๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๙
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราทุกคนพากันมารู้พากันมาเข้าใจในเรื่องของเหตุในเรื่องของปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี พากันมาเอาธรรมนูญนำชีวิต มีหลักการมีโครงสร้างมีระบบในการประพฤติในการปฏิบัติ เอาธรรมนำชีวิต
การประพฤติการปฏิบัติเอาวินาทีต่อวินาทีในวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจมีความตั้งใจตั้งเจตนา อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติเป็นผู้ปฏิบัติ อดีตก็ได้มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติของการปฏิบัติ
ธรรมนูญอยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือตัวอยู่เหนือตนของเรา เราจะเอาความชอบหรือไม่ชอบนั้นไม่ได้ เพราะความชอบไม่ชอบนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบมันเป็นความไม่สงบ มันเป็นความไม่เพียงพอ มันเป็นความบกพร่องไม่อิ่มไม่เต็มอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา
เราทุกคนพากันมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอน เอาสมมติสัจจะเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ สมมติสัจจะนั้นเป็นความบริสุทธิคุณ เป็นความสำเร็จรูปอยู่ในตัวของสมมติสัจจะนั้นเอง
สมมติสัจจะนั้นเราเอามาใช้เป็นหลักการเป็นโครงสร้างในการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เราทุกคนต้องมารู้กรรม รู้กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม ไม่มีใครใหญ่ยิ่งกว่ากรรม ยิ่งกว่ากฎแห่งกรรม ยิ่งกว่าผลของกรรม
วาระที่ปัจจุบันนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ ถ้าเราเอาธรรมนูญมาทำหน้าที่ ตัวตนนั้นก็ย่อมไม่มี ถ้าเราเอาตัวตนมาทำหน้าที่ ธรรมนูญนั้นก็ย่อมไม่มี
เราเอาปัญญาสัมมาทิฏฐิทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาทำงานเอามาใช้งานเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกตัวยกเลิกตน
ขบวนการที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณที่มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ปัญญาบริสุทธิคุณพร้อมด้วยการประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ในตัวที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
ศาสนาทุกศาสนาก็มีแนวทางไปทางเดียวกัน ศาสนานั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกตัวยกเลิกตน หนทางผ่านนั้นจะเป็นวิมุตติความหลุดพ้นอยู่ในตัว มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติเป็นทางผ่านเข้าสู่มรรคผลพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่สวยงามดุจราชรถ คนเขลาหมกมุ่นอยู่ แต่ท่านผู้รู้หาข้ออยู่ไม่
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะเหตุผลว่าปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจะเป็นพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ ผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นยังตั้งอยู่ในฐานของพระไตรลักษณ์ มีความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
มนุษย์เทวดาพระพรหมก็ต้องยกเลิกตัวตนเพื่อให้เข้าถึงวิมุตติหลุดพ้นด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ
เราทุกคนต้องมาเข้าใจปัญหา พระศาสนาทุกพระศาสนานั้นปลายทางต้องเข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัตินี้เป็นหนทางผ่านที่เหนื่อยแล้วพักผ่อน หายเหนื่อยแล้วเดินทางต่อ ผู้มีความสุขมาก ๆ จึงต้องเสียสละมาก ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ
พระศาสนาเป็นธรรมนูญที่เอามายกเลิกตัวยกเลิกตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทุกคนนั้นจะมีตัวมีตนไม่ได้ มนุษย์สมบัติเราต้องเข้าใจ เราต้องผ่านมนุษย์สมบัติไป สวรรค์สมบัติเราต้องรู้เข้าใจเราต้องผ่านสวรรค์ไป พรหมสมบัติเราต้องรู้เข้าใจเราต้องผ่านพรหมสมบัติไป
สัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่องาน มีความรู้ความเข้าใจมีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ในการทำงาน
ปัจจุบันนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราจะไม่ได้หยุดอยู่ที่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ เราทุกคนนั้นต้องมายกเลิกเรา มาเอาธรรมนูญที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเอามาใช้เพื่อยกเลิกเรา
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นไม่ใช่เรา ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย
เรารู้ว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นความรู้ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เราจะเอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะภายนอกภายในมาเป็นเราไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะภายนอกภายในมาใช้มาปฏิบัติเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญามามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ วิกฤตของธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในนั้นก็จะเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ต้องเอาความรู้มาหยุดความรู้ ปัญญากับความสงบนั้นคือความรู้หยุดความรู้ที่เป็นปัญญากับความสงบทำงานพร้อมกัน สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นย่อมไม่เอาความรู้มาหยุดความรู้ การเรียนการศึกษานั้นเพื่อมาเอาความรู้หยุดความรู้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติธรรมนั้นจะไปมีโลกส่วนตัวไม่ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะมีโลกส่วนตัวนั้นไม่ได้ ธรรมนูญนั้นเราต้องเอามาใช้เพื่อยกเลิกโลกส่วนตัว ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ ธรรมนูญนั้นจึงเป็นพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ
การประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ ๒๐ พรรษาแรก ท่านเน้นเรื่องความบริสุทธิคุณ ยกเลิกวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เพื่อให้ปฏิปทาของผู้ประพฤติปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
เน้นวงจรการเวียนว่ายตายเกิดในความบริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการยกเลิกการหลอกลวง ไม่มีต่อหน้าและลับหลังทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อให้ปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ใจของเรานั้นทุกคนรู้ใจของตัวเราเอง เราปกปิดคนอื่นได้แต่เราไม่สามารถปกปิดใจของเราปกปิดเจตนาของเราได้ พระศาสนาทุกพระศาสนานั้นจึงเน้นเรื่องความบริสุทธิคุณทางจิตใจ
เพราะเหตุผลว่ากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจเท่านั้น ใจนั้นเป็นนามธรรม ใจนั้นปฏิบัติไม่ได้ ต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดความเสียหายเกิดความพังทลายในตัวของความประมาทเอง
โอวาทที่สำคัญที่สุดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่ปัจฉิมโอวาทเรื่องความไม่ประมาท ความเคารพกับความสงบกับความไม่ประมาทจึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน จึงเน้นบริสุทธิคุณทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาทีในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถ้าเราเอานาทีต่อนาทีนั้นมันนานเกินไม่สามารถที่จะเข้าถึงบริสุทธิคุณได้ ยิ่งเราไปเอาการเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายก็ยิ่งไปใหญ่ คนเรากว่าจะตายมันนานหลายสิบปี ผู้ที่อายุนานอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีเป็นร้อยกว่าปีมันนานเกิน ปฏิปทาไม่อาจติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงอุปมาที่โบราณเวลาก่อไฟต้องเอาไม้แห้งเอามาสีกันให้เป็นประกายไฟให้เกิดเป็นไฟ
การอุปมาอุปไมยเรื่อง "การนำไม้มาสีกันให้เกิดเป็นไฟ" ปรากฏในพระไตรปิฎก (เช่น ในกามสูตร หรือที่ตรัสแก่ภารทวาชะ เล่มที่ 13 หน้า 504) ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้เปรียบเทียบกับการหลีกออกจากกาม และการปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่ความรู้แจ้ง (นิพพาน) โดยทรงแบ่งอุปมาเรื่องไม้ไว้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1. ไม้สดชุ่มด้วยยาง ทั้งแช่อยู่ในน้ำ หมายถึง บุรุษนำไม้สดที่ชุ่มด้วยยางและแช่อยู่ในน้ำมาสีกัน หวังจะให้เกิดไฟ เปรียบเหมือนบุคคลที่ "กายยังไม่หลีกออกจากกาม" และยังมีความพอใจ ความเสน่หา ความหมกมุ่นในกามอยู่เต็มที่ ผลลัพธ์ก็คือ ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดไฟได้ เป็นการเหน็ดเหนื่อยเปล่า ๆ
2. ไม้สดชุ่มด้วยยาง แต่ตั้งอยู่บนบกไกลน้ำ หมายถึง บุรุษนำไม้สดที่ชุ่มด้วยยาง แต่เอาขึ้นมาตั้งไว้บนบกที่ไกลจากน้ำแล้วเอาไม้นั้นมาสีกัน หวังจะให้เกิดไฟ เปรียบเหมือนบุคคลที่ "กายหลีกออกจากกามแล้ว" เช่น ออกบวช หรือแยกตัวออกมาปฏิบัติจากหมู่คณะ แต่ใจยังละความพอใจและความกำหนัดในกามไม่ได้ แต่ผลลัพธ์: ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดไฟ คือไม่ปัญญาเครื่องตรัสรู้ได้เช่นเดียวกัน
3. ไม้แห้ง ตั้งอยู่บนบกไกลน้ำ ได้แก่ บุรุษนำไม้ที่แห้งสนิทและกรอบ ตั้งไว้บนบกไกลจากน้ำ แล้วนำมาสีกัน เปรียบเหมือนบุคคลที่ "กายหลีกออกจากกามแล้ว" และสามารถ "ละความพอใจ ความเร่าร้อน และความกำหนัดในกามได้ด้วยดีในภายใน" ผลลัพธ์: ย่อมสามารถสีให้เกิดไฟได้สำเร็จ สมควรแก่การรู้และเห็นปัญญาเครื่องตรัสรู้ ใจความสำคัญ
- อุปมานี้ชี้ให้เห็นว่า การจะเข้าถึงธรรมหรือความสงบ ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามรูปแบบภายนอก เช่น การบวชหรือการมาอยู่วัดอยู่ป่าเท่านั้น แต่จิตใจต้องแห้งจากกิเลสและความอยาก ความกำหนัดในกามด้วยจึงจะเกิดผลสำเร็จได้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจเอาวินาทีต่อวินาทีเพื่อให้ปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การเรียนการศึกษาการทำงานเป็นหลักการที่เราเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ด้วยฉันทะความพอใจ มีปิติมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
อาศัยสมมติสัจจะ ธรรมวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่เป็นสมมติสัจจะนั้นเอามาใช้เพื่อเป็นหลักการ เป็นโครงสร้างเป็นระบบเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน
พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเคารพในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพราะเหตุผลว่า พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติมาใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเป็นบริสุทธิคุณ เป็นพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ โครงสร้างต้องดี หลักการต้องดี ธรรมวินัยนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดความเสียหายต่อหลักการ หลักการโครงสร้างนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
อย่างพระวินัยธรที่เป็นสาเหตุให้เป็นสังฆเภทที่ทำให้สงฆ์แตกกัน เรื่องมีอยู่ว่า
เรื่องราวของพระวินัยธรกับพระธรรมกถึกในเมืองโกสัมพี เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งและการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่ที่สุดในหมู่สงฆ์สมัยพุทธกาล
- พระวินัยธร: คือพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญและเคร่งครัดในพระวินัย
- พระธรรมกถึก: คือพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญพระธรรมหรือพระนักเทศน์ ทั้ง ๒ ฝ่ายมีลูกศิษย์และผู้สนับสนุนจำนวนมากเช่นเดียวกัน
ปมเหตุเล็กน้อยที่ลุกลามใหญ่โตได้แก่
- พระธรรมกถึกเข้าห้องน้ำแล้วใช้น้ำชำระล้าง แต่เหลือน้ำไว้ในภาชนะครึ่งขัน
- พระวินัยธรมาพบเข้า จึงทักท้วงและตำหนิว่าการเหลือน้ำไว้เช่นนั้นเป็นอาบัติทุกกฏ
- พระธรรมกถึกชี้แจงว่าตนไม่ได้มีเจตนา และเสนอว่าจะปลงอาบัติให้เรียบร้อย พระวินัยพรก็บอกว่าถ้าไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องอาบัติ แต่พระวินัยธรกลับไปบอกลูกศิษย์ต่อในทำนองว่า พระธรรมกถึกดีแต่สอนผู้อื่นตัวเองต้องอาบัติแล้วก็ยังไม่รู้
- เรื่องราวลุกลามกลายเป็นความขัดแย้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่าย รวมถึงลามไปถึงกลุ่มลูกศิษย์ และอุบาสกอุบาสิกาในเมืองโกสัมพีที่แตกแยกเข้าข้างแต่ละฝ่าย
ผลกระทบและการเสด็จหนีของพระพุทธเจ้า
- พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่อง จึงเสด็จมาห้ามปรามและตักเตือนให้ทั้งสองฝ่ายสามัคคีกัน แต่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อฟังและยังคงโต้เถียงกันต่อ
- พระพุทธองค์ทรงเบื่อหน่ายในความดื้อรั้น จึงเสด็จหนีไปจำพรรษาตามลำพังที่ป่าปาลิไลยกะ โดยมีพญาช้างปาลิไลยกะและลิงคอยอุปัฏฐาก
- ฝ่ายฆราวาสและอุบาสกอุบาสิกาในเมืองโกสัมพีเกิดความไม่พอใจพระสงฆ์ที่ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า จึงคว่ำบาตร ไม่ถวายอาหารและไม่ทำบุญด้วย
เหตุการณ์ตอนที่พระอานนท์พาคณะสงฆ์ไปทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ เป็นช่วงเวลาหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาอยู่ตามลำพังในป่าปาลิไลยกะจนครบ 3 เดือน คือเวลาออกพรรษาพอดี
- อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา และชาวเมืองสาวัตถี ได้พากันไปหาพระอานนท์ แล้วขอให้พระอานนท์ดพาไปเข้าเฝ้า หรือพาพระศาสดากลับมาด้วย
- พระอานนท์รับคำและนำพาคณะพระภิกษุ 500 รูป เดินทางมุ่งหน้าไปยังป่ารักขิตวัน (ป่าปาลิไลยกะ)
- เมื่อเดินทางไปถึงชายป่า พระอานนท์คิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่พระองค์เดียวมาตลอด 3 เดือน การที่พระภิกษุจำนวนมากถึง 500 รูปจะเดินเข้าไปพร้อมกันทันที อาจเป็นการไม่เหมาะสมและรบกวนความสงบของพระองค์” ท่านจึงให้พระภิกษุเหล่านั้นรออยู่ข้างนอก ส่วนท่านเดินเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพียงลำพัง
- เมื่อพญาช้างปาลิไลยกะเห็นพระอานนท์เดินเข้ามา ก็คิดว่าเป็นคนแปลกหน้าที่จะมาทำร้ายพระพุทธเจ้า มันจึงหยิบท่อนไม้และเดินรี่เข้าจะไปขับไล่
- พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเข้า จึงตรัสห้ามช้างว่า "ปาลิไลยกะ เจ้าอย่าห้ามเลยนั่นคือ พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากของตถาคตเอง"
- พอช้างได้ยินดังนั้น ก็ทิ้งท่อนไม้ทันทีด้วยความโล่งใจ แล้วรีบเข้าไปแสดงความนอบน้อม รับบาตรและจีวรของพระอานนท์มาถือไว้ด้วยความเคารพ
- เมื่อพระอานนท์กราบราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้าและนั่งในที่อันควรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามถึงสารทุกข์สุกดิบ และถามว่ามีพระภิกษุรูปอื่นมาด้วยไหม พระอานนท์จึงกราบทูลว่ามีภิกษุอีก 500 รูปนั่งรออยู่ชายป่า พระพุทธองค์จึงอนุญาตให้เข้ามาเข้าเฝ้าได้
- พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาธรรมบทที่มีความหมายลึกซึ้งว่า:
- "ภิกษุทั้งหลาย... การอยู่คนเดียวไม่ได้ลำบากเลย หากเราได้มิตรที่ดี มีปัญญา และมีความเป็นอยู่เสมอกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่นเดียวกับที่พญาช้างปาลิไลยกะคอยดูแลตถาคตอยู่ที่นี่ แต่ถ้าหากหาไมตรีหรือมิตรที่ดีไม่ได้ การเที่ยวไปคนเดียว (อยู่คนเดียว) ย่อมดีกว่าการคบหาคนพาล เพราะความเป็นสหายไม่มีในคนพาล"
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้ให้เข้าถึงความบริสุทธิคุณด้วยวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เพราะหลักการโครงสร้างนั้นเป็นธรรมนูญ เพื่อเอามาใช้ยกเลิกตัวยกเลิกตน
ธรรมกถึกเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจ มีความตั้งอยู่ในความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านถึงตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละคือพระธรรมพระวินัยเอามาทำหน้าที่เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจเอาวินาทีต่อวินาที เพื่อความดับไม่เหลือของผู้ประพฤติของผู้ปฏิบัติ
หลังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ๓ เดือน พระอรหันต์ขีณาสพล้วน ๆ ๕๐๐ รูปทำสังคายนาเพื่อให้โครงสร้างหลักการระบบชัดเจนก็ได้ตรัสเรื่องพระธรรมพระวินัย ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุให้ยกเลิกตัวยกเลิกตน พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี ถึงเป็นธรรมะที่สำเร็จรูปอยู่ในตัวของพระธรรมพระวินัย จึงไม่ได้มีการเพิ่มและการตัด
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ทำต้นเหตุให้ถูกต้อง จะได้มีหลักการโครงสร้างที่ชัดเจน จะได้เข้าใจว่าเราจะมีความประมาทไม่ได้ เพราะความประมาทนั้นคือความเสียหาย จะได้เอาธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เอาหลักการโครงสร้างระบบที่เป็นปัจฉิมโอวาทที่สำคัญก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรม ความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบัน ไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันนี้เท่านั้น
การบรรยายธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณที่เอาหลักวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ วินาทีต่อวินาทีก็สมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติในการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา