๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เป็นวันทอดกฐินสามัคคีประจำปีของวัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมารามตั้งอยู่ในเขตปกครองของหมู่ที่ ๒๒ บ้านทรัพย์ทวีคูณ  ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

 

พุทธบริษัท ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรรี อุบาสก อุบาสิกา ข้าราชการนักการเมืองคหบดีพ่อค้าประชาชนทุก ๆ หมู่เหล่าได้มาร่วมรวมกัน

 

ฝ่ายบรรพชิต หลวงพ่อกัณหา สุขกาโมเป็นประธาน ฝ่ายคฤหัสถ์ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน

 

พระพุทธศาสนาเป็นชื่อชื่อหนึ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ โลกนี้มีชื่อของพระศาสนาอยู่หลายชื่อ โลกนี้หมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ เป็นกลางวัน ๑๒ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง มีประเทศน้อยใหญ่อยู่ ๑๙๕ ประเทศ มีประชากรของโลกอยู่แปดพันกว่าล้านคน

 

การดำเนินชีวิตอาศัยปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เอาธรรมนำชีวิตเพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจให้ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน  เป็นระบบชาติศาสน์กษัตริย์ทุก ๆ ประเทศ อาศัยหลักการอาศัยโครงสร้างเป็นทางสายกลางเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญเป็นการทำหน้าที่เพื่อความบริสุทธิคุณ

 

ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นถึงเป็นโครงสร้างที่บริสุทธิคุณ เป็นโครงสร้างเป็นระบบเป็นหลักการที่เอามาใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

เราทุกคนเกิดมาพากันรู้พากันเข้าใจ เบื้องต้นท่ามกลางสูงสุดนั้นคือความบริสุทธิคุณ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัตินั้นเป็นเพียงทางผ่าน เป้าหมายนั้นได้แก่ความดับไม่เหลือแห่งตัวตน เป้าหมายเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุดจึงเป็นความบริสุทธิคุณเป็นความดับไม่เหลือที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นต้องมีทั้งภายนอกต้องมีที่ตัวเรา ชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นความหมายนี้เราเอามาใช้เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เราทุกคนต้องมาเอาหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ มายกเลิกตัวยกเลิกตน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงได้เอาโครงสร้างทั้งกายวาจากิริยามารยาทเพื่อมาเป็นระบบยกเลิกตัวยกเลิกตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ วาระแห่งชาติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อเอาหน้าที่มาทำหน้าที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน การเวียนว่ายตายเกิดนั้น หลักการจึงต้องเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ จึงเป็นการเอาวินาทีต่อวินาทีเพื่อมายกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจนาทีต่อนาทีนั้นมันยังช้าเกิน ไม่สามารถหยุดวงจรในการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจได้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ โอวาทที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าการปฏิบัตินั้นต้องเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจด้วยปัจฉิมโอวาทที่พระบรมศาสดาท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นคือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาทีเพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำนั้นหมายถึงน้ำมันไหลเป็นสาย ไม่ขาดขั้นขาดตอน อย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยดนี้หมายถึงน้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาดตอน นี้ไม่ใช่สายน้ำเพราะมันเป็นน้ำหยด

 

หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ๒๐ พรรษาแรกในการเผยแผ่ ท่านให้เอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาที เพื่อให้ปฏิปทาของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ให้ปัญญากับความสงบได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ชาติศาสน์กษัตริย์เป็นหลักเป็นโครงสร้างเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เราทุกคนต้องเอามาใช้เพื่อเป็นหลักการ ยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

พระพุทธเจ้าคือผู้ที่ทำหน้าที่ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน พระอรหันต์คือผู้ที่ทำหน้าที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน พระเสขบุคลตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี คือผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้เข้าใจอาศัยหลักการ อาศัยโครงสร้างอาศัยระบบว่าทำหน้าที่ยกเลิกตัวตน เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ให้รู้หลักการให้รู้โครงสร้างให้รู้ระบบ

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องรู้เข้าใจว่าเราต้องเอาธรรมนำชีวิตเพื่อยกเลิกตัวตน เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน ความทุกข์ทางจิตใจนั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว

 

พุทธบริษัททั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของยาน ยานคือหลักการโครงสร้างระบบ ความยึดมั่นถือมั่นในการยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นที่เป็นทานศีลสมาธิปัญญานั้นไม่ใช่อัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความยึดมั่นถือมั่นในหลักการในโครงสร้างในระบบนี้จึงเป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราจะเดินทางก็อาศัยยานในการเดินทาง ทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างนี้ ทางอากาศก็อาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลมหาสมุทรที่มันกว้างใหญ่ไพศาลก็อาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่อย่างดีเพื่อเดินทางให้ปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ

 

การดำเนินชีวิตเราอาศัยความรู้ความเข้าใจ ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติเป็นผู้ปฏิบัติ ความตั้งใจตั้งเจตนาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติจึงเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจอาศัยหลักการ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ใจของเราทุกคนเราตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้ แต่เราไม่สามารถปกปิดตัวเองได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเน้นความบริสุทธิคุณที่ต้องหยุดวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้บำเพ็ญพุทธบารมีมาหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขย ได้เข้าถึงความรู้ความเข้าใจในเหตุในปัจจัยว่าเราทุกคนต้องเอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน

 

 นางสุชาดาอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา

นางสุชาดา สตรีผู้ถวายข้าวมธุปายาส อาหารมื้อแรกแด่พระพุทธเจ้า โดยที่นางเองก็ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้คือพระพุทธเจ้า นางเป็นอุบาสิกาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็นเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศในการเข้าถึงสรณะเป็นคนแรก(ที่พึ่ง) ก่อนอุบาสิกาคนอื่น

 

คำอธิษฐาน

นางสุชาดา ภรรยาของคฤหบดีในเมืองราชคฤห์ ปรารถนาอยากได้บุตรชาย เมื่อนางไปอาบน้ำในแม่น้ำเนรัญชราได้เดินผ่านต้นศรีมหาโพธิพฤกษ์ นางจึงเข้าไปกราบที่โคนต้นไม้ แล้วพูดว่า “ข้าแด่เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์มีมหิทธิฤทธิ์ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นี้ ดิฉันขอความกรุณาจากท่านช่วยดลบันดาลให้มีบุตรสักคนเถิด เพื่อจะให้เขาสืบสกุลต่อไป ข้าแต่เทวะหากท่านให้ดิฉันสมปรารถนาแล้ว ดิฉันจะนำเอาข้าวมธุปายาสมาแก้บนสังเวยท่านเป็นสัจกิริยา” เมื่อนางอธิษฐานเสร็จ กลับไปอยู่กับสามีไม่นานก็ตั้งครรภ์

 

พบกับพระพุทธเจ้า

ขณะนั้นพระพุทธเจ้ามีดำริว่าจะบำเพ็ญเพื่อการตรัสรู้ ณ ต้นโพธิพฤกษ์และประทับนั่งโคนต้นไม้หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก นางสุชาดามาถึงได้พบพระพุทธเจ้าครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นรุกขเทพเจ้าจำแลงเพศ เกิดความเลื่อมใสจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสเข้าไปถวายแก้สัจกิริยาท่านได้บนบานไว้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสขอบคุณต่อนาง และบอกแก่นางว่าพระองค์ท่านมิได้เป็นเทพยดา แต่เป็นมนุษย์เป็นกษัตริย์แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ออกผนวช เพื่อแสวงหาสัจธรรม

 

ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นไป

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำเอาข้าวจากถาดมาทรงทำเป็นก้อนๆ นับจำนวนได้ 49 ก้อน ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงวันที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยา เสวยข้าวมธุปายาส 49 ก้อนนั้นหมดแล้ว ทรงนำถาดไปทรงอธิฐานในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิฐานว่าถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

 

เมื่อพระองค์ทรงวางถาดลงในน้ำ ก็ปรากฏว่า ถาดทองลอยทวนน้ำขึ้นเหนือน้ำดังคำอธิฐาน ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าภัตตาหารมื้อนั้นได้มีส่วนทำให้พระองค์ตรัสรู้อริยสัจ 4 บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

 

เมื่อพระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ทรงเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ตลอด ๗ วัน  และทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยามแห่งราตรี

 

วิมุตติสุข : สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์; พระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ได้เสวยวิมุตติสุข 7 สัปดาห์ตามลำดับคือ

สัปดาห์ที่ 1 ประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท

สัปดาห์ที่ 2 เสด็จไปประทับยืนด้านอีสาน ทรงจ้องดูต้นมหาโพธิ์ไม่กระพริบพระเนตร ที่นั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์

สัปดาห์ที่ 3 ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นระหว่างกลางแห่งพระมหาโพธิ์และอนิมิสเจดีย์ เสด็จจงกรมตลอด 7 วัน ที่นั้นเรียก รัตนจงกรมเจดีย์

สัปดาห์ที่ 4 ประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วที่เทวดานิรมิตในทิศพายัพแห่งต้นมหาโพธิ์ ที่นั้นเรียก รัตนฆรเจดีย์

สัปดาห์ที่ 5 ประทับใต้ร่มไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ ทรงตอบปัญหาของพราหมณ์หุหุกชาติ แสดงสมณะและพราหมณ์ที่แท้ พร้อมทั้งธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่าธิดามาร 3 คนได้มาประโลมพระองค์ ณ ที่นี้

สัปดาห์ที่ 6 ประทับใต้ต้นไม้จิก ชื่อมุจจลินท์ มีฝนตก มุจจลินทนาคราชมาวงขนดแผ่พังพานปกป้องพระองค์ ทรงเปล่งอุทานแสดงความสุขที่แท้ อันเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน เป็นต้น

สัปดาห์ที่ 7 ประทับใต้ต้นไม้เกดชื่อ ราชายตนะ พาณิช 2 คน คือ ตปุสสะและภัลลิกะ เข้ามาถวายสัตตุผง สัตตุก้อน และได้แสดงตนเป็นปฐมอุบาสกถึง 2 สรณะ เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดที่นี้แล้ว เสด็จกลับไปประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาทและนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรม

 

มีพระปริวิตกแห่งจิตว่าธรรมที่ได้บรรลุแล้ว เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ทรงเห็นว่ายังไม่ควรจะประกาศธรรม พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม

 

ท้าวสหัมบดีพรหม ได้มาทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์  จึงทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยและมาก ทั้งที่มีอินทรีย์แก่กล้าและอ่อน ทั้งที่มีอาการดีและทราม ทั้งที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายและยาก ทั้งที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เปรียบเหมือนดอกบัว ที่เกิด เจริญ งอกงามแล้วในน้ำ บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานโอกาสเพื่อจะแสดงธรรม

 

แล้วทรงมีพุทธปริวิตกว่าควรจะแสดงธรรมแก่ใครเป็นคนแรก เมื่อทรงทราบว่า อาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสเสียชีวิตแล้ว

 

จึงระลึกถึงนักบวชกลุ่มปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันที่พำนักอาศัยของเหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงแสดงธรรมะเป็นครั้งแรกนับแต่วันที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เรียกว่า ปฐมเทศนา หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งแรกนี้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
๑) เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อตอบปัญหาความเข้าใจผิดของปัญจวัคคีย์ ภายหลังจากการบำเพ็ยทุกรกิริยาพระสิทธัตถะโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางแห่งความพ้นทุกข์จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วหันมาเสวยพระกระยาหาร ในมุมมองของปัญจวัคคีย์เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความเพียรพยายามเพื่อการตรัสรู้กาลายเป็นคน “เห็นแก่กิน” จึงพากันแยกทางหนีจากพระองค์ไป ดังนั้นเพื่อจะตอบปัญหาที่ค้างคาใจของปัญจวัคคีย์ และประสงค์ให้รู้ว่า “ทุกรกิริยามิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม แต่อริยมรรคมีองค์แปด (มัชฌิมาปฏิปทา)เท่านั้นที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์” พระองค์จึงทรงมุ่งหวังแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนใครอื่นเป็นประการสำคัญ
(๒) ทรงประสงค์ให้ปัญจวัคคีย์เป็นสักขีพยานการตรัสรู้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญจวัคคีย์คือคณะบุคคลกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นว่าพระองค์จะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงออกบวชตาม และรู้เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมเพื่อการตรัสรู้ของพระองค์เป็นอย่างดี ดังนั้นปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นสักขีพยาน การตรัสรู้ของพระองค์
๒) ใจความสำคัญของปฐมเทศนา แบ่งออกเป็น ๓ ตอนดังนี้
ใจความตอนแรก ทรงแสดงถึงทางสุดโต่งหรือสุดขั้ว ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอันเป็นทางหย่อนเกินไป และอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป้นการทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆ อันเป็นทางตึงเกินไป จึงทรงแนะนำทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรคมีองค์แปด หรือ ไตรสิกขา เพื่อเป็นทางเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องนำไปสู่ความสงบและการตรัสรู้
ใจความตอนกลาง ทรงแสดงถึง อริยสัจ คือ ความจริงที่ประเสริฐ ๔ ประการที่พระองค์ได้ตรัสรู้ได้แก่ ความจริงว่า ด้วยความทุกข์ (ทุกข์) ความจริงว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ความจริงว่าด้วยการดับทุกข์ (นิโรธ) และความจริงว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) อันเป็นวิธีการแก้ทุกข์หรือปัญหาที่ถูกต้อง โดยทรงอธิบายถึงกระบวนการตรัสรู้อริยสัจจว่าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ตามขั้นตอนอย่างไร
ใจความตอนสุดท้าย ทรงแสดงว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว โดยทรงรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจทั้ง ๔ เมื่อจบการแสดงปฐมเทศนา โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีการดับสลายไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชให้ด้วยการอุปสมบทที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสาวกและเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา

ภายหลังออกพรรษาที่ ๑ แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงรับสั่งกับภิกษุอรหันต์ ทั้ง ๖๐ รูป ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่ทวยเทพ และมนุษย์ทั้งหลาย พวกเธออย่าได้ ไปทางเดียวกันสองรูป จงไปคนเดียวหลาย ๆ ทาง แต่อย่าไปทางเดียวหลาย ๆ คน จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะให้ครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์สัตว์ทั้งหลายจําพวกที่มีธุลี คือ กิเลสในจักษุน้อยก็มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี"

 

หลังจาก ๒๐ พรรษาแห่งการตรัสรู้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงได้วางหลักพระธรรมพระวินัยเป็นอาหารสำเร็จรูปทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อเอามาเป็นหลักการเป็นโครงสร้าง เพื่อเป็นความบริสุทธิคุณ เพื่อเอามาใช้เป็นหลักการเป็นโครงสร้างเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน

พระศาสนาทุกพระศาสนาในโลกนี้ ประชากรของโลกต้องรู้เข้าใจว่าชาติศาสน์กษัตริย์นั้นเป็นหลักการที่เราเอามาใช้เพื่อยกเลิกตัวตน เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์นั้นเป็นบริสุทธิคุณ

 

หลักการในการถวายผ้ากฐินพร้อมทั้งบริวารนั้นจึงเป็นหลักการที่บริสุทธิคุณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านให้พุทธบริษัทมองเห็นการยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัญญาที่จะให้มองเห็นอย่างเช่นเรื่องแม่น้านางมหาปชาบดีโคตมี พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับผ้าใหม่ทั้งคู่หนึ่งที่นางได้กรอด้ายและทอเอง ๓ ครั้ง พระผู้มีพระภาคปฏิเสธทั้งสามครั้งและทรงบอกพระนางให้ถวายแก่สงฆ์ เพราะเมื่อพระนางถวายสงฆ์แล้ว พระนางจักได้บูชาทั้งพระผู้มีพระภาคและสงฆ์

 

พระอานนท์จึงได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระนางมหาปชาบดีเป็นผู้มีอุปการะแก่พระผู้มีพระภาคเพราะเป็นผู้ให้ดื่มน้ำนม ส่วนพระผู้มีพระภาคก็เป็นผู้มีอุปการะแก่พระนางเพราะได้ให้พระนางถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นผู้มีศีล และเป็นผู้หมดความสงสัยในอริยสัจ ๔

 

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จริงอยู่ การตอบแทนต่อบุคคลที่ทำให้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ทำให้เป็นผู้มีศีล และเป็นผู้หมดความสงสัยในอริยสัจ ๔ ด้วยการกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ไม่กล่าวว่าเป็นการตอบแทนด้วยดี แล้วทรงกล่าวต่อไปว่า
ปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง (ทานเจาะจงผู้รับ) คือ
ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ๑
ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธ ๒ 
ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ๓ 
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ๔
ให้ทานแก่พระอนาคามี ๔ 
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ๖
ให้ทานแก่พระสกทาคามี ๗
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ๘
ให้ทานในพระโสดาบัน ๙
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ๑๐
ให้ทานในบุคคลภายนอกพุทธศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ๑๑
ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล ๑๒
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล ๑๓
ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน ๑๔
 ใน ๑๔ ประการนั้น
บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน
พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีลพึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า
ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า ให้ทานในบุคคลภายนอกพุทธศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม   พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง   พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้จนประมาณไม่ได้

 

จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ในพระปัจเจกสัมพุทธ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ
ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง (สังฆทาน) คือ
ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๑
ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่ายในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ๒
ให้ทานในภิกษุสงฆ์ ๓
ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ ๔
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ๕
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ๖
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ๗
ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง คือ
ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) คือ ทายกมีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก
ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) คือ ทายกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม
ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) และฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) คือ ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก
ทักษิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก (ผู้ให้) และฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) คือ ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม
แล้วทรงตรัสคาถาประพันธ์ว่า
ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ๑
ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ๒

ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทานนั้นไม่มีผลไพบูลย์ ๓
ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทานนั้นมีผลไพบูลย์ ๔
ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ๕

 

วันนี้พุทธบริษัททั้งหลายได้มาร่วมรวมกันสมัครสมานสามัคคีทอดกฐินสามัคคีประจำปีนี้ถึงมีบุญใหญ่มีอานิสงส์มาก

 

เราได้เดินตามรอยพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาบริสุทธิคุณ พระกรุณาบริสุทธิคุณ พระเมตตาบริสุทธิคุณ

 

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 151,568