๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๙
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ธรรมวินัยที่เป็นทานศีลสมาธิปัญญาเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจปัจจุบันนั้นจะเป็นกฎแห่งกรรมที่เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทที่เป็นโอวาทสำคัญในการดำเนินชีวิต เพื่อผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะไม่ได้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความเคารพนั้นคือความสงบ ความเคารพนั้นคือความไม่ประมาท สติสัมปชัญญะเพื่อเอาปัญญามาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ปัจจุบันจึงไม่ได้มองข้ามกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความเคารพไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหาย มันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ ไม่มีใครอยู่เหนือกรรมอยู่เหนือกฎแห่งกรรมอยู่เหนือผลของกรรม เรามารู้มาเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เรามีหลักการมีโครงสร้างมีระบบมีการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราทุกคนทำหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อยกเลิกตัวตนอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้เข้าใจว่าไม่มีใครเอาอดีตกลับมาคืนมาได้ ปัจจุบันนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพปัจจุบันนั้นถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ปัจจุบันจึงเป็นสถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติของเรา ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นจึงเป็นสถานที่ประพฤติเป็นสถานที่ปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นแหละได้แก่สถานที่ประพฤติสถานที่ปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม เราอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมายกเลิกตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้เราจะเอาเหตุผลของเราไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย ยกเลิกความถูกใจและไม่ถูกใจ ธรรมวินัยนั้นจึงเป็นสภาวธรรมอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือตัวอยู่เหนือตน เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะไปมีตัวมีตนนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกให้รู้เข้าใจ ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
อดีตเราก็ต้องยกเลิก ปัจจุบันเราก็ต้องว่างจากตัวตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เอาปัญญาที่ประกอบด้วยความดี เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ธรรมวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นหลักการเป็นโครงสร้างเป็นระบบที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนให้สามัญชนนั้นเป็นอริยชนด้วยหลักการ ด้วยโครงสร้างด้วยระบบที่เป็นกรรมที่เป็นกฎแห่งกรรม
ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ มีอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้นหรือไม่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่าพระศาสนานั้นเป็นชื่อเท่านั้น ผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย อาศัยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ พระอริยเจ้านั้นก็ย่อมมีอยู่กับผู้รู้ผู้ปฏิบัติ
ผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาใช้ยกเลิกตัวตน มรรคผลพระนิพพานก็ย่อมมีอยู่กับทุกชาติทุกศาสนาด้วยความรู้ความเข้าใจ
ในโลกนี้ก็ย่อมใช้หลักการเดียวกันหมด เอาความรู้ความเข้าใจ เอาอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมายกเลิกตัวตนทั้งหมด ไม่มีใครยกเว้น จะยกเว้นอยู่ ๒ จำพวกได้แก่ จำพวกที่ตายไปแล้ว จำพวกที่เป็นคนบ้า เพราะสมองนั้นถูกทำลายเสียหายแล้ว
ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ทุกคนคิดดียกเลิกตัวตน ทุกคนพูดดียกเลิกตัวตน ทุกคนกิริยามารยาทดียกเลิกตัวตน ทุกคนอาชีพดียกเลิกตัวตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้เข้าใจ อาศัยปฏิปทาทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมายกเลิกตัวตน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาวินาทีต่อวินาทีในวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ ถ้าเอานาทีต่อนาทีนั้นถือว่านานเกิน ไม่สามารถที่จะหยุดขบวนการของการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจได้ ยิ่งไปเอาการเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายนั้นยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคนเรากว่าจะตายมันนานตั้งหลายสิบปี ผู้ที่อายุนานอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาปัจจุบันเอาวินาทีต่อวินาที ที่มีหลักการไม่ให้ทุกคนตั้งอยู่ในความประมาทเพื่อให้ปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องอาศัยธรรมวินัยเพื่อให้เกิดความวิเวกทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งใจเพื่อยกเลิกตัวตน พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเข้าสู่ความวิเวก วิเวกจากนิติบุคคลจากตัวจากตนด้วยพระธรรมพระวินัยด้วยการทำหน้าที่
ความวิเวกนั้นต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้ให้เกิดความวิเวก เอาวินาทีต่อวินาทีของการประพฤติของการปฏิบัติ เอาปัญหามาเป็นปัญญาในวินาทีต่อวินาที เอาวิกฤตมาเป็นโอกาสในวินาทีต่อวินาที
สติปัฏฐานทั้ง ๔ เป็นพื้นเป็นฐานเป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกวัฏฏสงสาร เอาวินาทีต่อวินาที การทำงานกับการปฏิบัติธรรมเอาวินาทีต่อวินาทีเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน
พระธรรมพระวินัยเอามาทำหน้าที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยการทำหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจ เอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาใช้ด้วยปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพื่อให้ธรรมวินัยที่เป็นโครงสร้างเป็นระบบได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ปัจจุบันเราถึงมีความเคารพในสังขารที่มีใจครอง สังขารที่มีใจครองได้แก่มนุษย์เทวดามารพรหม สังขารไม่มีใจครองได้แก่ต้นไม้ภูเขาเลากาวัตถุต่าง ๆ นี้เรียกว่าสังขารไม่มีใจครอง
ความเคารพจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะความเคารพความสงบกับความไม่ประมาทมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน
อย่างเราเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชเราก็ต้องเคารพในประชาชน ประชาชนก็เคารพในข้าราชการนักการเมืองในนักบวช เพราะความเคารพนั้นคือความสงบความไม่ประมาท ความเคารพนั้นคือความพอดีไม่มากไม่น้อยไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี
เมื่อเราไม่เคารพเราก็มีตัวมีตน ความรู้ความเข้าใจเอาความเคารพมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นความสำเร็จรูปอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ธรรมวินัยที่เป็นธรรมาธิปไตยนั้นจึงอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือตัวอยู่เหนือตน เป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
โครงสร้างหลักการที่เป็นธรรมาธิปไตยจึงได้อยู่นอกเหตุเหนือผลอยู่เหนือตัวเหนือตน ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์และสาวกให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหลักการเป็นโครงสร้างที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นตัวแทนพระองค์ แต่ทรงกำหนดให้ “พระธรรมวินัย”
พุทธพจน์สำคัญก่อนปรินิพพาน
- การแต่งตั้งบุคคล: พระองค์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งพระสาวกรูปใดรูปหนึ่ง (เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ หรือพระอานนท์) ให้ขึ้นมาปกครองคณะสงฆ์หรือเป็นศาสดาแทน
- พระธรรมวินัยเป็นศาสดา: ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์ว่า
"ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี ธรรมและวินัยนั้นแหละ จักเป็นศาสดา ของพวกเธอทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"
- การศึกษาและสืบทอด: คำสอนทั้งหมดถูกรวบรวมไว้เป็นพระไตรปิฎก ซึ่งพุทธศาสนิกชนใช้เป็นหลักในการศึกษา ปฏิบัติ และยึดเหนี่ยวจิตใจแทนพระองค์
พระพุทธศาสนามีพระธรรมพระวินัยเพื่อเอามาใช้เป็นโครงสร้างเป็นระบบเป็นหลักการทำหน้าที่ให้เป็นทางสายกลางทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อให้โครงสร้างเป็นทางสายกลาง ที่เป็นทางสายกลางที่เป็นบริสุทธิคุณ
ความรู้ความเข้าใจตั้งใจตั้งเจตนา สังวรในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ด้วยปาฏิมโมกข์สังวร อินทรีย์สังวร สังวรในตาหูจมูกลิ้นกายใจ อาชีวะปาริสุทธิสังวร สังวรสำรวมระวังในอาชีพ บริโภคสังวร พิจารณาก่อนบริโภค เอาวินาทีต่อวินาทีวงจรปาฏิโมกข์สังวร อินทรีย์สังวร เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนเพื่อให้ปฏิปทาของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้ถือเอาพระธรรมถือเอาพระวินัยเอามาใช้เพื่อให้เกิดความวิเวก ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้เกิดจิตวิเวกเพื่อให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้เกิดอุปธิวิเวกในการยกเลิกตัวยกเลิกตน
ด้วยเหตุผลนี้ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็บดับขันธ์ปรินิพพานจึงได้ตรัสกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกทั้งหลายว่า พระธรรมพระวินัยพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ ไม่ใช่สิกขาบทหลัก พระภิกษุสงฆ์เห็นควรว่าอะไรจะตัดออก
พระอานนท์และสงฆ์สาวกเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอดีความพอเพียงเพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ประพฤติปฏิบัตินั้นได้อบรมบ่มอินทรีย์เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ๓ เดือน
เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้สงฆ์ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ เกิดขึ้นในช่วงใกล้พุทธปรินิพพาน และกลายเป็นประเด็นสำคัญในคราวทำปฐมสังคายนา (หลังพุทธปรินิพพานได้ 3 เดือน) โดยสรุปเหตุการณ์และรายละเอียดสำคัญได้ดังนี้
1. พุทธดำรัสก่อนปรินิพพาน
- ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ตรัสแก่พระอานนท์ (พุทธอุปัฏฐาก) สรุปความได้ว่า
“ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว หากสงฆ์หวังอยู่ ก็พึงถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียก็ได้”
- แต่ในขณะนั้น พระอานนท์ซึ่งกำลังมีความโศกเศร้าและกังวลใจเรื่องที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน จึงไม่ได้ทูลถามต่อ ว่า "สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ" ที่ว่านั้น หมายถึงข้อไหนบ้าง
2. เหตุการณ์ในการทำปฐมสังคายนา (หลังปรินิพพาน 3 เดือน)
- การชี้แจงของพระอานนท์: เมื่อมีการประชุมทำปฐมสังคายนา โดยมี พระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน พระอานนท์ได้แจ้งเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยแก่ที่ประชุมสงฆ์รับทราบ [1, 2]
- การซักถามและข้อคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน:
- พระเถระในที่ประชุมถามพระอานนท์ว่า ได้ทูลถามหรือไม่ว่าสิกขาบทเล็กน้อยคือข้อไหน พระอานนท์ตอบตามตรงว่าไม่ได้ทูลถาม
- ทำให้พระเถระมีความเห็นแตกแยกกันไปต่างๆ นานา ว่าอะไรคือสิกขาบทเล็กน้อย เช่น บางพวกบอกว่ายกเว้นปาราชิก 4, บางพวกบอกว่าเว้นปาราชิก 4 และสังฆาทิเสส 13 เป็นต้น [1, 2]
- มติของที่ประชุม (ไม่ให้ถอน):
- พระมหากัสสปเถระได้เสนอญัตติและที่ประชุมสงฆ์ (พระอรหันต์ 500 รูป) มีมติ "ไม่ถอนสิกขาบทใด ๆ เลย" และ "ไม่บัญญัติสิ่งใหม่ที่ไม่ได้บัญญัติไว้"
- เหตุผลหลักของมติ:
- เพื่อไม่ให้ชาวบ้านหรือประชาชนติเตียนได้ว่า พอพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์ก็พากันย่อหย่อนหรือแก้ไขข้อปฏิบัติ
- เพื่อรักษาความศรัทธาและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคณะสงฆ์ตามหลัก อปริหานิยธรรม (ธรรมอันเป็นเหตุไม่ให้เสื่อม) ที่พระพุทธเจ้าเคยทรงวางไว้ [1]
- 3. การปรับอาบัติพระอานนท์
- ในคราวเดียวกันนั้น พระมหากัสสปเถระได้ยกความบกพร่องบางประการขึ้นมาไต่สวนพระอานนท์ (เรียกว่าการปรับอาบัติด้วยความหวังดี เพื่อให้ชี้แจงต่อที่ประชุม) ซึ่งรวมถึง การที่ไม่ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าให้ชัดเจนว่าสิกขาบทเล็กน้อยคืออะไร
- พระอานนท์ได้ชี้แจงเหตุผลว่าไม่ได้มีเจตนาประมาท แต่เพราะมัวแต่กังวลเรื่องพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน อย่างไรก็ตาม เพื่อความเคารพในมติสงฆ์ ท่านจึงได้แสดงอาบัติตามที่สงฆ์วินิจฉัย
ชาติศาสน์กษัตริย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นเราต้องเอามาใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นเป็นธรรมาธิปไตย ข้าราชการนักการเมืองประชาชนทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราจะเอาตัวเอาตนมาเป็นหลักในการประพฤติการปฏิบัตินั้นไม่ได้ ต้องเอาธรรมมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
หลักการทางวิทยาศาสตร์ได้ตามหลังพระศาสนานั้นหลายพันปี ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้บรรยายธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นทางสายกลาง ต้องเอาวัตถุกับจิตใจให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เอาปัจจุบันที่ว่าวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาที่เป็นหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อวัตถุได้ก้าวหน้า ให้ปัญญาได้ก้าวไกล ปัญหาที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส
หลักการจึงต้องเอาธรรมาธิปไตยที่เอามาใช้เป็นทางสายกลางเพื่อส่งดีเอ็นเอที่เป็นบริสุทธิคุณให้กับกุลบุตรลูกหลาน
ด้วยเหตุผลนี้ ที่พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับผ้าใหม่ทั้งคู่หนึ่งที่นางได้กรอด้ายและทอเอง ๓ ครั้ง พระผู้มีพระภาคปฏิเสธทั้งสามครั้งและทรงบอกพระนางให้ถวายแก่สงฆ์ เพราะเมื่อพระนางถวายสงฆ์แล้ว พระนางจักได้บูชาทั้งพระผู้มีพระภาคและสงฆ์
พระอานนท์จึงได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระนางมหาปชาบดีเป็นผู้มีอุปการะแก่พระผู้มีพระภาคเพราะเป็นผู้ให้ดื่มน้ำนม ส่วนพระผู้มีพระภาคก็เป็นผู้มีอุปการะแก่พระนางเพราะได้ให้พระนางถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นผู้มีศีล และเป็นผู้หมดความสงสัยในอริยสัจ ๔
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า จริงอยู่ การตอบแทนต่อบุคคลที่ทำให้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ทำให้เป็นผู้มีศีล และเป็นผู้หมดความสงสัยในอริยสัจ ๔ ด้วยการกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ไม่กล่าวว่าเป็นการตอบแทนด้วยดี แล้วทรงกล่าวต่อไปว่า
ปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง (ทานเจาะจงผู้รับ) คือ
ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ๑
ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธ ๒
ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ๓
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ๔
ให้ทานแก่พระอนาคามี ๔
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ๖
ให้ทานแก่พระสกทาคามี ๗
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ๘
ให้ทานในพระโสดาบัน ๙
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ๑๐
ให้ทานในบุคคลภายนอกพุทธศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ๑๑
ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล ๑๒
ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล ๑๓
ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน ๑๔
ใน ๑๔ ประการนั้น
บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน
พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีลพึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า
ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า ให้ทานในบุคคลภายนอกพุทธศาสนาผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า
ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้จนประมาณไม่ได้
จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ ในพระปัจเจกสัมพุทธ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ
ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง (สังฆทาน) คือ
ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๑
ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่ายในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ๒
ให้ทานในภิกษุสงฆ์ ๓
ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ ๔
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ๕
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ๖
เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ๗
ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง คือ
ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) คือ ทายกมีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก
ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) คือ ทายกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม
ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก (ผู้ให้) และฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) คือ ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก
ทักษิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก (ผู้ให้) และฝ่ายปฏิคาหก (ผู้รับ) คือ ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม
แล้วทรงตรัสคาถาประพันธ์ว่า
ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ๑
ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ๒
ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทานนั้นไม่มีผลไพบูลย์ ๓
ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทานนั้นมีผลไพบูลย์ ๔
ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ๕
เราพากันรู้พากันเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามเหตุตามปัจจัย หลักการโครงการที่เป็นธรรมาธิปไตยนั้นเราจะได้ส่งดีเอ็นเอทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นธรรมาธิปไตยที่เป็นบริสุทธิคุณเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นความบริสุทธิคุณ เรามาสร้างความดีที่ประกอบด้วยปัญญาด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องเคารพในเรื่องความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพเพื่อยกเลิกตัวตน
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา