดได้ก็เนื่องมาจากเหตุจากปัจจัยเนื่องจากหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละแล้วเราจะไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธเจ้านั้นจึงได้แก่ผู้ที่เสียสละ พระอรหันต์ขีณาสพนั้นได้แก่ผู้เสียสละ เราทุกคนต้องเสียสละ การไม่เสียสละนั้นแหละจะเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ วิมุตติสุขนั้นเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่การทำหน้าที่ เราจะหยุดโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง เราต้องทุกคนต้องพากันมาเสียสละ การเสียสละนั้นได้แก่การให้ทาน รักษาศีล มีความตั้งมั่นในพุทธกิจ มีความตั้งมั่นในหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาเอาธรรมนูญนำชีวิต ธรรมนูญนั้นเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ทางวิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้า ทางปัญญาบริสุทธิคุณก็เติบโต
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าไปเอาความถูกใจ ให้รู้ว่าความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง ให้พากันรู้เข้าใจว่าความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เราทุกคนต้องไม่เอาความถูกใจ เรารู้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์เรื่องเหตุเกิดทุกข์ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทุกคนจะเอาความถูกใจนั้นไม่ได้ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
ธรรมนูญเป็นสภาวธรรมอยู่นอกเหตุเหนือผลของเรา เราไม่เอาความชอบใจนำชีวิตนั้นถึงจะเป็นความถูกต้อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์นั้นก็ไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
การเวียนว่ายตายเกิดของเรามันมีได้เกิดได้เพราะมันมีเหตุมีปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ความแก่ความเจ็บความตายนั้นมันมาจากเหตุมาจากปัจจัย ปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เราจะเอาความถูกใจของเรานั้นไม่ได้ ความถูกใจนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ เป็นพุทธะผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส
เราทุกคนเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ เพราะความรู้สึกนั้นมันเป็นความถูกใจก็จริงแต่ไม่ใช่ความถูกต้อง
เราทุกคนที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชเกษตรกรเกษตรกรรมพ่อค้าประชาชน เอาความถูกใจมาทำหน้าที่มาประพฤติมาปฏิบัติ ความถูกใจนั้นจึงไม่ได้เป็นความถูกต้อง
การแก้ไขจึงเป็นการสร้างปัญหา ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะเอาความถูกใจนั้นไม่ได้ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
การบริหารประเทศไทยของเรานั้นยังเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง ความถูกใจนั้นถึงเป็นความไม่ถูกต้อง
การโกงกินคอร์รัปชั่นนั้นถึงเกิดขึ้นมีขึ้นไม่น้อยกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเพราะมันเป็นความถูกใจไม่ใช่ความถูกต้อง ความถูกใจนั้นมันคือโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง จึงไม่ใช่ความถูกต้อง แต่มันเป็นความถูกใจ
ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กัน เราต้องเสียสละเพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ให้ปัญญาได้เติบโต เราจะไปเอาความถูกใจนั้นไม่ได้ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
การบริหารกายวาจากิริยามารยาทอาชีพต้องไม่เอาความถูกใจ เพราะความถูกใจนั้นไม่ใช่ความถูกต้อง
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันเข้าใจเพราะนี้มันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ไม่เอาความถูกใจ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
ปัจจุบันนี้มีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง เพราะปัญหานั้นแหละคือปัญญา วิกฤตนั้นแหละคือโอกาส เราต้องพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้นั้นไม่มี ถ้าเรายกเลิกความถูกใจก็จะเป็นความถูกต้อง ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนถึงเป็นผู้ที่ทำได้ปฏิบัติไม่ได้ผู้ที่ปฏิบัติไม่ได้มีอยู่ ๒ คน คือคนที่ตายไปแล้วและคนที่เป็นคนบ้า
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจในปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของเราทุก ๆ คน ปัจจุบันนี้ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
เราทุกคนต้องพากันเข้าใจมั๊ย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจนะว่าปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
สมมติสัจจะที่เป็นความจริง ที่จะเป็นขบวนการเข้าสู่ความดับทุกข์นั้นมีหลายล้านสมมติ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ทุก ๆ คนรู้ทุก ๆ คนเข้าใจใจของตัวเราเอง เราตรึกนึกคิดอะไรเรารู้เราเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้เราไม่สามารถปกปิดตัวเองได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องหยุดความถูกใจ ต้องพากันมาเสียสละ เพื่อยกเลิกความถูกต้อง จะได้เข้าถึงความถูกต้อง
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพนั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เป็นความดับไม่เหลือที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เอาความถูกใจถึงจะเป็นความถูกต้อง
ธรรมนูญกับพระนิพพานนั้นคือสิ่งเดียวกันเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือซึ่งตัวซึ่งตน ไม่เอาความถูกใจ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง การพัฒนาวิทยาศาสตร์ถึงเป็นการพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน
ด้วยเหตุผลนี้ มรรคผลนิพพานนั้นจะเกิดได้มีได้ ธรรมนูญจะเกิดได้มีได้ พระนิพพานจะเกิดได้มีได้ต้องเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ทางวิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้าปัญญาก็ต้องเติบโตไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว
การพัฒนาวิทยาศาสตร์ การพัฒนาใจต้องไปพร้อม ๆ กัน มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน
มนุษย์ก็ต้องเอาธรรมนูญ เทวดาก็ต้องเอาธรรมนูญ พระพรหมก็ต้องเอาธรรมนูญ
ด้วยเหตุผลนี้ทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจก็ต้องไปพร้อม ๆ กัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตัวตนนั้นแหละมันคือนายทุน ตัวตนนั้นแหละมันเป็นกรรมกร การที่เราพากันคิดว่า เราลงทุนเมื่องานเสร็จแล้วเราจะได้รับผลประโยชน์ ความคิดความเข้าใจอย่างนี้เรียกว่านายทุน
การที่เราคิดว่าเราทุกคนต้องเสียสละต้องทำงาน เมื่อทำงานเสร็จแล้วเราจะได้รับผลประโยชน์ อย่างนี้เรียกว่ากรรมกร
ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ นี้เป็นความคิดว่าความดับทุกข์ฯนอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ยังไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความคิดระดับนายทุน ความคิดระดับกรรมกร ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่เราไม่มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน มันคิดอย่างนายทุน คิดอย่างกรรมกร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้ ท่านมายกเลิกระบบนายทุนระบบทาสกรรมกร เพราะความคิดอย่างนี้เข้าใจอย่างนี้มันแก้ปัญหาไม่ได้ เป็นคนรวยก็ไม่เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เป็นคนจนก็ยิ่งทุกข์ทั้งกายทั้งใจ เพราะไม่ได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพออยู่ที่ปัจจุบัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันมีวาระเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ ถ้าเรามีฉันทะมีความพอใจ มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความไม่มีทุกข์นั้นก็มีอยู่ที่ปัจจุบันอยู่แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ เราคิดดีมันก็ดีอยู่แล้วเราจะไปเอาอะไร ถ้าเราเอามากกว่านั้นมันก็คือคนบ้าเท่านั้นแหละ เพราะความคิดอย่างนั้นมันคือนายทุน ความคิดอย่างนั้นมันคือกรรมกร
การเวียนว่ายตายเกิดนั้นมันเกิดได้จากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ จะมีความพร่องทางจิตอยู่เป็นนิจ
เราต้องมารู้เรื่องการตาย การตายทางร่างกาย ถ้าผู้มีบุญมีวาสนาอายุขัยนั้นก็อยู่ได้เป็นร้อย ๆ ปีหรือร้อยกว่าปี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะร้อยปีหรือร้อยกว่าปีนั้นมันนานเกิน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาเรื่องตายเกิดทางจิตใจ ตายเกิดทางผัสสะ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส เพื่อเราจะได้รู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ว่าเราทุกคนต้องมาเอาการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ
เราทุกคนเน้นการประพฤติการปฏิบัติทางจิตทางใจ เน้นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตทางใจ เราไม่ต้องเอาการเวียนว่ายตายเกิดของกาย ถ้ามีบุญมีวาสนานั้นอยู่ได้ร่วมร้อยปีหรือร้อยกว่าปีอย่างนี้เป็นต้น
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเน้นในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของจิตของใจ ไม่ไปเอาการเวียนว่ายตายเกิดของสรีระร่างกาย เพราะว่ามันนานเกิน
เพราะเหตุผลว่า ปฏิปทาทางจิตใจของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะเรามาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เรามายกเลิกความถูกใจ เพราะความถูกใจนั้นมันคือความไม่ถูกต้อง เพราะความถูกใจนั้นมันเป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง
วิถีชีวิตการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องไม่ขาดสาย ยกเลิกความถูกใจ เพื่อให้เป็นความถูกต้อง การปฏิบัตินั้นถึงไม่เกี่ยวข้องกับใครจะรู้ใครจะเห็นใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เน้นที่ใจบริสุทธิคุณ ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำเหมือนลมหายใจเข้าออกของเราทุกคน เราอยู่ที่ไหนก็ต้องหายใจเข้าหายใจออก
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เรายกเลิกความถูกใจ เพราะความถูกใจมันคือความไม่ถูกต้อง
เพราะการทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้มันเป็นการยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ การปฏิบัตินั้นก็จะเป็นการพัฒนาระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง
เอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติให้มีความสุข ความสุขที่เราประพฤติปฏิบัติไม่เอาความถูกใจนั้นถึงจะเป็นความถูกต้อง เพื่อให้ปฏิปทานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้แหละถึงจะหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันก็เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำการประพฤติการปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน ปัญญากับความสงบจะเดินควบคู่กันไป สมาธิกับปัญญาจะเดินควบคู่กันไป ศรัทธากับปัญญานั้นก็จะเดินควบคู่กันไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ ให้มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
การพัฒนาวิทยาศาสตร์คือการยกเลิกระบบนายทุน ให้เข้าใจว่านายทุนนั้นคือตัวคือตน มันคือความถูกใจไม่ใช่ความถูกต้อง
การทำงานต้องรู้ต้องเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันก็เป็นตัวเป็นตน วิมุตติความหลุดพ้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเราเป็นนิติบุคคลตัวตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เรามายกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยการมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละนั่นแหละคือตัวตน ตัวตนนั้นจึงเป็นปัญหา ตัวตนนั้นไม่ใช่ปัญญา ตัวตนนั้นเป็นอัตตาเป็นตัวตน
การเสียสละนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่เอาความถูกใจ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นในการทำหน้าที่ ทำอย่างนี้เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไปเอาอะไรอีก ถ้าเอามากกว่านี้ก็เป็นคนบ้าเท่านั้นแหละ
การประพฤติการปฏิบัติ เรามาเอาเรื่องจิตเรื่องใจ ถ้าเราเอาเรื่องจิตเรื่องใจก็ได้เรายกเลิกความถูกใจถึงจะเป็นความถูกต้อง ถ้าเอาความถูกใจแล้วความถูกต้องนั้นย่อมไม่มี
เรามีความสุขในการทำหน้าที่สุขภาพกายเราก็ดี สุขภาพใจของเราก็ดี เพราะเรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในเรื่องจิตเรื่องใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ใช่เข้าถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระอรหันต์ขีณาสพท่านเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันไม่ใช่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ
เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเน้นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ
ด้วยเหตุผลนี้เราจะเอาความถูกใจนั้นไม่ได้ เพราะความถูกใจนั้นคือความไม่ถูกต้อง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนมีฉันทะมีความพอใจมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ การที่เราเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ทางจิตใจของเรานั้นจะไม่มีเลย ปัญหานั้นจะเป็นปัญญา ปัญญานั้นมามีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ วิกฤตนั้นย่อมเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราจะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้ให้มีความสุข ยกเลิกตัวตน สมมติสัจจะนั้นก็จะเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพส่งเราเข้าถึงวิมุตติความหลุดพ้น
ด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านให้เราเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เอาเรื่องตายแล้วเกิดทางจิตใจให้รู้ให้เข้าใจในหลักการคือพระนิพพาน เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท
จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่เป็นโอวาทสำคัญของความสำคัญในการที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา