๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๙
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจในการดำเนินชีวิตที่จะต้องเอาธรรมนำชีวิต
เราทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวยกเลิกตน
การประพฤติการปฏิบัติต้องประพฤติต้องปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะวาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว เพื่อเราจะได้เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติของเหตุของปัจจัย เราทุกคนนั้นจะได้เอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
เราทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิต
เราต้องยกเลิกเรายกเลิกเขาเพื่อเอาธรรมนำชีวิต ไม่เอาความถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง ไม่เอาความไม่ถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจเพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในครอบงำจิตใจ ครอบงำสติปัญญาสัมมาทิฏฐิ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ ไม่เอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกาย เอาการเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายนั้นมันนานเกิน คนเรากว่าจะตายนั้นตั้งหลายสิบปี ผู้ที่อายุยืนนานอยู่ได้ตั้งร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเอาวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจด้วยเอาวินาทีต่อวินาทีถึงจะหยุดวงจรในการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ ถ้าเราเอานาทีต่อนาทีนั้นถือว่ามันนานเกิน มันจะหยุดวงจรในการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจนั้นไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัติในวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจวินาทีต่อวินาทีก็ต้องให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานจึงตรัสปัจฉิมโอวาทที่เป็นโอวาทสำคัญของโครงสร้างหลักการระบบของการประพฤติการปฏิบัติว่าให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเข้าใจ ต้องเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาทีด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความประมาทนั้นทำให้เกิดความเสียหาย ยกตัวอย่างอย่างธรรมกถึกตั้งอยู่ในความประมาท
ประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนา
พระธรรมกถึกก็เอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจไม่เอื้อเฟื้อในพระวินัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นหลักการเป็นโครงสร้างของการประพฤติการปฏิบัติทำให้โครงสร้างหลักการนั้นเกิดความเสียหายเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
พระธรรมพระวินัยเป็นโครงสร้างเป็นหลักการจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน ใจนั้นเป็นนามธรรม ต้องอาศัยพระวินัยเป็นโครงสร้างเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย
พระธรรมพระวินัยนั้นเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นความบริสุทธิคุณที่เราจะเอามาใช้เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน โครงสร้างหลักการระบบจึงเป็นโครงสร้างหลักการเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นวิมุตติหลุดพ้นจากตัวจากตน
พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย ใจของเรานั้นเป็นนามธรรมต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นหลักการเป็นโครงสร้างเป็นระบบในการประพฤติการปฏิบัติ
พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นหลักการที่เอามาใช้สำหรับยกเลิกตัวยกเลิกตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้เพื่อความบริสุทธิคุณ
พระวินัยได้เอาหลักการเอาโครงสร้าง
พระพุทธศาสนาจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลายก็ต้องอาศัยพระวินัยเพื่อเอามาใช้เป็นหลักการเป็นโครงสร้างของการประพฤติการปฏิบัติ
อย่างพระวินัยธรที่เป็นสาเหตุให้เป็นสังฆเภทที่ทำให้สงฆ์แตกกัน เรื่องมีอยู่ว่า
เรื่องราวของพระวินัยธรกับพระธรรมกถึกในเมืองโกสัมพี เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งและการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่ที่สุดในหมู่สงฆ์สมัยพุทธกาล
- พระวินัยธร: คือพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญและเคร่งครัดในพระวินัย
- พระธรรมกถึก: คือพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญพระธรรมหรือพระนักเทศน์ ทั้ง ๒ ฝ่ายมีลูกศิษย์และผู้สนับสนุนจำนวนมากเช่นเดียวกัน
ปมเหตุเล็กน้อยที่ลุกลามใหญ่โตได้แก่
- พระธรรมกถึกเข้าห้องน้ำแล้วใช้น้ำชำระล้าง แต่เหลือน้ำไว้ในภาชนะครึ่งขัน
- พระวินัยธรมาพบเข้า จึงทักท้วงและตำหนิว่าการเหลือน้ำไว้เช่นนั้นเป็นอาบัติทุกกฏ
- พระธรรมกถึกชี้แจงว่าตนไม่ได้มีเจตนา และเสนอว่าจะปลงอาบัติให้เรียบร้อย พระวินัยพรก็บอกว่าถ้าไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องอาบัติ แต่พระวินัยธรกลับไปบอกลูกศิษย์ต่อในทำนองว่า พระธรรมกถึกดีแต่สอนผู้อื่นตัวเองต้องอาบัติแล้วก็ยังไม่รู้
- เรื่องราวลุกลามกลายเป็นความขัดแย้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่าย รวมถึงลามไปถึงกลุ่มลูกศิษย์ และอุบาสกอุบาสิกาในเมืองโกสัมพีที่แตกแยกเข้าข้างแต่ละฝ่าย
ผลกระทบและการเสด็จหนีของพระพุทธเจ้า
- พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่อง จึงเสด็จมาห้ามปรามและตักเตือนให้ทั้งสองฝ่ายสามัคคีกัน แต่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อฟังและยังคงโต้เถียงกันต่อ
- พระพุทธองค์ทรงเบื่อหน่ายในความดื้อรั้น จึงเสด็จหนีไปจำพรรษาตามลำพังที่ป่าปาลิไลยกะ โดยมีพญาช้างปาลิไลยกะและลิงคอยอุปัฏฐาก
- ฝ่ายฆราวาสและอุบาสกอุบาสิกาในเมืองโกสัมพีเกิดความไม่พอใจพระสงฆ์ที่ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า จึงคว่ำบาตร ไม่ถวายอาหารและไม่ทำบุญด้วย
เหตุการณ์ตอนที่พระอานนท์พาคณะสงฆ์ไปทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ เป็นช่วงเวลาหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาอยู่ตามลำพังในป่าปาลิไลยกะจนครบ 3 เดือน คือเวลาออกพรรษาพอดี
- อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา และชาวเมืองสาวัตถี ได้พากันไปหาพระอานนท์ แล้วขอให้พระอานนท์ดพาไปเข้าเฝ้า หรือพาพระศาสดากลับมาด้วย
- พระอานนท์รับคำและนำพาคณะพระภิกษุ 500 รูป เดินทางมุ่งหน้าไปยังป่ารักขิตวัน (ป่าปาลิไลยกะ)
- เมื่อเดินทางไปถึงชายป่า พระอานนท์คิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่พระองค์เดียวมาตลอด 3 เดือน การที่พระภิกษุจำนวนมากถึง 500 รูปจะเดินเข้าไปพร้อมกันทันที อาจเป็นการไม่เหมาะสมและรบกวนความสงบของพระองค์” ท่านจึงให้พระภิกษุเหล่านั้นรออยู่ข้างนอก ส่วนท่านเดินเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพียงลำพัง
- เมื่อพญาช้างปาลิไลยกะเห็นพระอานนท์เดินเข้ามา ก็คิดว่าเป็นคนแปลกหน้าที่จะมาทำร้ายพระพุทธเจ้า มันจึงหยิบท่อนไม้และเดินรี่เข้าจะไปขับไล่
- พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเข้า จึงตรัสห้ามช้างว่า "ปาลิไลยกะ เจ้าอย่าห้ามเลยนั่นคือ พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากของตถาคตเอง"
- พอช้างได้ยินดังนั้น ก็ทิ้งท่อนไม้ทันทีด้วยความโล่งใจ แล้วรีบเข้าไปแสดงความนอบน้อม รับบาตรและจีวรของพระอานนท์มาถือไว้ด้วยความเคารพ
- เมื่อพระอานนท์กราบราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้าและนั่งในที่อันควรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามถึงสารทุกข์สุกดิบ และถามว่ามีพระภิกษุรูปอื่นมาด้วยไหม พระอานนท์จึงกราบทูลว่ามีภิกษุอีก 500 รูปนั่งรออยู่ชายป่า พระพุทธองค์จึงอนุญาตให้เข้ามาเข้าเฝ้าได้
- พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาธรรมบทที่มีความหมายลึกซึ้งว่า:
- "ภิกษุทั้งหลาย... การอยู่คนเดียวไม่ได้ลำบากเลย หากเราได้มิตรที่ดี มีปัญญา และมีความเป็นอยู่เสมอกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่นเดียวกับที่พญาช้างปาลิไลยกะคอยดูแลตถาคตอยู่ที่นี่ แต่ถ้าหากหาไมตรีหรือมิตรที่ดีไม่ได้ การเที่ยวไปคนเดียว (อยู่คนเดียว) ย่อมดีกว่าการคบหาคนพาล เพราะความเป็นสหายไม่มีในคนพาล"
ท่านพระสารีบุตรท่านได้เป็นตัวอย่างแบบอย่างที่ดีถึงแม้ท่านจะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพหมดกิเลสสิ้นอาสวะแล้ว ท่านก็ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างแบบอย่างที่ดี
เรื่องของพระสารีบุตรมีบันทึกไว้ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท (เรื่องพระสัมพหุลภิกษุ) โดยแกนหลักของเรื่องคือ "พระสารีบุตรท่านอาพาธด้วยโรคลมในท้อง" และมี "เทวดาที่สิงสถิตอยู่ตรงซุ้มประตู" พยายามจะช่วยเหลือท่าน ทว่ารายละเอียดอาจจะมีความคลาดเคลื่อนในส่วนของชนิดอาหารเล็กน้อย (ตัวยาที่รักษาจริงๆ คือ รสมะม่วง หรืออาหารที่ปรุงผสมน้ำตาลและเครื่องเทศเพื่อแก้โรคลม ไม่ใช่ข้าวมธุปายาสโดยตรง) แต่อรรถรสของเรื่องราวตรงตามที่คุณจำได้เลยครับ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. พระสารีบุตรอาพาธด้วยโรคลมในท้อง
- สมัยที่ประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ท่านพระสารีบุตรเกิดอาการอาพาธหนักด้วย "โรคลมในท้อง" (มีอาการเสียดท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง)
- พระสารีบุตรท่านเป็นผู้เคร่งครัดและสันโดษมาก แม้จะป่วยหนักท่านก็ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากใคร และมีข้อวัตรปฏิบัติว่าจะไม่ยอมรับอาหารหรือยาที่คนจงใจปรุงขึ้นมาถวายจำเพาะเจาะจงเพื่อรักษาตน (เพราะเกรงว่าจะไม่บริสุทธิ์โดยธรรม)
2. เทวดาแอบรู้ความดำริ จึงไปบอกชาวบ้าน
- เทวดาตรงซุ้มประตูกุฏิ ได้ทราบด้วยเจโตปริยญาณ (รู้วาระจิต) ว่าพระสารีบุตรกำลังปวดท้องทรมานมาก และรู้ด้วยว่าพระเถระระลึกถึงอาหาร/ตัวยาชนิดหนึ่งที่จะช่วยรักษาโรคลมนี้ได้ (ในอดีตคราวครองเรือน มารดาเคยทำรสมะม่วงผสมน้ำตาลกรวดให้ดื่มแล้วหาย)
- เทวดาอยากจะทำบุญใหญ่ แต่ก็รู้ว่าถ้าไปบอกให้คนทำมาถวายพระสารีบุตรตรงๆ พระสารีบุตรก็จะไม่ยอมฉัน
- แผนการของเทวดา: เทวดาจึงเหาะไปที่บ้านของอุปัฏฐาก (ชาวบ้านผู้ดูแล) คนหนึ่งในเมือง แล้วเข้าสิงร่างของคนในบ้านนั้น จากนั้นบอกแก่ญาติๆ ว่า "บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรอาพาธด้วยโรคลมในท้อง พวกท่านจงรีบปรุงอาหารและตัวยาชนิดนี้ (รสมะม่วง/ข้าวยาแก้ลม) แล้วนำไปใส่บาตรแก่พระภิกษุที่มาบิณฑบาต โดยห้ามบอกว่าทำมาเพื่อเจาะจงถวายพระสารีบุตร"
3. พระโมคคัลลานะนำอาหารมาถวาย
- เช้าวันรุ่งขึ้น พระมหาโมคคัลลานะ (อัครสาวกเบื้องซ้าย) ได้ออกไปบิณฑบาตตามปกติ
- เมื่อเดินผ่านบ้านอุปัฏฐากคนดังกล่าว ชาวบ้านที่เตรียมอาหารและยาไว้ตามที่เทวดาบอก ก็ได้นำอาหารและยาประณีตนั้นมาใส่บาตรของพระโมคคัลลานะทันที
- ด้วยความเป็นสหธรรมิกที่รู้ใจกัน เมื่อพระโมคคัลลานะเห็นอาหารและยาชนิดนี้ในบาตร ก็ทราบทันทีว่านี่คือยาเฉพาะทางที่ใช้รักษาโรคลมในท้องของพระสารีบุตร ท่านจึงรีบนำกลับมาที่วัดและน้อมถวายแด่พระสารีบุตร
4. ปัญญาของพระสารีบุตร และอานุภาพแห่งธรรม
- เมื่อพระสารีบุตรเห็นอาหารและยาในบาตร ท่านก็เกิดความสงสัย เพราะมันเป็นยาที่ตรงกับโรคที่ท่านเป็นอยู่พอดิบพอดี ท่านจึงเข้าฌานตรวจสอบดูด้วยทิพยจักษุและเจโตปริยญาณ
- ท่านพบความจริงว่า อาหารและยานี้ เกิดจากการที่เทวดาไปเข้าสิงและบังคับให้ชาวบ้านทำมาถวาย
- พระสารีบุตรจึงดำริว่า "อาหารนี้ไม่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจของทายกแต่แรกเริ่ม (เพราะถูกเทวดาดลใจและกะเกณฑ์) หากเราฉันอาหารนี้ ย่อมเป็นการไม่สมควร"
- ท่านจึงกล่าวกับพระโมคคัลลานะว่า "อาวุโส อาหารนี้ไม่ควรแก่ผมเลย จงนำอาหารนี้ไปเททิ้งเสียเถิด"
- ปาฏิหาริย์หลังจากเททิ้ง: เมื่อพระโมคคัลลานะนำอาหารนั้นไปเททิ้งลงบนพื้นดิน (บางแห่งระบุว่าเทลงในน้ำ) ทันใดนั้นเอง โรคลมในท้องของพระสารีบุตรก็สงบระงับและหายเป็นปลิดทิ้งทันที ด้วยอำนาจแห่งศีลและความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ของท่านที่ไม่ยอมฉันอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ และท่านก็ไม่ได้กลับมาเป็นโรคลมในท้องอีกเลยตลอดชีวิต
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรมต้องอาศัยพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติ
เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเพื่อเป็นหลักการที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ถือนิสัย ๔ ยกเลิกอกรณียกิจทั้ง ๔ กิจที่ควรทำ กิจที่ไม่สมควรที่กระทำ เอาพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะมาทำหน้าที่ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เอาวงจรในการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ เอาวินาทีต่อวินาทีเป็นหลักการที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท รู้เข้าใจว่าปัจจุบันเป็นวาระแห่งชาติ
อย่างประวัติศาสตร์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ธรรมวินัยให้ประชาชนมหาชนเข้าใจ ท่านให้ไปทางละรูปเดียว ไม่ให้ไปหลายรูป
เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงส่งพระอรหันต์ชุดแรกออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาคนละรูป ปรากฏอยู่ใน พระวินัยปิฎก มหาวรรค (มหาขันธกะ)
ที่มาของเหตุการณ์
- จำนวนพระอรหันต์ในตอนนั้น: หลังจากพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมและโปรดบุคคลสำคัญ เช่น ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5, พระยสกุลบุตร พร้อมสหายอีก 55 คน (รวมเป็น 60 รูป) ซึ่งทั้งหมดได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ บวกกับพระพุทธเจ้าอีก 1 รูป ทำให้เวลานั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นบนโลกนี้รวม 61 รูป
- พระดำรัสรับสั่ง: พระพุทธเจ้าทรงเรียกพระอรหันต์ทั้ง 60 รูปมาประชุมกัน และทรงมีพุทธดำรัสส่งให้เดินทางออกไปประกาศพระศาสนา โดยมีใจความสำคัญจากบันทึกในพระไตรปิฎก ดังนี้
"ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอ ก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่าไปทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง... แม้เราเองก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมให้แก่ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร ๑ พันคน"
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจ มามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ มีความตั้งใจมีความตั้งเจตนา เอาวินาทีต่อวินาทีเพื่อยกเลิกวงจรของการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ ในปัจฉิมโอวาทที่เป็นหลักการเป็นโครงสร้างให้เรารู้ให้เข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมาจากเหตุมาจากปัจจัย เราทุกคนจะได้เอาปัจจุบันมาทำหน้าที่ ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส รู้เข้าใจ ไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำจิตใจครอบงำสติปัญญา เอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้เป็นหลักการเป็นระบบเป็นโครงสร้างของการประพฤติการปฏิบัติ
ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบท วันหนึ่งเรานอนเราพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง เข้านอนพักผ่อนเวลา ๓ ทุ่มตื่นนอนตี ๓ เพื่อทำความเพียร เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน
เวลาตื่นอยู่เอาพระธรรมเอาพระวินัยเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน
ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ เราทุกคนจะมีตัวมีตนนั้นไม่ได้ อาศัยพระธรรมพระวินัยมาทำความเพียรเพื่อใช้ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามาอาศัยยกเลิกตรึกในกามตรึกในพยาบาทในการยกเลิกตัวยกเลิกตน
พระธรรมพระวินัยเราจะเอามาใช้เพื่อสลายตัวสลายตน หลักการของการประพฤติการปฏิบัติถ้าผู้ใดมีความสงสัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาธรรมตัดสิน ๘ ประการมาใช้เป็นหลักการในการตัดสินว่าอันไหนถูกต้องอันไหนไม่ถูกต้อง
ลักษณะตัดสินธรรมวินัยที่เราเอามาพิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่เป็นธรรมตัดสิน ๘ ประการ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ
๑. วิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี เราต้องรู้จักความกำหนัดยินดี มันเป็นความติดพัน การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงใช้หญ้าคามาเป็นบัลลังก์ในการตรัสรู้ เราต้องรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เราถึงจะได้ยกเลิกความกำหนัดยินดี ถ้าเรามีความกำหนัดยินดีเราก็ย่อมมีปฏิฆะ มีพยาบาท เราคิดดูดี ๆ นะ กามและพยาบาทมันคือนิติบุคคลตัวตน มันยึดมั่นถือมั่น มันติดพันเพราะความยึดมั่นถือมั่นมันเป็นสัญชาตญาณ เป็นนิติบุคคลตัวตน ความติดพัน ไม่เป็นอิสระ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทเราทั้งหลายจะได้คลายความกำหนัด ความยินดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราเอาสัญชาตญาณนำชีวิตที่มันเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทไม่เอาความยินดียินร้ายนำชีวิต เพราะความยินดียินร้ายนี้เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นวัฏฏสงสาร
๒. วิสังโยค คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์ เราจะมาทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ เราจะได้เอาตัวรอดในทางที่รอดปลอดภัยด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
๓. อปจยะ คือ ความไม่พอกพูนไม่เพิ่มพูนกิเลส มิใช่เพื่อความพอกพูนกิเลสอวิชชาความหลง เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องเหตุปัจจัยในเรื่องปฏิจจสมุปบาท
๔. อัปปิจฉตา คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ เป็นผู้มักมากอยากใหญ่ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นเป็นธรรมชาติเป็นประภัสสร เช่น ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก นี้เป็นประภัสสรทุกอย่างเป็นธรรมชาติเป็นตัวของธรรมชาติหาใช่นิติบุคคลตัวตนไม่ เราทั้งหลายต้องรู้จักเรื่องปฏิจจสมุปบาท เราจะได้เอาความสงบและปัญญาที่เป็นพื้นฐานเป็นกรรมฐาน เพื่อเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องที่ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราคิดดูดี ๆ นะ เราอยากให้มันมากมันก็ไม่มากอยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย อยากให้มันแก่มันก็แก่อยากให้ไม่เจ็บมันก็เจ็บ อยากให้ไม่ตายมันก็ตาย เพราะธรรมชาติมันเป็นประภัสสร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้มาจากปลายจากกิ่งจากลำต้นไปถึงโคนถึงราก รากนั้นคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละทำให้เราเวียนว่ายตายเกิด อริยสัจสี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงพูดเรื่องทุกข์ก่อน ว่าทุกข์มันมาจากไหน ให้มาจากยอดกิ่งก้านสาขามาถึงโคนต้นไม้มาถึงรากใหญ่รากเล็กรากฝอยของต้นไม้ที่เป็นอาหารของต้นไม้
๕. สันตุฏฐี คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ ความสันโดษนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นกรรมเป็นกฎของกรรมด้วยความรู้เรื่องอริยสัจสี่ เราทั้งหลายต้องเข้าถึงความพอดีความพอเพียงเพียงพอ เพื่อเอาอริยมรรคมีองค์ ๘ มาใช้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม
๖. ปวิเวก คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่ เราต้องรู้เรื่องความวิเวก ความสงัด ความไม่คลุกคลี เราจะเข้าถึงความวิเวกได้เราก็อาศัยเหตุปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ให้เราปฏิบัติให้สมบูรณ์ ทั้งกายวาจากิริยามารยาท สมบูรณ์ทั้งใจในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อจะเป็นมรรคเป็นอริยมรรต้องสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นทั้งคำสั่ง เป็นทั้งคำสอน เป็นทั้งสมถะ เป็นทั้งวิปัสสนา ปัจจุบันนี้เราต้องตั้งใจตั้งเจตนา เอาความคารวธรรมนำชีวิต
๗. วิริยารัมภะ คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน ความสงบและปัญญาเราต้องรู้เข้าใจ เมื่อเรามีความสงบเราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีศีลไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา ศีลสมาธิปัญญานั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เป็นอุปกรณ์ในการประพฤติการปฏิบัติ เราทั้งหลายจะพากันเกียจคร้านไม่ได้ เพราะความเกียจคร้านนั้นเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องผ่านไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องขอบใจความขี้เกียจขี้คร้านเพื่อให้เราได้ทำความเพียร ศีลสมาธิปัญญาถึงต้องไปพร้อมกัน ผู้มีปัญญามากต้องมีความสงบมาก ผู้มีความสงบมากต้องเสียสละ ถึงมีศีลมีสมาธิมีปัญญา
๘. สุภรตา คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก นิติบุคคลตัวตนมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนอกจากทุกข์ไม่มีเลย เป็นบุคคลที่ไม่มีความสงบไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่องพระไตรลักษณ์ ไม่รู้เรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ธรรมะที่เป็นไปเพื่อเป็นความเลี้ยงยาก เป็นความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจ เราเอาความหลงนำชีวิตนั้นไม่ได้ เอาความอยากความต้องการนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัย เอาความสงบและปัญญา เอาศีลเอาสมาธิเอาปัญญา
ธรรมตัดสิน ๘ ประการ เมื่อให้เรามีความสงสัยให้เอาธรรม ๘ ประการมาเป็นหลักการ ให้เป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ถึงจะเป็นพระธรรมพระวินัย เป็นสัตถุสาสน์ เป็นคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา