๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๙
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราพากันมารู้มาเข้าใจนะ ไม่มีใครอยู่เหนืออยู่เหนือกฎแห่งกรรมอยู่เหนือผลของกรรม ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นชาติศาสน์กษัตริย์นั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจอยู่ที่เราทำหน้าที่
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน พุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องหยุดสัญชาตญาณแห่งความเป็นนิติบุคคลตัวตนของเราด้วยความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนจะไปตามใจตามอารมณ์ตามความรู้สึกนั้นไม่ได้ เอาพระธรรมเอาพระวินัยที่เป็นอุปกรณ์ทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของเราให้ได้ เพื่อไม่สร้างปัญหา เอาปัญหาที่จะเกิดนั้นให้เป็นปัญญา เอาวิกฤตที่เป็นปัจจุบันนั้นเป็นโอกาส
เราไปอยู่แห่งหนตำบลใดที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นคือสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติของเรา การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนมีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ที่นั่นแหละคือสถานที่ประพฤติปฏิบัติที่เราต้องเอาธรรมนำชีวิตเพื่อให้ปฏิปทาของเราที่เอามายกเลิกตัวยกเลิกตนให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก อดีตนั้นทุกคนเอากลับคืนมาไม่ได้ อนาคตนั้นอยู่ที่ปัจจุบันนี้แหละ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี กายวาจากิริยามารยาทนั้นเป็นธรรมชาติที่สำเร็จรูปอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำงานในการทำหน้าที่ เอาอดีตที่มีความบกพร่องมาแก้ไข เอาปัจจุบันมาวางแผนอนาคต เราจะไปติดสนุกติดสุขติดสบายไม่ได้ เอาปัจจุบันมาวางแผนอนาคต เหนื่อยแล้วพักผ่อนหายเหนื่อยแล้วทำงาน
มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เป็นพระนิพพานชิมลองอยู่ในปัจจุบัน มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติเป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ดำเนินไปสู่มรรคผลพระนิพพาน
เรามีตัวมีตนทุกคนนั้นย่อมมีนิวรณ์ทั้ง ๕ มีอคติทั้ง ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจความคร้านนั้นไม่ใช่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเกียจคร้านเป็นตัวการใหญ่เป็นตัวการสำคัญ
เราต้องรู้จักปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา การปฏิบัติต้องเอาวินาทีต่อวินาทีถึงจะหยุดกระแสหยุดโซเชียลหยุดสัญชาตญาณหยุดความขี้เกียจขี้คร้านได้ ความเป็นตัวเป็นตนนั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความเป็นตัวเป็นตนนั้นได้เป็นขบวนการดินน้ำลมไฟ เป็นธาตุทั้ง ๔ เป็นขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอายตนะภายนอกภายใน เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความอดทนอดกลั้นเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ เมื่อมีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเป็นเบรกเป็นเซฟตี้ เรามีปัญญามาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้เข้าใจท่านถึงตรัสว่าสูทั้งหลายเธอจงมามองดูโลกนี้ที่สวยงามดุจราชรถ ชนทั้งหลายหมกมุ่นอยู่ แต่ท่านผู้รู้หาข้องอยู่ไม่
ผู้ปฏิบัติ การปฏิบัติจึงต้องเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาที เพื่อเป็นหลักการเป็นโครงสร้างเป็นระบบเพื่อไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความเสียหายเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราต้องพากันรู้เข้าใจ วิทยาศาสตร์นั้นต้องก้าวหน้า ปัญญาต้องก้าวไกล การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาที เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องหลายวันหลายสัปดาห์หลายปีเป็นสติปัฏฐาน เป็นฐานแห่งธรรมวินัย
การตรึกในกามเราจะได้ยกเลิกไป การตรึกในพยาบาทเราจะได้ยกเลิกไป ด้วยเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิด เอาวินาทีต่อวินาทีเป็นหลักการเป็นโครงสร้างของการประพฤติของการปฏิบัติ กุลบุตรลูกหลานสมัยครั้งพุทธกาลพากันรู้เข้าใจในวงจรในขบวนการในการเวียนว่ายตายเกิดจึงได้พากันออกบรรพชาอุปสมบทหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นหลายแสน
เพราะได้รู้ได้เข้าใจ ขบวนการของปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาท จึงแปลว่า อาศัยกันและกันเกิดขึ้นร่วมกัน หมายถึง ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นโดยปราศจากสิ่งอื่น ทุกสิ่งต่างอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นหรือปรากฎลักษณะขึ้น เช่น ฝน ย่อมเกิดขึ้นหรือแสดงลักษณะ จากเหตุปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งการระเหยของน้ำ การแปรสภาพเมฆ การกระทบความเย็น จนควบแน่นจนตกลงมาเป็นฝน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าฝนไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ, ปฏิจจสมุปบาทเป็นชื่อพระธรรมหัวข้อหนึ่งในศาสนาพุทธ เรียกอีกอย่างว่า อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย 12 เรื่องเกิดขึ้นสืบ ๆ เนื่องกันมาตามลำดับดังนี้ คือ
- เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี
- เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
- เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
- เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะ หรือ อายตนะ จึงมี
- เพราะสฬายตนะ หรือ อายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
- เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
- เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
- เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
- เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
- เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
- เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
- ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี
การเทศนาปฏิจจสมุปบาท ดังแสดงไปแล้วข้างต้น เรียกว่า อนุโลมเทศนา หรือเรียกว่าปฏิจสมุปบาทสายเกิด ซึ่งจะแสดงถึงกระบวนการเกิดทุกข์
หากแสดงย้อนกลับจากปลายมาหาต้น จากผลไปหาเหตุปัจจัย เช่น ชรามรณะเป็นต้น มีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ เรียกว่า ปฏิโลมเทศนา หรือเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสายดับ (นิโรธก็เรียก) ซึ่งจะแสดงถึงกระบวนการดับทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้พิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า อาศัยกันและกันเกิดขึ้นร่วมกัน หมายถึง ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นโดยปราศจากสิ่งอื่น ทุกสิ่งต่างอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นหรือปรากฎลักษณะขึ้น เช่น ฝน ย่อมเกิดขึ้นหรือแสดงลักษณะ จากเหตุปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งการระเหยของน้ำ การแปรสภาพเมฆ การกระทบความเย็น จนควบแน่นจนตกลงมาเป็นฝน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าฝนไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ ปฏิจจสมุปบาทเป็นชื่อพระธรรมหัวข้อหนึ่งในศาสนาพุทธ เรียกอีกอย่างว่า อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย ๑๒ เรื่องเกิดขึ้นสืบ ๆ เนื่องกันมาตามลำดับดังนี้ คือ
- เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี
- เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
- เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
- เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะ หรือ อายตนะ จึงมี
- เพราะสฬายตนะ หรือ อายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
- เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
- เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
- เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
- เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
- เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
- เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
- ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี
การบรรยายพระธรรมเทศนาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ดังแสดงไปแล้วข้างต้น เรียกว่า การบรรยายเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ให้มองเห็นกระบวนการของวัฏฏสงสารในการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายมีความจำเป็นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ มีความตั้งใจตั้งเจตนา เพราะเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติมันเรื่องธรรมเรื่องปัจจุบันธรรม
อนุโลมเทศนา ได้แก่เราพิจารณาให้รู้เข้าใจ เราจะได้เข้าสู่กระบวนการในการประพฤติการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จึงเป็นหลักเหตุหลักผล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราก้าวไปด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เราต้องรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท แสดงถึงเหตุแสดงถึงปัจจัยที่เป็นภาษาบาลีเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
ซึ่งจะแสดงถึงกระบวนการเกิดทุกข์ หากแสดงเริ่มมาจากยอดปลายมากิ่งสาขาลงมาหาต้นมาถึงรากถึงโคน เพื่อเราจะได้รู้เข้าใจในกระบวนการของเหตุของปัจจัยที่กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท อย่างเราจะละสักกายทิฏฐิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้หลักการเพื่อละสักกายทิฏฐิด้วยการรู้กระบวนการของปฏิจจุสมุปบาทเพื่อเอาธรรมนำชีวิต เป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เป็นคุณธรรมของผู้ดี ศีลสมาธิปัญญา กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้ที่เป็นทางสายกลาง เป็นความสงบและปัญญานี้ ที่เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เราทุกคนก็ต้องมีความสงบเป็นพื้นฐาน มีปัญญาเป็นพื้นฐาน เพราะความสงบมันจะมาลงที่ความพอเพียงเพียงพอ มันจะพอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป รู้เรื่องหลักการในกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท ปริยัติกับปฏิบัติถึงไปพร้อม ๆ กันให้เราทุกคนเข้าใจอย่างนี้นะ ถ้าเราไม่เข้าใจ เรามีปัญญาไม่มีการประพฤติการปฏิบัติมันดับทุกข์ไม่ได้นะ ความรู้กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นอนัตตาไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจในหลักการอุดมการณ์อุดมธรรมนะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราจะฟังพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เข้าใจ เหมือนเรามีภาชนะอยู่แล้ว เรามีภาชนะแล้วก็มีของเก่าเต็มอยู่แล้ว ไม่สามารถที่จะเอาของใหม่มาใส่ในภาชนะนั้นได้ การประพฤติการปฏิบัตินั้นปัจจุบัน วินาทีต่อวินาทีนี้เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงจะเข้าถึงบริสุทธิคุณ ถึงจะฟังพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้เข้าใจ
พุทธบริษัททั้งหลายต้องพากันยกเลิกตัวยกเลิกตน รู้เข้าใจแล้วเอาความรู้นั้นมายกเลิกตัวยกเลิกตน จึงจะรู้จักกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท
เรารู้เราเข้าใจเราจะไม่ได้ไปตามกระแสโซเชียลที่เกิดจากธาตุจากขันธ์จากอายตนะ เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส ปัจจุบันเราจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณด้วยความรู้ความเข้าใจในหน้าที่
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในถึงจะเป็นคุณเป็นอุปการคุณด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้เป็นหลักการของพุทธบริษัทต้องรู้ต้องเข้าใจเอาไปใช้ทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา