๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นพฤหัสบดีที่ ๒๖ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้รู้จะได้เข้าใจ จะได้เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ
ทุกท่านทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องของเราเอง เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เมื่อรู้เมื่อเข้าใจแล้วทุกท่านทุกคนก็ต้องเอาไปใช้เอาไปประพฤติเอาไปปฏิบัติ
เพราะเหตุผลว่า ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เราต้องประพฤติปฏิบัติของเราเอง ทุกท่านทุกคนต้องมีความตั้งใจมั่นชอบ ถือเอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย
สติสัมปชัญญะของเราทุก ๆ คนต้องมีสติมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ กายกับใจต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้ทำงานมีศักยภาพ
ปัจจุบันนั้นแล้วแต่อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา เรามีความเกี่ยวข้องกับธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มีความเกี่ยวข้องทั้งภายภายในภายนอก
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ มนุษย์เราถึงมีการเรียนการศึกษาเพื่อความรู้ความเข้าใจ
สติสัมปชัญญะของเราต้องสมบูรณ์ ไม่มีความฟุ้งซ่าน สติสัมปชัญญะจึงเป็นธรรมะที่มีคุณมีประโยชน์ เป็นสิ่งที่มีอุปการคุณกับเราทุก ๆ คน ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะสมบูรณ์ เราก็ย่อมไปตามผัสสะ ไปกับสิ่งภายนอก
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปทางสายกลาง เพราะทั้ง ๒ อย่างต้องเอามาใช้พร้อม ๆ กันไปในทางเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้เราจะฟุ้งซ่านไม่ได้ ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ
วันหนึ่งคืนหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงนักบวชต้องนอนวันละ ๖ ชั่วโมง ฆราวาสผู้มาถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด นอนวันละ ๖ ชั่วโมง เพราะว่าต้องปฏิบัติอย่างเดียวกับผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบท
ฆราวาสผู้ครองเรือนพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง ผู้ที่ทำงานกลางคืนก็ต้องนอนกลางวันวันละ ๘ ชั่วโมงเช่นเดียวกัน จะนอนกลางวันนอนกลางคืนก็ต้องนอนวันละ ๘ ชั่วโมง
ร่างกายของมนุษย์คนเรานี้เหมือนกัน เกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเหมือนกัน เป็นสามัญลักษณะเสมอกัน
ด้วยเหตุผลนี้ถึงต้องเอาทางสายกลางระหว่างใจกับวัตถุ ระหว่างกายกับใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน
เราต้องนอนให้พอ พักผ่อนให้พอให้เพียงพอ เราจะไปคอร์รัปชั่นเวลานอนนั้นไม่ได้ ใจของเรา กายของเรา วาจากิริยามารยาทของเรา อาชีพของเรา ต้องให้ถูกต้อง ทำหน้าที่ของตัวเราให้ถูกต้อง
สมมติสัจจะนั้นมีคุณมีประโยชน์ เราต้องเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง ถือว่าหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีความตั้งใจมั่นในการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพราะอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นพื้นเป็นฐาน เราทุกคนต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนที่มีความยึดมั่นถือมั่น เพื่อหยุดสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ มามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ความสุขกับความสงบนี้เป็นสิ่งเดียวกันเป็นเนื้อเดียวกัน จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นนิพพานชั่วขณะ ๆ ที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะเป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ
เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลติดต่อต่อเนื่องไม่ใช่หยดน้ำ ถ้าหยดน้ำมันไม่ติดต่อต่อเนื่อง สายน้ำถึงติดต่อต่อเนื่อง ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ การประพฤติการปฏิบัติต้องให้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เดิม
ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้
การปฏิบัติของเรา ถึงเราจะอยู่กับหมู่มวลมนุษย์ ก็เหมือนเราอยู่คนเดียว เราทุกคนถึงต้องเป็นเอกเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง
สติสัมปชัญญะนั้นคือความเป็นหนึ่ง เป็นเอก เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสอง อยู่หลายคนก็เท่ากับไม่มีใครสักคน เพราะมีความรู้ความเข้าใจ รู้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงผัสสะของเหตุของปัจจัย ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล มันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย
ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้เราของเราเป็นหนึ่ง ใจของเราเป็นเอก เรารู้เข้าใจ เรามีตามันถึงมีรูป เรามีหูเราถึงมีเสียง เรามีจมูกถึงมีกลิ่น เรามีลิ้นถึงมีรส มีกายถึงมีสัมผัส มีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยนี้จะทำให้เราเป็นหนึ่ง แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นเพียงเหตุเป็นเพียงปัจจัย
ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้ใจของเราเป็นหนึ่ง ใจเป็นหนึ่งนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่มี นี้คือเหตุคือปัจจัย
ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพึ่งพาอาศัยตัวของเราเอง ตัวของเรารู้ ตัวของเราประพฤติ ตัวของเราปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องให้เป็นสายน้ำ ไม่ใช่เป็นหยดน้ำ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ช่วยเหลือเราไม่ได้ พ่อแม่ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเพื่อนฝูงข้าราชการพ่อค้าประชาชนก็ช่วยเหลือเราไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ งานนี้เป็นงานของเราเอง ไม่ใช่งานของคนอื่น พึ่งพาอาศัยใครไม่ได้ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
ด้วยเหตุผลนี้เราถึงเป็นมนุษย์ที่เป็นทั้งคนเก่งเป็นทั้งคนฉลาดเป็นทั้งคนดี เป็นผ้าสง่างามด้วยความรู้ความเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องแข็งแรงแข็งแกร่ง พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่งทุกอย่าง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจปัญหา เราต้องไม่กลัวปัญหา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความกลัวนั้นเป็นมิเตอร์วัดความมีตัวมีตน ถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ต้องมีความกลัว ความชอบความไม่ชอบเป็นมิเตอร์ที่วัดตัววัดตน ว่ามีตัวมีตน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เราเข้าใจ เราทุกคนจะได้ยกเลิกความกลัว เราจะกลัวหรือไม่กลัวสิ่งเหล่านั้นก็ย่อมเป็นอยู่เช่นนั้นเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดขึ้น รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้เห็นภัยเห็นโทษ เราต้องรู้จักภัยรู้จักโทษ ที่เรามีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้มันเป็นวิบากกรรมของเราทุก ๆ คน
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ผู้ที่จะเป็นพระอริยเจ้าต้องพากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทุกคนจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ เราจะได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราจะไม่ได้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ขันติ ความอดทน กรรมเก่านั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นปลายเหตุแล้ว
ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้ยกเลิกกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีสติมีสัมปชัญญะเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาได้ ผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ยกเลิกตัวตน
พระโมคคัลลานะผู้เลิศด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์มาก มีเพาเวอร์สูงก็ไม่สามารถยกเลิกกรรมที่อดีตที่ผ่านมาได้ ถึงจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ถึงจะยืดเยื้อกาลเวลาก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเป็นผลมาจากอดีต
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เพื่อไม่ให้เข้าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติแห่งความเป็นจริงตามความเป็นจริง ท่านถึงให้หลักการภาวนา เพราะเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติแห่งความเป็นจริง เราไม่อยากให้แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพรากนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เพื่อไม่ให้เราคิดไม่ให้เราปรุงแต่งในสิ่งที่มันจะเป็นไปไม่ได้ ของมันเป็นเช่นนั้นจะให้มากให้น้อยมันก็เป็นไปไม่ได้
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเรามีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้ไม่สบายเป็นธรรมดา มีความตายมีความพลัดพรากเป็นธรรมดา
เราเอาวิกฤตนี้เป็นโอกาส เรามามีความสุขในความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์อะไรก็ได้ จะว่าพระนิพพานชั่วขณะก็ได้ สำหรับเสขบุคคล บุคคลรู้เข้าใจก็ต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้แหละ สติสัมปชัญญะของเราต้องสมบูรณ์ มีความตั้งมั่น เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม เป็นผู้รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักการที่ดีมาก เป็นยานที่ออกจากสัญชาตญาณ เป็นยานทางกายวาจากิริยามารยาทเป็นยานทางใจที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ยังมีความหลงมีความสงสัยในการประพฤติการปฏิบัติ มีคำถามอยู่ในใจว่า การประพฤติการปฏิบัตินี้ปฏิบัติไปถึงไหนถึงจะได้หยุด
มีคำตอบว่า การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสุข ไม่มีความทุกข์ มันเป็นความสุข มันเป็นนิพพานเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระนิพพานคือความสุข ไม่มีความทุกข์อะไร เพราะนิพพานนั้นยกเลิกตัวตน ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนแล้วเราทุกคนก็จะไม่มีความทุกข์
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าการหยุดนั้นคือตัวตน การไปนั้นคือตัวตน ความรู้ความเข้าใจนี้ไม่ใช่ความหยุด ไม่ใช่ความไป เป็นความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ต้องการจะเป็นคนดี
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นบริสุทธิคุณ ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีคำเปรียบเทียบ เป็นบริสุทธิคุณ ทำความดีเพื่อความดีไม่หวังอะไรตอบแทน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นความสุขทางจิตใจ จิตใจของเราทุกคนต้องมีความสุข เรื่องความทุกข์นั้นให้เป็นเรื่องความทุกข์ของทางร่างกายก็พอแล้ว อย่าให้มีความทุกข์ทางจิตใจ ใจของเราต้องมีสติมีปัญญา กายกับใจนั้นมันคนละอย่างนะ ใจของเรานั้นเป็นประภัสสร เป็นสิ่งที่ว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานั้นเกิดจากผัสสะของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ให้เรารู้เราเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีความทุกข์ทางใจ เพื่อเอาปัญหาของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาเป็นปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อจะไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา
ด้วยเหตุผลนี้ถึงมีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ ไม่ใช่น้ำหยด
การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงถือเอาปัจจุบันที่เรามีสติมีสัมปชัญญะ ยกเลิกการเวียนว่าย หยุดการเวียนว่าย ประพฤติปฏิบัติ เป็นพระนิพพานไปชั่วขณะ ๆ เป็นขณิกสมาธิ เป็นอุปจารสมาธิ รู้เข้าใจในธาตุในขันธ์ในอายตนะอยู่ที่ปัจจุบัน
มีความเข้าใจชัดเจน มีเป้าหมายชัดเจน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะมีความสุขที่ติดต่อต่อเนื่องกันด้วยปฏิปทาที่สม่ำเสมอ เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลสู่ทะเลมหาสมุทร ไม่ข้องแวะอยู่ที่ใด
เราเป็นฆราวาสก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ เราเป็นนักบวชก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ ฆราวาสผู้ครองเรือน มีธุรกิจการงานมาก ผู้ที่ออกบวชยกเลิกธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก มีธุรกิจในการประพฤติการปฏิบัติธรรม เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัตินั้นติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ เพื่อไม่ให้เป็นน้ำหยด ให้เป็นสายน้ำ
ให้ผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ว่าเราคิดอะไร นอกจากผู้ที่มีจิตใจสูงกว่าเรา เราปกปิดคนอื่นนั้นปกปิดได้ แต่เราปกปิดใจของตัวเราเองนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ประพฤติปฏิบัติต้องเข้าใจเรื่องบริสุทธิคุณ ถึงเน้นมาที่ใจ ใจของเราต้องไม่ตรึกในกาม ต้องไม่ตรึกในพยาบาท ต้องเน้นที่ใจ เพื่อเราจะได้ปฏิบัติทั้งกาย ปฏิบัติทั้งใจ
อริยมรรคคือการประพฤติการปฏิบัติของเรา ถึงเป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ผู้ที่ปฏิบัติถึงเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริต เน้นที่จิตใจซื่อสัตย์สุจริต เพราะเราต้องรู้เข้าใจ ว่าเราปกปิดคนอื่นนั้นปกปิดได้แต่เราปกปิดใจของตัวเราเองนั้นไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่านี้เป็นเรื่องวัฏฏสงสาร เรื่องพระนิพพาน เราต้องพากันรู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องออกจากใจ ออกจากเจตนา ต้องออกจากความตั้งใจ ภาชนะใดที่ใช้งานได้ต้องเอามาตั้งไว้ ภาชนะนั้นถึงจะใส่ของนั้นได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อริยมรรคต้องเป็นบริสุทธิคุณ เพื่อยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ถูกต้อง
การกระทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะความอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ความดีนั้นก็ย่อมเสียหายย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พัง พังเฉพาะเจาะจงตึกเดียวเฉพาะตึก สตง. เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
การประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามาเน้นที่ตัวเรา คนอื่นเค้าไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติก็ช่างหัวเขา ไม่เกี่ยวกับเรา เราเอาพระธรรมพระวินัย เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเราจะไม่เสียโอกาสเสียเวลาของการประพฤติการปฏิบัติ
เรานอนเราพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง มีความสุขในการทำความเพียร มีความสุขในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีและปัญญาของเราก้าวไปเป็นปฏิปทาเหมือนสายน้ำไม่ใช่น้ำหยด
เราทำอะไรปฏิบัติอะไรต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพื่อให้ความดีและปฏิปทาติดต่อต่อเนื่อง ความเครียดของเราทุกคนนั้นมันมีไม่ได้ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
ให้เราทุกคนมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
เรามองเห็นด้วยปัญญาว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ คิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เราจะฟุ้งซ่านไม่ได้ เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ
ปัจจุบันเราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ปัจจุบันนี้เป็นโอกาสของการประพฤติการปฏิบัติ ความฟุ้งซ่านของเราต้องไม่มี เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ยังไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เราจะได้มีโอกาสเจอกับคนโน้นมั๊ยคนนี้มั๊ย เราต้องรู้การประพฤติการปฏิบัติว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่
ปัจจุบัน ถ้ามองข้ามปัจจุบันนั้นแหละคือการผิดพลาดคือการเสียสละคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
เรามาบวชมาประพฤติปฏิบัติ เราเจริญสติสัมปชัญญะอย่างเดียวนั้นมันยังไม่พอ มันเป็นเพียงหินทับหญ้า ยกเลิกออกเมื่อไหร่หญ้านั้นก็ย่อมเจริญงอกงาม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เจริญวิปัสสนา ฐานใหญ่ของการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่การพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ แยกสรีระร่างกายออกเป็นชิ้นเป็นส่วน สรีระร่างกายของมนุษย์มีอยู่ ๓๒ ชิ้นส่วน ต้องแยกออกเป็นชิ้นส่วนแล้วประกอบกันเข้า เพื่อเจริญวิปัสสนา ปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง อย่าไปนาน ๆ พิจารณาครั้งหนึ่ง เพราะเราเป็นนักบวช ยกเลิกธุรกิจภายนอก มาเน้นธุรกิจที่ทำอาสวะให้สิ้นให้หมด มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความเครียดนั้นจะไม่มี ความฟุ้งซ่านนั้นจะไม่มี
การพิจารณาสรีระร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่อยากพิจารณา เพราะเหตุผลว่า ไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก ไม่อยากพิจารณา
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องยกเลิกตัวตน เพื่อให้เกิดสติเกิดสัมปชัญญะ เมื่อเรามีความสุขแล้วมีความสงบแล้วเราต้องพิจารณา เพื่อให้สติสัมปชัญญะนั้นติดต่อต่อเนื่อง เพราะงานนี้ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เรา ให้เราเข้าใจอย่างนี้
องค์หลวงตามหาบัว รักษาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ทุกข้อ ทำสมาธิได้สมาธิ องค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตบอกว่า อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ ท่านหลวงตามหาบัวก็คิดในใจว่า อันนี้มันสงบแล้วจะไปเอาอะไรอีก
องค์หลวงปู่มั่น บอกว่ามันต้องพิจารณาร่างกายออกเป็นชิ้นส่วน เพื่อยกเลิกสักกายทิฏฐิ เพื่อยกเลิกธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะยกเลิกได้ต้องเกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิจะเป็นบริสุทธิคุณต้องพิจารณาร่างกายที่เป็นฐานใหญ่ของการประพฤติการปฏิบัติ
เราดูตัวอย่างแบบอย่างศาสนาพราหมณ์ เค้ามีสติมีสัมปชัญญะดี แต่นั้นเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ได้พากันไปเอาสมาธิเอาสมาบัตินั้นเป็นพระนิพพาน
หลวงตามหาบัว หลงในสมาธิหลงในสมาบัติ หลงในการเจริญสติสัมปชัญญะรักษาพระธรรมพระวินัยดี ๆ นั้นคือความสงบ ไม่ได้พิจารณาร่างกายติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ
เมื่อท่านหลวงปู่มั่นเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ท่านหลวงตามหาบัว มีความว้าเหว่ มีความไม่สงบ ถึงมีความเข้าใจว่า เรานี้ได้เพียงสมาธิได้เพียงสมาบัติ ท่านถึงมาพิจารณาร่างกายให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ เพื่อให้ญาณปัญญาวิปัสสนาเกิด
เมื่อท่านหลวงตามหาบัวทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ติดต่อต่อเนื่องไม่นาน จึงได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เป็นพระขีณาสพ
ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น อาศัยปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาศัยปฏิปทาของหลวงปู่มั่น พากันปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้ากันมากมาย เพราะเหตุเพราะปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี ด้วยความรู้ความเข้าใจ
ผู้มาบวชมาปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าเราทุกคนได้มีโอกาสพิเศษ ต้องภูมิใจในโอกาสพิเศษนี้ เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เน้นมาที่ตัวเรา การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้เข้าใจว่าไม่มีเก่าไม่มีใหม่ มันเป็นเรื่องปัจจุบัน
เราพากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นมันมีความสุข เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อให้ความดีนั้นติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ
เราทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสเตือนเราทั้งหลายไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญยิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังโอวาทครั้งสุดท้ายที่ตรัสว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
--------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
