๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๗ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ธรรมะคือธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่มีความปรุงแต่ง เป็นความพอดี เป็นความพอเพียง เป็นความเพียงพอ ไม่ได้เอามาเพิ่มและตัดออก เราทุกคนต้องพากันมารู้ธรรมะ มารู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง จะได้ทำหน้าที่ประพฤติปฏิบัติต่อธรรมะให้ถูกต้อง เพื่อจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิสภาวธรรมตามความเป็นจริง

 

เรามาทำหน้าที่ของธรรมะด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทุกคนพากันมามีความสุขในหน้าที่ด้วยการประพฤติด้วยการปฏิบัติ ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นหน้าที่สำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข ถ้าเรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบนั้นก็ย่อมมี ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เพื่อปัญญากับความสงบจะได้ไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งความสงบอันหนึ่งปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เราทุกคนพากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ มาทำหน้าที่ของตัวเองในปัจจุบัน เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในการประพฤติการปฏิบัติ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอนตลอดจนอิริยาบถย่อย กิน ดื่ม ทำกิริยา คำพูด ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้พร้อม รู้รอบ มารู้เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว เพื่อทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

 มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันเราต้องมีความสุข ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิที่จะต้องก้าวไปด้วยการให้ทาน เสียสละ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เป็นสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ในขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นเราเป็นคนอื่น เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ หมายถึงผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนให้มาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อให้ทานศีลสมาธิภาวนาได้ก้าวไปในความรู้ความเข้าใจในปัจจุบัน

 

หลักการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านแนะแนวให้เราใช้การเจริญสติสัมปชัญญะด้วยการเจริญอานาปานสติ ได้แก่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจออกก็ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม หายใจเข้าก็ให้มีความสุข หายใจออกก็ให้มีความสุข เพราะความสุขกับความสงบมันคือสิ่งอันเดียวกันนะ ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจแล้วทำหน้าที่เป็นความดีเพื่อความดีไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นบริสุทธิคุณที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ มาจากใจมาจากพระนิพพานที่เรารู้เราเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ เพื่อจะก้าวไปด้วยทานศีลสมาธิภาวนาที่เป็นปัจจุบันธรรม เป็นการทำความดีไม่หวังผลตอบแทน เรามารู้มาเข้าใจ

 

เราให้ทานนั้นก็ดีอยู่แล้วเราจะไปหวังอะไรอีก เรารักษาศีลนั้นก็ดีอยู่แล้วเราจะไปหวังอะไรอีก เราเจริญสมาธิภาวนาก็ดีอยู่แล้วเราจะไปต้องการจะไปหวังอะไรอีก เราเจริญปัญญาก็ดีอยู่แล้วเราจะไปหวังอะไรอีก ความหวังนั้นให้พวกเราทั้งหลายพากันเข้าใจนะ ความหวังนั้นคือความไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ มีความบกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่อิ่มไม่เต็ม เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันจะมีความพร่องอยู่เป็นนิจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างนี้แหละไม่ได้นะ

 

เราต้องรู้เราต้องเข้าใจเราจะได้หยุดปัญหา เราจะไม่ได้สร้างปัญหา เราจะไม่ได้หาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง เราจะไม่ได้หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่นด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้สำคัญนะ ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม ถ้าความเข้าใจแล้วจะไม่หลงลืม

 

ความเข้าใจในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง เข้าใจเรื่องสมมติสัจจะทั้งหลายที่ได้สมมติขึ้นมาเพื่อจะเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ที่จะเป็นอุปกรณ์ทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ จะได้เอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้ มาทำหน้าที่ เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สมมติสัจจะเราต้องมาใช้ให้ถูกต้องเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่มันเป็นตัวเป็นตน ต้องอาศัยสมมติสัจจะนี้แหละเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติเพื่อเอามาทำหน้าที่ของเราดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้การปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ สิ่งต่าง ๆ ที่เคยมีปัญหานั้นก็จะเป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญานั้นที่เราจะต้องเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเอาวิกฤตเป็นโอกาสในปัจจุบัน มารู้เรื่องกรรม กรรมทางกายทางวาจาทางกิริยามารยาททางอาชีพมารู้เรื่องกรรม ด้วยความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

ถึงมีคำ ๒ คำ อันหนึ่งธรรม อันหนึ่งวินัย ธรรมนั้นคือรู้ รู้เหตุรู้ปัจจัย เพราะวินัยคือการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัติถึงไปพร้อม ๆ กัน รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์ก็ไม่มีแล้ว ถ้ามีความสุขความทุกข์นั้นก็จะไม่มี เรามารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรมอย่างนี้

 

ประเทศไทยเราเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นความรู้ความเข้าใจ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ถึงต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อปฏิปทาจะได้ติดต่อต่อเนื่องกันในปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความจำ การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๒๑ วันตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล จะเป็นชิฟเป็นเมมโมรี่ฝังอยู่ในธาตุในขันธ์ในอายตนะด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปิติสุขเอกัคคตาให้เรารู้เราเข้าใจ เราทุกคนต้องมารู้คุณรู้ประโยชน์ในการประพฤติการปฏิบัติ ให้เข้าถึงความสุข เพราะความสุขกับความสงบคืออันเดียวกัน เพราะไม่มีความทุกข์ จะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าพระนิพพานในปัจจุบันก็ไม่ผิด

 

ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ เราทุกคนต้องพากันมาทำหน้าที่อย่างมีความสุข เรามีความตั้งมั่นในการประพฤติการปฏิบัติด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ความประมาทกับความผิดพลาดนั้นมันคืออันเดียวกัน มันเป็นความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความสงบและปัญญาต้องทำงานควบคู่กันไป มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างมีความสุขให้เอาปัจจุบันเป็นวาระของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำหน้าที่ เน้นจากใจที่เป็นตัวผู้รู้ เรารู้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจเท่านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เพื่อไม่ให้โลกธรรมมันครอบงำใจ ครอบงำสติ ครอบงำปัญญาของเรา

 

เรามาทำหน้าที่ดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญาของเราทุก ๆ คน เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้กันได้หรือว่าทดแทนกันได้ เรามาเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ปรับเข้าหาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ปรับเข้าหาเวลา เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยเอาเวลาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อนให้เพียงพอพอเพียง การนอนการพักผ่อนพอเพียงเพียงพอเพื่อความพอดี วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราต้องนอนพักผ่อนหลับสนิทวันละ ๖ ชั่วโมง นอนพักผ่อนเท่านี้คือการนอนพอเพียงเพียงพอ ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาทำงาน การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน เพื่อวัตถุกับจิตใจจะได้ไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เปรียบเสมือนขาซ้ายและขาขวาที่จะก้าวไป อันหนึ่งความรู้อันหนึ่งการปฏิบัติต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน เวลา ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญา ที่เป็นปฏิปทาที่บริสุทธิคุณ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นทานศีลสมาธิภาวนา เป็นเวลาที่มีความสุขที่สุดในการทำหน้าที่ของหน้าที่ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นความดับไม่เหลือจากความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญภาวนาก็จะเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ใช่พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันไกลเหลือเกินไม่ใช่ปัจจุบัน มันแก้ปัญหาไม่ได้

 

เช่น มีผู้ไม่เข้าใจไปทูลถามปัญหากับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสว่าขึ้นอยู่กับเหตุ ขึ้นอยู่กับปัจจัย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เมตตาตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่า เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ อดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องทำความดีเพื่อความดี จะได้เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบันนี้แหละคือฐานของอนาคต เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ถ้าปัจจุบันมันมี อนาคตมันก็ไม่มี

 

เราต้องพากันรู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพานนะ พระนิพพานคือความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี เราต้องรู้เข้าใจ เรามีตารูปนั้นถึงมีนะ เรามีหูเสียงถึงมี เรามีจมูกกลิ่นถึงมี เรามีลิ้นรสนั้นถึงมี เรามีกายถึงมีสัมผัส เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิดมีเจตสิกต่าง ๆ นานา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้รู้เรื่องของกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ความรู้ควมเข้าใจด้วยทานศีลสมาธิภาวนา

 

เวลา ๑๘ ชั่วโมงนี้ เป็นเวลาที่เราให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา เพราะการปฏิบัติธรรมกับการทำงานต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแยกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกกันนั้นมันต้องเสียหาย มันต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย เราทุกคนต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ เราจะได้เอาพระนิพพานนำชีวิตด้วยปฏิปทาให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน ไปให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนาในศาสนาของตน ถือเนกขัมมะบารมี ยกเลิกตัวยกเลิกตน ใช้เวลา ๒ วัน ๒ คืน ติดต่อต่อเนื่อง ครั้งพุทธกาลเอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำเป็นวันหยุด วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุด เพื่อไปให้ทานรักษาศีลถือเนกขัมมะเจริญสมาธิภาวนา เดือนหนึ่ง ๓๐ วัน มีวันหยุดอยู่ ๘ วัน

 

ปัจจุบันนี้ทุก ๆ ประเทศให้เอาหลักสากล ให้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด เพื่อไปให้ทานรักษาศีลถือเนกขัมมะเจริญสมาธิภาวนาในศาสนาของตนที่ได้ถือพระศาสนานั้น ๆ

 

พูดถึงศาสนา ศาสนานั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ศาสนานั้นมายกเลิกนิติบุคคลยกเลิกตัวตน เราทุกคนต้องมารู้จักพระศาสนาอย่างนี้นะ ศาสนานั้นคือการให้ทานรักษาศีลถือเนกขัมมะเจริญภาวนา ยกเลิกนิติบุคคลยกเลิกตัวตน ไม่มีตัวมีตน ยกเลิกตัวยกเลิกตนอย่างนี้ถึงเป็นพระศาสนา ศาสนาทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด ใช้ความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีความสุขในการทำสิ่งที่ถูกต้อง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติต่อสมมติสัจจะให้ถูกต้อง

 

ศาสนานั้นมีหลายชื่อไม่เป็นไร ให้เรารู้เข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาศาสนาเป็นนิติบุคคลตัวตน ศาสนานี้มีความหมายถึงยกเลิกตัวตน เราต้องรู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นคือปัญหา คือเจ้าปัญหา ศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ผู้มีความรู้ความเข้าใจ เห็นภัยในความไม่ถูกต้อง ถึงได้ละเหยื่อของโลก เหยื่อของโลกหมายถึงตัวตน มุ่งสันติด้วยความรู้ความเข้าใจ ศาสนานี้คือความสงบคือความเย็น เย็นมาก ๆ ยิ่งกว่าแอร์คอนดิชั่น เป็นความเย็นที่มาจากใจมาจากพระนิพพานด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ศาสนานี้ให้เรารู้เข้าใจมันเป็นหลักสากล ทุกคนต้องใช้พระศาสนาเหมือนกันหมด เราต้องรู้เข้าใจ ในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้ จบลงที่ผัสสะนี้ พระศาสนาคืออความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ที่ทำความดีด้วยปัญญาไม่หวังอะไรตอบแทน เพราะทำความดีก็ดีอยู่แล้ว พูดดีก็ดีอยู่แล้ว กิริยามารยาทดีก็ดีอยู่แล้ว อาชีพที่ยกเลิกตัวตนไม่เอาความสุขจากความหลง ไม่เอาความสุขจากการเบียดเบียน ไม่เอาความสุขจากการโกงกินคอร์รัปชั่น เอาความสุขจากความรู้ความเข้าใจที่มาให้ทานมาเสียสละ

 

ถ้าเราไม่เสียสละ เราก็จะเป็นนิติบุคคตัวตน เราก็จะเป็นคนไม่มีศาสนา เพราะศาสนาคือความรู้ความเข้าใจ มันเป็นสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจ ทำอะไรไม่หวังอะไรตอบแทน ศาสนานี้มีความหมายอย่างนี้ เราทุกคนพากันเข้าใจนะ จะได้ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเข้าใจพระศาสนาผิด ๆ มันเสียหายทั้งเราและผู้อื่น เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงจะเป็นคนมีพระศาสนา เรามีตัวมีตนเราจะเป็นคนมีพระศาสนาได้อย่างไร

 

การทำงานถึงไม่ต้องการอะไร มีความสุขในการทำงานก็เพียงพอ การทำสมาธิถึงไม่หวังอะไรตอบแทน มีความสุขในการทำสมาธิก็เพียงพอ ถ้าเรามีความสุขมันก็มีออกซิเจนอยู่แล้ว ถ้าเรามีความสุขอย่างนี้มันก็ปล่อยวางของเสียปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์อยู่แล้วไปในตัว เราต้องรู้เข้าใจ ผู้มีความสุขถึงเป็นผู้มีออกซิเจน ผู้มีความสุขถึงเป็นการปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ของเสียของปฏิกูล ให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะได้ผ่านธาตุขันธ์ผ่านอายตนะด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนอย่าไปตามใจตัวเอง อย่าไปตามอารมณ์นะ ให้เอาหลักการเอาพระธรรมเอาพระวินัย เป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ เราถึงจะพากันแก้ปัญหาได้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนี้เป็นอุปกรณ์ของการประพฤติการปฏิบัติ เราจะเป็นใครมาจากไหนเราต้องรู้เข้าใจ เราจะไปตามใจตามอารมณ์ตามความรู้สึกตามสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นไม่ได้ ทำให้เราเสียเวลาเปล่า ๆ เวลานี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะ เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณแล้วเราเอากลับคืนมาไม่ได้นะ เราต้องรู้เข้าใจ เห็นคุณเห็นประโยชน์ เห็นการทำหน้าที่นี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

 

ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากมันเป็นผลวิบากจากอดีตที่ผ่านมา มันแก้ไขไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราถือเอาวิกฤตที่ได้เกิดความเสียหายมาเป็นโอกาส เพราะมันแก้ไขไม่ได้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะที่มันเป็นโลกธรรมครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราคิดเป็นทางบวก เอาวิกฤตเป็นโอกาส ความคิดนี้สำคัญนะ เราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ต้องไม่หมกมุ่นในความหลงเอร็ดอร่อยในความหลง ท่านไม่ให้เราหมกมุ่นในกามหมกมุ่นในพยาบาท ต้องพากันฉลาด

 

ให้พากันรู้พากันเข้าใจ ความคิดนี้สำคัญมาก เรามีความทุกข์ก็เพราะความคิดนะ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะไม่มีความทุกข์ก็เพราะความคิด หนามปักเท้าแล้วก็ให้เอาหนามนั้นแหละมาบ่งหนามออก ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ให้เอาคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชเอามาใช้เอามาปฏิบัติ ที่ท่านตรัสไว้เป็นคติธรรม ให้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราคิดดูดี ๆ นะ ด้วยเหตุด้วยผลด้วยปัญญา เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องเข้าถึงความพอเพียงเข้าถึงความพอดี เรียกว่าเข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียง

 

ความคิดของเรานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องรู้เข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการบำเพ็ญภาวนา เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลเห็นผลนะ

 

เราคิดดูดี ๆ สิ ทำไมนักการเมืองถึงมีวาระ ๔ ปี ก็ใช้หลักการในการเปลี่ยนแปลงกรรม เปลี่ยนแปลงกฎแห่งกรรม เปลี่ยนแปลงผลของกรรม การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องถ้า ๔ ปีจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ ที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ๔ ปี ทุกประเทศจะแก้ปัญหาได้ จะยกเลิกทุจริตได้ เราต้องรู้เข้าใจ การมีตัวมีตนนั้นแหละคือทุจริต ถ้าใครมีตัวมีตน บุคคลนั้นคือบุคคลที่ทุจริตนะ ถึงมีวาระ ๔ ปีของนักการเมือง

 

เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัตินะ พระธรรมกับพระวินัยต้องไปพร้อม ๆ กันถึงจะใช้ได้ถึงจะไม่เสียหายถึงจะไม่พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ แล้วพากันทำหน้าที่อย่างมีความสุข เพราะความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ ความสุขนั้นคือพระนิพพาน ตัวตนนั้นมันเป็นนรก ให้เรารู้เข้าใจ สวรรค์ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล นิพพานก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล นรกก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ในใจของเราในปัจจุบันนี้ เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจจะได้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จะได้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ จะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้หมกมุ่นอยู่ในกามอยู่ในพยาบาท เรายกเลิกตัวยกเลิกตนมันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้วที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

เราทุกคนมาเน้นในตัวของเราเอง ยกเลิกตัวตน ยกเลิกโลกธรรม มาเน้นตัวของเราเอง ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มาเน้นที่ตัวของเราเอง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ต้องไปออมทุกข์ไว้ ไม่ต้องเสียดายความทุกข์ เราต้องเข้าถึงการประพฤติการปฏิบัติดับไม่เหลือด้วยทานศีลสมาธิภาวนา ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลาไม่เลือกสถานที่ ให้เข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติคือการชิงแชมป์ในระหว่างอวิชชากับปัญญา เดิมพันนั้นให้เรารู้เข้าใจนะ เดิมพันนั้นมันคือเรื่องภพเรื่องชาตินะ ชาตินั้นมันคือความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากนะ ที่เราแก่เจ็บตายพลัดพรากก็เพราะสาเหตุที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องของภพเรื่องของชาติ เมื่อเรารู้เข้าใจในความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์มาก ๆ เลย

 

เราต้องหยุดด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อยกเลิกเหตุปัจจัย เพื่อมุ่งสู่สันติด้วยความดับไม่เหลือด้วยการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา ด้วยความรู้ความเข้าใจ สติสัมปชัญญะของเราต้องเอามาใช้มาปฏิบัติ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมรู้เรื่องกรรม เราจะได้หยุดกรรมด้วยความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกการเวียนว่ายตายเกิดของเรา

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงความรู้ความเข้าใจ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ ๆ ท่านมาจุติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ท่านประสูติก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ท่านตรัสรู้ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงธัมมจักกัปวัตนสูตรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ แสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ บอกกล่าวพุทธบริษัททั้งหลายรับทราบกันว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าพระตถาคตเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานก็วันพระจันทร์วันเพ็ญ ให้เรารู้เข้าใจ ความเต็มนี้หมายถึงความพอเพียงเพียงพอ รู้เข้าใจเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรม รู้เข้าใจในเรื่องการประพฤติการปฏิบัติอย่างมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้จะว่าไม่มีความทุกข์ได้จะ เรียกว่าพระนิพพานเบื้องต้นท่ามกลางสูงสุด เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เข้าถึงความเต็มความพอเพียงเพียงพอ

 

เราต้องพากันมารู้อริยสัจ ๔ มารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ ความพอเพียงเพียงพอ ให้เรารู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันไม่จบนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความเพลิดเพลินนำชีวิต ไม่ให้เอาความประมาทนำชีวิต เพราะปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เมื่อมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วมันเอากลับคืนมาไม่ได้นะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็บดับขันธ์สู่ปรินิพพานที่จะต้องดับไม่เหลือทั้งธาตุขันธ์อายตนะ ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 108,090