๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๗ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับเป็นวันปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน เอา ๒ อย่าง เอาทั้งใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งใจและวัตถุ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงาน ให้ไปเอาเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว
การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้ถือเอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเอาธรรมนำชีวิต ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ เป็นการพัฒนาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เอาความรู้กับการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีความรู้ความเข้าใจมาก ๆ ให้ปฏิบัติมาก ๆ ตามความรู้ความเข้าใจ อันไหนไม่รู้ไม่เข้าใจก็ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติ
มนุษย์เราถึงต้องมีการเรียนการศึกษา เพื่อจะได้มีปัญญา ความรู้ของเราต้องเป็นความรู้จริง ไม่ใช่ความรู้จำ ถ้าความรู้จริงแล้วมันจะไม่ลืม ถ้าความรู้จำไม่ใช่ความรู้จริงนั้นมันจะลืม
เราเรียนเราศึกษา การเรียนการศึกษานั้นต้องเป็นความรู้จริง เพื่อจะเอาความรู้จริงนั้นมาใช้ มาประพฤติมาปฏิบัติ ความรู้จริงนั้นเราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เอาความดีและปัญญาไปพร้อม ๆ กัน เอาความรู้กับการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ เพราะเรารู้เข้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ย่อมไม่มีปัญหา ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะมีแต่ปัญญา ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะเป็นปัญญา วัตถุกับใจนั้นต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน ด้วยความรู้ความเข้าใจและการประพฤติการปฏิบัติ รวมกันเป็น ๑ เป็นเอกัคคตา เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ สิ่งทั้งหวงทั้งปวงนั้นจะบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่ง ความรู้ความเข้าใจนั้นจะหยุดลงในปัจจุบัน หยุดลงที่ใจรู้เข้าใจ คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปริยัติกับปฏิบัตินั้นถึงแยกกันไม่ได้ ปริยัติกับปฏิบัติถ้าแยกกันเมื่อไหร่ก็ย่อมมีการเสียหายย่อมมีการพลังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เราทุกคนต้องพากันเข้าใจอย่างนี้ ความรู้กับการปฏิบัตินั้นแยกกันไม่ได้
เราทุกคนต้องรู้หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันที่เรามีกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ปัจจุบันที่เรามีตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราต้องทำหน้าที่ของเราดี ๆ ให้ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาก็ต้องประกอบด้วยความดี ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆกัน เพื่อความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นั้นที่เป็นธรรมชาติที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยที่เป็นใหญ่เฉพาะตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจได้คืนอธิปไตยให้กับธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ด้วยความรู้ความเข้าใจ
คำว่าลิดรอนให้เรารู้เราเข้าใจ คำว่าลิดรอนนั้นหมายถึงเข้าไปปรุงไปแต่ง อยากจะให้เป็นอย่างโน้น อยากจะให้เป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างโน้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ นี้คือการลิดรอนสิทฺธิเสรีภาพ เช่น เราไม่อยากให้แก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากให้ตาย ไม่อยากให้พลัดพราก นี้แหละคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ให้เรารู้เข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ จะได้คืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชน ให้กับธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะหยุดได้ก็เพราะเรารู้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำ มันเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราก็จะเข้าไปปรุงแต่ง ความคิดของเราความนึกของเรา ความตรึกของเรานั้นคือความปรุงแต่ง เราไปนึกไปคิด ไปตรึกไปตรอง ไปตรึกนึกคิดในกามในพยาบาท ไปหมกมุ่นอยู่ในกามอยู่ในพยาบาท
เราต้องมารู้มาเข้าใจ กามและพยาบาทนั้นคือความทุกข์ มันเป็นความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะไม่ได้ตรึกนึกคิดในกาม จะไม่จมอยู่ในกาม เราทุกคนจะไม่ได้ตรึกนึกคิดในพยาบาทเครียดแค้น เราทุกคนจะไม่ได้จมอยู่กับพยาบาท ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพากันมารู้ทุกข์ มารู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในเรื่องของกาม เห็นภัยในเรื่องของพยาบาท
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติคือเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา ความสงบและปัญญานี้จะหยุดเรื่องของกามเรื่องของพยาบาท สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดวัฏฏสงสารที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ มีความลังเลสงสัยในการประพฤติในการปฏิบัติ ว่าการปฏิบัติของเรานั้นปฏิบัติไปถึงไหนเมื่อไหร่เราจะได้หยุด ให้เข้าใจนะ ปฏิบัติถึงเรามีสติมีสัมปชัญญะนี้แหละ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ มีความเป็นหนึ่ง นั่นแหละจะได้หยุด จะว่าหยุดก็ได้ จะว่าสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสตินี้คือสัมปชัญญะ นี้คือความสงบและปัญญา
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ คำว่าสงบมาก ๆ ก็หมายถึงผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องปฏิบัติมาก ๆ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขนั้นแหละคือเรามีความสงบ ถ้าเรามีความสงบนั่นแหละคือความสุข เรามีความสุขกับการทำงาน นั่นแหละคือเรามีความสงบกับการทำงาน เพราะ ๒ อย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ
เราต้องรู้เข้าใจ เราทำความดีให้มีความสุข เราอย่าไปทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เราฟังดูดี ๆ นะ ททำความเข้าใจดี ๆ นะ ๒ อย่างนี้มันคนละอย่างนะ อันหนึ่งทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี อันหนึ่งทำความดีเพื่อเราเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี อันนี้เป็นความไม่ถูกต้อง ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนี้ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ ผู้มีความรู้มาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ คำว่าความสงบความสุขนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะเราก็ไม่มีความทุกข์
ผู้มีปัญญามาก ๆ ทำไมเป็นทุกข์ ก็เพราะผู้มีปัญญามากทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีมันก็ย่อมเป็นทุกข์ มันถึงมีความทุกข์ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี เพื่อมายกเลิกตัวยกเลิกตน เราอย่าไปทำความดีเพื่อจะมีตัวเพื่อจะมีตน เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความดับทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ จะได้ข้ามสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราจะได้ข้ามสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ จะไม่ได้ครอบงำใจของเรา จะไม่ได้ครอบงำสติปัญญาของเรา เราต้องรู้จักปัญหา เราต้องรู้จักยานเพื่อจะข้ามสัญชาตญาณ เราต้องเอาหลักการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นความดีและปัญญาเพื่อพัฒนาวัตถุพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับเป็นวันปฏิบัติธรรม ทำ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่หยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ใจของเราสงบ ใจของเรามีปัญญา เพื่อความสงบและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องจะได้เป็นชิ้นเป็นอัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทำอะไรติดต่อต่อเนื่องที่เป็นกระบวนการ อย่างเร็วใช้เวลา ๗ วัน อย่างกลางใช้เวลา ๗ เดือน อย่างมากใช้เวลา ๗ ปี ที่ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน ความดีและปัญญานั้นคือสติคือสัมปชํญญะ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นปริยัติกับปฏิบัติที่เดินทางไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจ ปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ ศีลนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน สมาธิก็จะเป็นพระนิพพาน ปัญญานั้นก็จะเป็นพระนิพพาน ทำความดีเพื่อความดีเพเราะเราเห็นการทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำความดีเพื่อที่อยากจะเป็นคนดี
เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจให้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เพื่อเราจะได้เอาศีลเป็นพระนิพพาน เอาสมาธิเป็นพระนิพพาน เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นเป็นพระนิพพาน พระนิพพานถึงเป็นสิ่งที่ได้แก่สติสัมปชัญญะ ถ้าเราปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ที่เป็นเป็นความรู้ไมใช่ความจำ จะได้ทำหน้าที่ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจที่รู้ที่เข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นคือสิ่งเดียวกัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นความสงบมาก ๆ ที่เป็นการทำความดีเพื่อความดีไม่หวังผลอะไรตอบแทน
เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัญญามาก ๆ นั้นแหละจะเล่นงานเรา ผู้มีปัญญามาก ๆจะมีความทุกข์มาก ๆ เพราะไปทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดีมันจะไม่มีความทุกข์มันจะเป็นได้อย่างไร ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีนั้นย่อมเป็นทุกข์แน่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำความดีเพื่อความดี ใจของเราก็จะดี ใจของเราก็สบาย เพราะเราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องมีความสงบมาก ๆ ความสงบนั้นแหละคือความสุข ความสุขนั้นแหละคือความสงบ ให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ปัจจุบันเลยมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ความทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านได้ตรัสคริธรรมให้พสกนิกรชาวไทยและชาวโลกให้รู้ให้เข้าใจ ในเรื่องความทุกข์ในเรื่องความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจ เราอย่าไปทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราจะไปอยากไม่อยากไปทำไม มันเป็นทุกข์เปล่า ๆ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้จะมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย ความสุขนั้นต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน ความดับทุกข์นั้นต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน
เมื่อครั้งพุทธกาล มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสให้เข้าใจว่าขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข ขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย ท่านถึงได้ตรัสว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ให้เอาปัจจุบันนี้แหละมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เราต้องรู้ต้องเข้าใจอย่างนี้
ปัจจุบันเราก็ต้องว่างจากตัวจากตน ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เราจะเอาความอยากนั้นนำชีวิตไม่ได้ เพราะความอยากความต้องการมันไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอไม่เพียงพอมันบกมันพร่องอยู่เป็นนิจ เหมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เหมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันพร่องอยู่เป็นนิจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบัน ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ที่เป็นความรู้ความเข้าใจไม่ใช่เป็นความจำ
เรามามีความสุขในการเอาทางสายกลางพัฒนาใจกับพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เราทั้งหลายรู้เข้าใจ ความสงบและปัญญานี้มันต้องไปพร้อม ๆ กันเสมอกัน อันหนึ่งความสงบอันหนึ่งปัญญาที่เป็นรายรับรายจ่ายพอดี นี้เป็นธนาคารแห่งชีวิต สติสัมปชัญญะเป็นความสมบูรณ์สมดุลนี้คือธนาคารแห่งชีวิต ความดีและปัญญาเป็นธนาคารแห่งชีวิต เป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว เราต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะไม่เป็นโปรแกรมเมอร์สีเทา
เราทุกคนต้องมาแก้ที่เรา เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติแทนกันและกันได้ งานนี้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเรา ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจเราทั้งหลายจะไม่ได้พากันอยู่ลอย ๆ ลอยไปลอยมา ลอยหน้าลอยตา ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ลอยไปลอยมา ไม่รู้จักโฟกัสกายวาจากิริยามารยาทอาชีพในปัจจุบัน เป็นผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ ชีวิตนี้ตั้งอยู่ในความหลงตั้งอยู่ในความประมาท เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ จะเป็นความดีเพื่อความดี เป็นอิสรภาพ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้จะครอบงำเราไม่ได้ ด้วยความรู้ความเข้าใจ
สติปัฏฐานทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน เราทุกคนต้องเจริญสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน ว่าเรายืนเดินนั่งนอน เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้ชัดเจน กายเวทนาจิตธรรม เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมชัดเจน เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะของเราจะได้ก้าวไป เพื่อจะก้าวไปด้วยความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
อานาปานสติได้แก่ลมหายใจเข้าหายใจออกของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาอานาปานสติเป็นหลักการมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อการเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่า ลมหายใจนี้อยู่กับเราตั้งแต่เกิดถึงตาย ให้เราใช้อานาปานสตินี้มาใช้มาปฏิบัติเพื่อฝึกสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ให้เราฝึกหายใจเข้าให้สบาย เพื่อเอาออกซิเจนเพื่อไปหล่อเลี้ยงร่างกาย หายใจออกเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป ให้เอาอานาปานสติมาใช้ทุก ๆ อิริยาบถนั่นแหละดี ไม่ใช่เอามาใช้เฉพาะเวลานั่งสมาธิ ถ้าเรามีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออก ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เราเข้าใจอย่างนี้นะ เราอย่าไปอยากให้มันสงบ ถ้าเราอยากจะให้มันสงบ มันจะสงบได้อย่างไรเพราะเราอยากให้มันสงบ
ความอยากนั้นมันเป็นการทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี เพราะอยากให้มันสงบ มันจะสงบได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสงบ ปฏิบัติจนตายมันก็ไม่สงบ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เรามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติถึงจะเป็นความสงบ ถึงจะเป็นความดี ความดีนั้นย่อมไม่ปรุงไม่แต่ง ถ้าความดียังไปปรุงไปแต่งนั้นมันไม่ใช่ความดีมันเป็นตัวเป็นตน ให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจแล้วจะสร้างปัญหาให้กับตัวเองนะ ถ้าเราไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มันจะมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ยิ่งเฒ่ายิ่งแก่ยิ่งมีความทุกข์ น่าสมเพชตัวเองนะ มันเป็นทุกข์เมื่อแก่ ยิ่งแก่ก็ยิ่งมีความทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจจะไม่ได้มีความทุกข์เมื่อแก่
เราต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องพากันมาให้ทานเสียสละ ต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ ถ้าเราไม่เป็นผู้ให้ไม่เป็นผู้เสียสละ เราจะเป็นทุกข์เมื่อแก่นะ เราจะเป็นทุกข์ตั้งแต่เด็กจนถึงหมดลมหายใจนะ เราเกิดมาไม่ใช่เราเกิดมาเพื่อทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไปนะ นอกจากทุกข์ไม่มี
เราเกิดมาเพื่อมารู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องวัตถุกับจิตใจ เพื่อเรามาคืนอธิปไตยให้กับปวงชนมหาชน เพื่อยกเลิกความทุกข์ที่มันเกิดขึ้น ความทุกข์ที่มันตั้งอยู่ ความทุกข์ที่มันดับไป เอาความทุกข์นั้นมาเป็นความสุขทางใจ เพื่อใจของเราจะได้เกิดปัญญา ใจของเราจะได้ยกเลิกปัญหา ใจของเราต้องมีปัญญา เพื่อให้ปัญหานั้นเกิดปัญญา เปลี่ยนจากความหลงเป็นความรู้ คือรู้จริงตามความเป็นจริง ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม จบลงที่ปัจจุบันด้วยอาศัยหลักการทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ มารวมกันที่ปัจจุบันนี้แหละเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ที่อยู่ที่อาศัยของเรา บ้านของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาทางสายกลางที่พัฒนาวัตถุด้วยอาศัยหลักการของวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจให้รู้เข้าใจ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ สรุปแล้วสติสัมปชัญญะนี้เป็นหลักการ เป็นทางเดินไปสู่มรรคผลพระนิพพานในปัจจุบัน เราทุกท่านทุกคนเป็นผู้โชคดี ต้องพากันรู้เข้าใจ เพื่อเอากายและใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อความสมดุลระหว่างใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ที่เป็นรายรับรายจ่ายที่สมดุล ที่เป็นธนาคารแห่งชีวิต ให้เอาปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านเตือนเราทั้งหลาย ปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ พวกเธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา