๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๒ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย ฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเราจะได้รู้ได้เข้าใจ จะได้เอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจเพราะทุกอย่างนั้นมันคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ความรู้ความเข้าใจกับการประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นหน้าที่
วันหนึ่งเรานอนเราพักผ่อนสำหรับข้าราชการพ่อค้าประชาชน พากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง สำหรับนักบวชพากันนอนวันละ ๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่เป็นเวลาทำงานเป็นการทำหน้าที่ของผู้ครองเรือน ผู้ที่เป็นนักบวช
เราจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ สมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ เอามาทำหน้าที่เพื่อเป็นหนทางดำเนินชีวิต เพื่อเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกเรานึกเราคิดอย่างไร แต่เราทุกคนรู้ว่าใจของเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่เราปกปิดใจของเราไม่ได้ การประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นบริสุทธิคุณ เป็นความซื่อสัตย์สุจริต เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นบริสุทธิคุณ เป็นความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี การที่ทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นบริสุทธิคุณ การที่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นไม่ใช่บริสุทธิคุณ
อริยมรรคมีองค์แปดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ อริยมรรคมีองค์แปดต้องเป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ทำความดีเพื่อความดี
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มาเน้นที่บริสุทธิคุณ
ทุก ๆ คนมาทำหน้าที่ของตนเอง เรานอนเราพักผ่อนให้พอให้เพียงพอ เราเป็นฆราวาสก็นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นนักบวชก็พักผ่อนจำวัดให้เพียงพอ
หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านนอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ เพื่อเป็นหลักการเป็นปฏิปทา
ประชาชนที่ไม่ได้บวชก็ควรจะนอนไม่เกิน ๓ ทุ่ม ตื่นขึ้นเวลาตี ๔
เราอยู่ในเมืองหลวง อยู่ในปริมณฑลของเมืองหลวง เราพากันมารู้มาเข้าใจในวิถีชีวิตของการประพฤติการปฏิบัติ ชีวิตของเราส่วนใหญ่ที่พัฒนาใจพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ได้ไม่เกินร้อยปีจะเกินบ้างก็เพียงเล็กน้อย
ชีวิตของเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ เพื่อเอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนี้จะเป็นออกซิเจน เราเอาหน้าที่ของเรามาทำงานให้มีความสุข ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขในการทำงานเราก็จะมีความสุขความสงบ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ เราทุกคนต้องมีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ เราจะทำอะไรก็ให้มีความสุขในการกระทำนั้น ๆ เอาหน้าที่ธุรกิจหน้าที่การงานมามีความสุข
ปัจจุบันของเราทุกคนต้องมีความสุข เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ความรู้ความเข้าใจนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำไม่ใช่หยดน้ำ เราพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ต้องมีความสุขในการทำงาน งานคือความสุข ความสุขคือการทำงาน
ความสุขนี้จะหยุดกาลหยุดเวลา ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา
การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ ๒๑ วัน ให้เรารู้เข้าใจต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะเห็นผลทั้งทางรูปธรรมนามธรรมอย่างชัดเจน
พระธรรมพระวินัยนี้ผู้ที่มาบวชต้องเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องด้วยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น พระธรรมพระวินัยนี้เป็นธรรมะที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นบริสุทธิคุณ
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัยเรื่องธรรมนูญ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยยกเลิกตัวยกเลิกตน ละตัวละตน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นได้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำไม่ใช่หยดน้ำ
ศีลนี้คือความหมายที่ยกเลิกตัวตน สมาธินี้คือความหมายที่ยกเลิกตัวตน ปัญญานี้คือความหมายที่ยกเลิกตัวตน ธุดงควัตรนี้คือยกเลิกตัวตน ต้องมีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงต้องไปเข้าโรงเรียนอนุบาล ทำไมไม่ให้เด็กอยู่ที่บ้าน เพื่อการประพฤติการปฏิบัติจะได้ติดต่อต่อเนื่อง ถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล พระธรรมพระวินัยให้เรารู้ให้เข้าใจเราจะได้ประพฤติได้ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง รูปแบบสมมติสัจจะที่สำคัญมากสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ทำไมเค้ามีรูปแบบมีแบรนด์เนมต่าง ๆ เพราะสมมติสัจจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะธรรมะคือหน้าที่หน้าที่คือธรรมะ เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
รูปแบบ แบบพิมพ์ ที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยที่เป็นธรรมนูญ เพื่อให้เรายกเลิกตัวยกเลิกตน นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ผู้บำเพ็ญภาวนาทางพระศาสนาต้องพากันรู้เข้าใจว่าสมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง
ด้วยเหตุผลนี้ใครจะไปทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้บำเพ็ญภาวนาเพื่อพัฒนาจิตใจก็ต้องเอาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ
เราทุกคนต้องมาเน้นที่ตัวเรา เราไม่มีอภิสิทธิ์ที่จะไปแก้ไขคนอื่น เรามีกติกาทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพร่วมกัน ทุก ๆ คนเน้นที่ตัวของเราเอง ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็รวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
การปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่อนาคต อยู่ที่ปัจจุบัน ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้
การที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นเป็นความสุข ที่เราทำความดีเพื่อความดีนั้นเป็นความสุข ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี เราทำความดีเพื่อความดีนั้นมีความสุข จะเป็นออกซิเจน ถ่ายเทของเสียถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เราเข้าใจ ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ธาตุขันธ์อายตนะของเราทุกคนเราพัฒนาใจพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เค้าจะอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่าร้อยปี ให้เราถือว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทนั้นคือความผิดพลาดคือความเสียหายมันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ความประมาทมันพังทลายอย่างนั้น
เราต้องรู้ต้องเข้าใจธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้เป็นการบ้านที่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องเข้าใจเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญหาเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะได้เอามาเป็นปัญญา เราต้องรู้เข้าใจว่ากายของเราที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นั้นเค้าเป็นส่วนหนึ่ง เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าไม่มีธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราก็จะไม่มีการประพฤติไม่มีการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมีสติมีสัมปชัญญะ สติคือตัวผู้รู้ สัมปชัญญะคือตัวปัญญา เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติคือความสงบ สงบด้วยความรู้ความเข้าใจ ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง มีความสงบ
หลักการในการประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนได้เจริญสติสัมปชัญญะเพื่อให้ปฏิปทานั้นติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ให้เป็นหยดน้ำ ให้เป็นสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถ้าเราทำความดีเพื่อความดีนั้นมันจะไม่มีความเครียด ถ้าทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีมันมีความเครียด ให้ผู้ปฏิบัติทุกคนพากันรู้เข้าใจ การทำความดีนั้นจะไม่มีความเครียด การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันจะเป็นความเครียด การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราจะไม่มีความเครียดเพราะเราทำความดีเพื่อความดี ไม่หวังผลอะไรตอบแทน
ข้อนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราพากันมาทำความดีเพื่อความดีไม่หวังผลตอบแทน เรามีความสุขในการทำหน้าที่อย่างเดียวเป็นบริสุทธธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ทำอย่างนี้แหละไม่มีความเครียด
เรานอนพักผ่อน ฆราวาสผู้ครองเรือนวันละ ๘ ชั่วโมง นักบวชพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง มีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงานจะไม่มีความเครียดเพราะมันเป็นออกซิเจน มันเป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ ไป ถ้าเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิปฏิปทานั้นก็จะติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้อยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน การให้ทานของเราก็จะเป็นพระนิพพาน การรักษาศีลของเราก็จะเป็นพระนิพพาน การทำสมาธิภาวนาของเราก็จะเป็นพระนิพพาน การเจริญปัญญานั้นก็จะเป็นพระนิพพาน จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ สำหรับเสขบุคคล บุคคลพึงประพฤติปฏิบัติจนกว่าจะได้พระนิพพานอย่างสมบูรณ์สูงสุด
ที่เราอยู่กับท่านหลวงปู่มั่น อยู่กับหลวงปู่ชา หรือหลวงตามหาบัว ท่านปกป้องเรา ท่านพาเราทำข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะเป็นคนทันโลกทันสมัย
เรามารู้มาเข้าใจ ที่พระอานนท์ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะให้ข้าพระพุทธเจ้าทำอย่างไรเพราะไม่มีพระศาสดา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อานนท์เอย อานนท์ให้เข้าใจนะ พระธรรมพระวินัยนั้นต้องรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อานนท์ต้องรู้เข้าใจ เพื่อจะเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ มรรคผลนิพพานก็จะก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจจากความรู้และการประพฤติการปฏิบัติ ให้อานนท์รู้เข้าใจอย่างนี้นะ
เราพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย มีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องปฏิบัติถูกต้อง เอาความรู้ความเข้าใจนี้มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ จนกว่าจะสมบูรณ์ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
การที่เราหาความสงบหาความวิเวก ก็เพื่อมีผัสสะน้อย มีความกระทบน้อย การที่เราผัสสะกับป่าเขาลำเนาไพรที่เป็นธรรมชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งเรียกว่ามีผัสสะน้อย มีผัสสะไม่รุนแรง เพื่อใช้เวลาติดต่อต่อเนื่องหลาย ๆ วัน
เราต้องพากันรู้เข้าใจ เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนด้วยเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัญหาต่าง ๆ นั้นผัสสะต่าง ๆ นั้นก็จะเป็นปัญญา ปัญญานั้นก็จะเอามาใช้เป็นพระธรรมพระวินัยเป็นความสงบ เราจะอยู่ในเมืองกรุงอยู่ในปริมณฑลก็ไม่มีปัญหา เพราะเรารู้เข้าใจปัญหา เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
เราจะอยู่ในเมืองกรุงอยู่ปริมณฑลก็ไม่เป็นไร ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ดีกว่าว่างจากสิ่งที่ไม่มี ผู้ที่ตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร ผู้ที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราไปหาที่วิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรในทุ่งใหญ่นเรศวร ในห้วยขาแข้ง ในเขาใหญ่ เขาหลวง นั้นไปเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ไปอบรมบ่มอินทรีย์ชั่วครู่ชั่วยาม
ความสงบนั้นอยู่กับทุกคน อยู่กับทุกหนทุกแห่งด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องพากันรู้เข้าใจ เรามีตาถึงมีรูป มีหูถึงมีเสียง มีจมูกถึงมีกลิ่น มีลิ้นถึงมีรส มีกายถึงมีสัมผัส มีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิดมีเจตสิกอย่างนี้ เราต้องรู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยมันก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่สัญจรไปมาชั่วครู่ชั่วยาม
เราพากันบำเพ็ญความดีบารมี เราพากันนอนพักผ่อน ฆราวาสผู้ครองเรือนวันละ ๘ ชั่วโมงนี้มันก็มากเกิน ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว สำหรับนักบวชเรานอนวันละ ๖ ชั่วโมง หรือ ๕ ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เพราะความสุขที่เป็นพระนิพพานนั้นคือการพักผ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้ว
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจพากันทำหน้าที่ให้มีความสุข มีความสุขอย่างยิ่ง ความสุขนี้จะหยุดกาลหยุดเวลาไม่มีการเปรียบเทียบ ตัวตนนั้นคือการเปรียบเทียบ ธรรมะคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะหยุดเหตุหยุดผล อยู่เหนือเหตุเหนือผล
เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทุกคนนั้นเป็นพระได้ พระคือผู้รู้ผู้เข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ทุกชาติทุกศาสนาพากันเป็นพระได้หมด
ที่มีผู้ไปทูลถามอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ในศาสนาพุทธเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นเป็นสากล เป็นความรู้ความเข้าใจแล้วก็มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกชาติตระกูล
สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ย่อมอยู่กับบุคคลคนนั้นที่รู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ที่ทำความดีเพื่อความดีไม่ใช่ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี เป็นความรู้ความเข้าใจ ยกเลิกสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ คืนอธิปไตยด้วยความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นี้อยู่ที่เรารู้เข้าใจแล้วก็ตั้งใจตั้งเจตนามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราจะบวชหรือไม่บวชไม่เป็นไร เราจะนับถือศาสนาพุทธคริสต์อิสลามพราหมณ์อะไรก็ได้ไม่มีปัญหา ปัญหานั้นคือปัญญา ปัญญาที่จะต้องมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ทำความดีด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำความดีโดยไม่หวังผลอะไรตอบแทน นั่นแหละคือ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ
อย่างเราเจริญสติสัมปชัญญะ มีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะอย่างนี้แหละ เช่นเราหายใจเข้าก็มีความสุขมันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว เราหายใจออกมีความสุขมันก็เป็นพระนิพพานอยู่แล้ว พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเราหายใจเข้าอยากให้มันสงบอย่างนี้มันก็ไม่เป็นพระนิพพาน หายใจออกก็อยากให้มันสงบมันก็ไม่เป็นพระนิพพาน มันจะเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นไม่ใช่ความสงบไม่ใช่พระนิพพาน มีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย
หลักการในการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันเข้าใจอย่างนี้ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เราทำอะไรตามใจ เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำไม่ใช่น้ำหยด การปฏิบัติธรรมนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราหวังอะไรตอบแทน การทำงานเพื่องานมีความสุขในการทำงานไม่หวังอะไรตอบแทนนั้นคือพระนิพพาน การทำงานเพื่อผลประโยชน์ตอบแทนหวังเงินตอบแทนนั้นคือนรก นั้นคือทาสรับใช้ของนรก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ทำความดีเพื่อความดี เพื่อให้มนุษย์สมบัติมันคลานมาหาเราเอง ให้สวรรค์สมบัติมันคลานมาหาเราเอง ให้พรหมสมบัติมันคลานมาหาเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ อย่าไปหวังผลอะไรตอบแทน เราจะได้เป็นมนุษย์ผู้รู้เข้าใจ เป็นเทวดาผู้รู้เข้าใจ เป็นพระพรหมผู้รู้เข้าใจ เป็นพระอริยเจ้าผู้รู้เข้าใจ เราจะไม่ได้เป็นทาสรับใช้ เป็นบริวารของเหล่าสัตว์นรกทั้งหลาย ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัตินี้จะเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ทาสไม่ใช่บ่าว ไม่ใช่ทาสรับใช้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เราไม่รู้ไม่เข้าใจเลยกลายเป็นบริวารของสัตว์นรก อยู่ในนรกหลุมน้อยหลุมใหญ่ ตามเหตุตามปัจจัย
ในความรู้สึกของเราทุก ๆ คนที่เกิดจากสัญชาตญาณที่รู้ได้ด้วยใจของตัวเอง เรามองดูหน้าข้าราชการนักการเมืองมองดูหน้านักบวช ผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาความหลงนำชีวิต มองเห็นหน้าตาแล้วเห็นหน้าเปรตหน้าโจรหน้ายักษ์หน้ามารหน้าอสุรกายมันลอยขึ้นมา ความรู้สึกของเราทุกคนมันเป็นอย่างนี้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อจะได้ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้กาลเวลาติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๔ ปี เพื่อแก้ไขสิ่งไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง สิ่งที่ดี ๆ อยู่แล้วก็ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ต้องใช้เวลา ๔ ปีถึงมีการเลือกตั้งนักการเมืองไปบริหารประเทศ ใช้เวลา ๔ ปีเพื่อเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพื่อเอาอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาใช้เวลาเป็นติดต่อต่อเนื่องเป็นเวลา ๔ ปีเพื่อแก้ไขปัญหา ต้องอาศัยปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่หยดน้ำ
ธรรมะนั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นเป็นธรรมะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่ของเราดี ๆ เพื่อเป็นบริสุทธิคุณ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการเพื่ออยากจะเป็นคนดี ไม่มีการเปรียบเทียบว่าเราดีกว่าเค้ารวยกว่าเค้ามีเพาเวอร์มากกว่าเค้า ต้องทำความดีเพื่อความดี เพื่อเอาธรรมนูญนำชีวิต ยกเลิกตัวตนนำชีวิต ความดีที่ประกอบด้วยปัญญานั้นจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันที่การกระทำ
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่เราเจริญอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เอาทั้งใจเอาทั้งวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเราจะได้ทั้งงานได้ทั้งใจ เป็นการพัฒนาธรรมนูญชีวิต
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก มาเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อให้ใจของเรามีความสงบมีปัญญา ผู้ที่มาบวชอยู่ที่วัดถึงหลักการให้พิจารณาสรีระร่างกายให้ออกเป็นชิ้นเป็นส่วน มนุษย์เรามีอาการ ๓๒ ที่รวมกันเป็นมนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนด้วยการพิจาณาด้วยการจินตนา แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนแล้วเอามาประกอบกัน
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ตรัสตอบว่าวันละ ๗ ครั้ง พระเจ้าค่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ๗ ครั้งมันน้อยเกิน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำต้องพิจารณาให้ติดต่อต่อเนื่อง เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิจารณาพระไตรลักษณ์ด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจบลงที่ปัจจุบันจบลงที่ผัสสะ เพื่อให้ตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นเกิดปัญญา การที่เรามองเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่ถูกต้อง ผู้บำเพ็ญบุญกุศลที่เป็นเสขบุคคล บุคคลนั้นพึงประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะความสุขนั้นมีกับผู้ที่รู้เข้าใน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความเครียดนั้นก็จะไม่มี ความทุกข์นั้นก็จะไม่มี
เรามาบวชมาประพฤติปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนว่าส่วนไหนเป็นอย่างไร ว่าธาตุดินมีเท่าไหร่ ธาตุน้ำมีเท่าไหร่ ให้เราพิจารณาส่วนไหนมันสวยมันงาม ส่วนไหนไม่สวยไม่งาม พิจารณาอาหารเก่าอาหารใหม่ พิจารณาความเกิดความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ถ้าเราเอาตั้งแต่เจริญสติสัมปชัญญะนั้นเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติเราต้องภาวนาให้เกิดภาวนาวิปัสสนา
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราอยู่วัดป่าก็ไม่เป็นไร อยู่วัดบ้านก็ไม่เป็นไร ให้เรารู้เข้าใจ พากันยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีป่าไม่มีบ้านหรอก หัวใจของเราน่ะที่บริสุทธิคุณไม่มีป่าไม่มีบ้าน ไม่มีช้าไม่มีเร็ว เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้เราว่างจากสิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี
ที่เราไปเดินธุดงค์จุดมุ่งหมายก็เพื่อไม่ให้เราทำอะไรตามใจ ที่เรามีพระธรรมพระวินัยก็เพื่อไม่ให้เราทำอะไรตามใจ เราจะมาทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ มันเสียเวลาในการบวช เรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นมันดีอยู่แล้ว เพราะความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นการบ้านให้เราได้ประพฤติได้ปฏิบัติ ขนาดแก่เจ็บตายพลัดพรากอยู่นี้เราก็ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ถ้าให้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาร่างกายแยกร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วนเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อไม่ให้มีนิติหมายที่เป็นตัวเป็นตน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญแล้ว ถ้าเรามีความสงบและปัญญาแล้วเราจะได้กลับมาหาพระนิพพานบ้านของเรา กลับมาหาพระธรรรมพระวินัยบ้านของเรา
มนุษย์เรานี้ประเสริฐมากประเสริฐจริง ๆ เอาความดีและปัญญานำชีวิต ทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน เมื่อผู้วายชนม์จากไปแล้วก็ยังอุทิศบุญกุศลมอบไปให้ส่งไปให้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยความกตัญญูกตเวที
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
----------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา