๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๔ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ประเทศไทยรัฐบาลให้มีสงกรานต์ ๓ วัน วันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ วันที่ ๑๕ เป็นเวลา ๓ วัน เพื่อกระชับในการทำงาน วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของวันสงกรานต์

 

ประเทศไทยสมัยโบราณได้วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำของเดือนเมษายน จนถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือนพฤษภาคม เพราะเมื่อสมัยก่อนเป็นวัฒนธรรมในท้องถิ่นในหมู่บ้าน

 

ปัจจุบันได้พัฒนาไปไกล วัฒนธรรมได้ขยายออกไปวงกว้างระดับประเทศระดับต่างประเทศ การทำมาหากินก็ขยายวงกว้างออกไปทั้งในประเทศต่างประเทศ รัฐบาลไทยได้กระชับวันสงกรานต์ไว้เพียง ๓ วัน เพื่อกระชับเวลา เพื่อให้มีเวลาในการทำงานมากขึ้น เพราะว่าการหยุดงานหลายวันทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

 

ประเทศไทยมี ๓ ฤดู ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน

ฤดูร้อน (กลางกุมภาพันธ์ - กลางพฤษภาคม), ฤดูฝน (กลางพฤษภาคม - กลางตุลาคม) และ ฤดูหนาว (กลางตุลาคม - กลางกุมภาพันธ์)

 

เมื่อนับหลังไปร้อยกว่าปี การทำมาหากินก็อยู่ในท้องถิ่นมีการทำไร่ทำนาทำสวน อยู่กันเป็นหมู่บ้าน มีวัดมีโรงเรียน

 

ปัจจุบันประเทศได้พัฒนามีรถมีเครื่องบินมีเรือเดินทะเลมหาสมุทร การทำมาหากินได้ขยายวงกว้างออกไปต่างอำเภอต่างจังหวัด ไปสู่เมืองหลวง ออกต่างประเทศ

 

ผู้บริหารประกาศก็อาศัยหลักรัฐธรรมนูญ

 

จึงได้เอาสงกรานต์เพียง ๓ วัน เพื่อกระชับเวลาให้น้อยลง เพื่อไม่ให้หยุดการทำงานหลายวัน การหยุดงานหลายวันนั้นทำให้เศรษฐกิจเสียหาย การหยุดงานวันหนึ่งเศรษฐกิจก็หยุดไปด้วยเสียหายนับเป็นพัน ๆ ล้านในการหยุด

 

วันสงกรานต์ทางรัฐบาลมองเห็นความเสียหายในการหยุดงานหลายวัน

 

สมัยโบราณเป็นท้องถิ่น ไม่ได้ออกนอกท้องถิ่น

 

จึงได้เอาวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำของเดือนเมษาถึงกลางเดือนพฤษภา มีการตั้งพุทธปฏิมาไว้ให้ประชาชนได้สรงน้ำพระพุทธรูปเวลาบ่าย ก่อนพระอาทิตย์หมดแสง พวกหนุ่มสาวเด็ก ๆ พากันเล่นน้ำสาดน้ำ เพื่อความสนุกสนานรื่นเริง

 

การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์กับการพัฒนาใจต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

มนุษย์เราได้พัฒนาใจได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เอาทั้งใจเอาทั้งวิทยาศาสตร์ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ยิ่งหย่อนกว่ากันไม่ได้

 

ให้เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันนี้จึงเป็นวาระสำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญที่สุด ปัจจุบันถึงมีความสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติของการทำหน้าที่

 

คำว่าหน้าที่นี้หมายถึงเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ทำงานนั้นคือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่นั้นคือผู้ที่ทำงาน

 

มนุษย์เรามีความแตกต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์เรามีการเรียนการศึกษาคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อเอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อความรู้ความเข้าใจในเรื่องจของเหตุของปัจจัย เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ความรู้ถึงเป็นคู่ของการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นเรื่องสำคัญ

 

มนุษย์เราถึงมีความจำเป็นในเรื่องการเรียนการศึกษา

 

การเรียนการศึกษาของมนุษย์นี้มีการเรียนการศึกษาอยู่ทั้งหมด ๑๘ ศาสตร์

 

๑๘ ศาสตร์มีอะไรบ้างให้ท่านผู้ฟังไปศึกษาเอาเอง เพราะเวลาในที่นี้มีเวลาเพียงเล็กน้อย

 

๑๘ ศาสตร์มารวมลงที่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ สาระในการเรียนการศึกษานี้สำคัญอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้มันไม่ใช่ความจำ ความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าความจำนั้นไม่กี่วันไม่กี่เดือนความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ยังไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ การเรียนการศึกษานั้นเพื่อความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วมันจะไม่มีวันลืม เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นคือรู้เรื่องเหตุเรื่องปัจจัย รู้เรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เรียกว่าปัญญาชน ปัญญาชนนั้นหมายถึงปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย

 

ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นบริสุทธิคุณจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จะจบลงที่ผัสสะ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้ ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายใน ลาภยศสรรเสริญ นิวรณ์ทั้ง ๕ อคติทั้ง ๔ จะครอบงำใจครอบงำสติปัญญานั้นไม่ได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

กรรมที่เป็นขั้วบวกขั้วลบจะจบลงที่ปัจจุบัน จะจบลงที่ผัสสะ ปัญหาต่าง ๆ นั้นจะเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ความดีและปัญญาถึงเป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ระหว่างวิทยาศาสตร์กับภาวนาวิปัสสนาต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เป็นปัจจุบันธรรม หยุดสัญชาตญาณ ยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นผู้อื่น หยุดสัญชาตญาณแห่งความยึดมั่นถือมั่น

 

ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนั้นได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้รู้ผู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติก็จะมีความสงบ ความสงบกับความสุขนี้จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ผู้รู้ผู้เข้าใจในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย คือผู้ที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติก็จะเดินไปดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นที่น้ำมันไหลติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ นี้เรียกว่าสายน้ำ ไหลติดต่อต่อเนื่องจากลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทร นี้เรียกว่าสายน้ำ

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเสมือนหยดน้ำ หยดน้ำมันหยดลงทีละหยด ๆ มันขาดขั้นขาดตอนถึงเรียกว่าน้ำหยด

 

การประพฤติการปฏิบัติเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเอาความรู้ความเข้าใจมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัติถือเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเหตุผลว่า อดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่ไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติเพื่อให้ปฏิทาได้ติดต่อต่อเนื่อง ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างความถูกกับความผิด เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ให้ผู้ฟังรู้ผู้ฟังเข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรที่จะสำคัญยิ่งไปกว่าปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดกับการหยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

ปัจจุบันนี้ถึงเป็นเพียงหนึ่งเดียว คำว่าหนึ่งนี้ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ เป็นเอกัคคตา เป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ ไม่มีความปรุงแต่ง เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพราะอยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อความดีนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ การทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

มนุษย์เราต้องพากันรู้เข้าใจ การทำความดีเพื่อความดี เพื่อไม่ให้มีขั้วบวกขั้วลบ เพราะขั้วบวกขั้วลบนั้นคือความไม่สงบ เพราะขั้วบวกขั้วลบมันเป็นสงคราม สงครามอยู่ในตัวของความไม่รู้ไม่เข้าใจ มันเป็นสงครามระหว่างเรากับคนอื่น เป็นสงครามในครอบครัว หมู่บ้านชุมชน ขยายวงกว้างไปของหมู่บ้านอำเภอจังหวัดประเทศ สงครามในประเทศ สงครามต่างประเทศ สงครามโลก

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ พากันมามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ คำว่าความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ ให้เข้าใจว่า ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความสุขนั้นจะเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันในตัวของตัวเอง ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติรู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้รู้ผู้เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติใจของผู้ประพฤติปฏิบัติก็จะสัมผัสกับพระนิพพานอยู่ในตัวของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอง เพราะเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นก็จะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ เป็นนิพพานที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์อย่างนี้

 

การประพฤติการปฏิบัติถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ การประพฤติการปฏิบัตินั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันเราถึงมีความรู้ความเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

ความประมาทคือความผิดพลาด คือความเสียหาย มันเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันเราถึงประมาทไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ความตั้งอกตั้งใจถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ภาชนะที่จะใช้ได้นั้นต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่คว่ำนั้นเป็นภาชนะที่ใช้ไม่ได้ ภาชนะที่ล้มนั้นเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ความตั้งใจตั้งเจตนานี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราทุกคนต้องตั้งใจตั้งเจตนา ให้เต็มที่ความดีและปัญญาต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ความรู้ต้องเป็นคู่กับการปฏิบัติ ปริยัติกับการปฏิบัติต้องเป็นเนื้อเดียวกัน แยกกันไม่ได้ ปริยัติกับการปฏิบัติต้องเป็นเรื่องของปัจจุบันถึงจะทันกาลทันเวลา

 

ความตั้งใจตั้งเจตนาถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

มีคำถามว่า ถ้าเราตั้งใจตั้งเจตนาอย่างนี้มันจะไม่มีความทุกข์เหรอ มันจะไม่มีความเครียดเหรอ..?

 

ความทุกข์ความเครียดนั้นไม่มีแน่นอน เราทำความดีเพื่อความดี ไม่มีความปรุงแต่ง ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ความเครียดนั้นจะไม่มี ความทุกข์นั้นจะไม่มี เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติความเครียดนั้นจะไม่มี ความสุขนั้นจะไม่มีความเครียด ความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความสุขระดับของหมู่มวลมนุษย์ ระดับของเทวดา ระดับของพระพรหม ระดับของพระอริยเจ้าจะไม่มีความเครียด เพราะความสุขนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ความสุขนั้นจะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ ความสุขนั้นจะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย ความสุขนั้นจะเป็นความสงบ ความสุขนั้นจะเป็นเอกเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เพื่อเราจะได้รู้เข้าใจ จะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ จะได้มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการทำหน้าที่ เหตุปัจจัยนั้นเป็นหน้าที่ หน้าที่คือเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ ความเครียดนั้นจะไม่มี เพราะมีความสุขกับการทำหน้าที่

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำงานเราทำหน้าที่ที่มีความสุข พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรค เป็นหน้าที่ที่มีความสุขกับการทำหน้าที่

 

ผู้ประพฤติปฏิบัติ ใจของผู้ประพฤติปฏิบัติก็จะสัมผัสกับพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเครียด ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ หยุดโรคไบโพล่าที่อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ยกเลิกโรคซึมเศร้า

 

เป็นผู้รู้เป็นผู้ตื่นเป็นผู้เบิกบานในปัจจุบัน ความทุกข์จะไม่มี ความเครียดจะไม่มี การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้น เรารู้เข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปด้วยความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นความทุกข์จะไม่มี โรคซึมเศร้าจะไม่มี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ ท่านได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ให้มหาชนรู้เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย ในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ออกไปเผยแผ่ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนมหาชน เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรามีตาเนื้อสำหรับใช้งานในการเดินทาง เรามีตาปัญญาสำหรับใช้งานในการเดินทาง อย่างหนึ่งก็ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาวัตถุ อย่างหนึ่งใจเพื่อพัฒนาปัญญาวิปัสสนา ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางควบคู่กันไป

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพ ๖๐ รูปออกไปเผยแผ่ ให้ไปทางละรูป อย่าไปทางเดียวกัน เพราะสมัยเริ่มต้นนั้น พระอรหันต์ขีณาสพมีเพียง ๖๐ รูป ส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็จะไปองค์เดียว เพื่อไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง จำนวน ๑ พันคน

 

เพราะความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำคัญจริง ๆ ใคร ๆ ก็ไม่อยากมีทุกข์ แต่ว่าความไม่รู้ไม่เข้าใจ เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นได้ไปเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในมาเป็นสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นคนอื่น ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นกระบวนการของวัฏฏสงสาร เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย

 

ผู้ที่จะแก้ปัญหาต้องรู้จักปัญหา ถ้าไม่รู้จักปัญหาก็จะหาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจอย่างนี้มันจะมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

มหาชนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มหาชนต้องรู้เข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เรามีตาถึงต้องมีรูป เรามีหูมันถึงมีเสียง เรามีจมูกถึงมีกลิ่น เรามีลิ้นถึงมีรส เรามีกายถึงมีสัมผัส เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด นี้มหาชนต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ วัฏฏสงสารนั้นก็จะทำงานติดต่อต่อเนื่องเป็นวงกลมเป็นวัฏจักร เป็น cycle of life เหมือนพระอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง เหมือนโลกหมุนรอบตัวเอง มันจะเป็นวงกลม

 

ความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพสาวกออกไปเผยแผ่ ให้ไปทางละรูป ส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไปเพียงพระองค์เดียว

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้องจำนวนพันคน

 

(ให้ผู้บรรยายเล่าเรื่องที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง)

 

ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร รู้เข้าใจ มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

วัฏจักรคือสิ่งที่หมุนเป็น cycle of life ของวัฏฏสงสารได้จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันสงกรานต์เป็นวันที่เราทุกคนระลึกถึงปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะอดีตก็มารวมที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญ

 

ปัจจุบันนี้เราต้องมายกเลิกวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ เรามามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่เพื่อให้ความดีและปัญญาได้ก้าวไปเป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เอาพระพุทธเจ้าคือความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เอาพระอริยสงฆ์คือผู้ที่รู้เข้าใจ ยกเลิกตัวตน มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันสงกรานต์เรามาระลึกถึงการทำความดี เพราะความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาที่ประกอบด้วยความดีนี้เป็นคุณสมบัติของผู้ดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

ญาติบรรพบุรุษก็มารวมอยู่ที่ตัวของเราเองที่ปัจจุบัน พระนิพพานถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพูดให้รู้เข้าใจของเรื่องพระนิพพาน พระนิพพานเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระนิพพานเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ เพราะพระนิพพานนั้นไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

ธรรมะที่เราต้องย่นย่อมาที่ปัจจุบันเป็นความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันเราต้องเอาความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ อดีตเราก็ตัดไป อนาคตเราไม่ต้องกังวล ปัจจุบันนี้เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ใจของเราก็จะสัมผัสกับพระนิพพานเอง

 

ความประมาทเป็นสิ่งที่เสียหาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ก่อนจะเสด็จดับขันธ์สู่มหาปรินิพพาน

 

ก่อนเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ไปแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;

มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.

 

          ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ได้มาประชุมพร้อมกันหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุ สงฆ์ไว้อย่างนี้
               1. เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว อย่าพึงมีความคิดว่า ศาสดาไม่มีแล้ว เพราะธรรมและวินัยที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนพระองค์
               2. การร้องเรียกกันด้วยคำว่า “ อาวุโส” ในตอนนี้เป็นการเสมอกันไปทั้งแก่และอ่อน ฉะนั้น ต่อไปนี้ ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยชื่อ ด้วยตระกูล หรือด้วยคำว่า “ อาวุโส” ส่วนภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ ภันเต” หรือ “ อายัสมา”
               3. ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ในเวลาที่ตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็อนุญาตให้สงฆ์ถอดถอนได้
               4. ให้พระอานนท์ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ ด้วยการไม่ให้คณะสงฆ์ว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน และคบหาสมาคมด้วย


          จากนั้น ประทานโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ถามความข้องใจสงสัยในพระรัตนตรัย หรือแม้ในข้อปฏิบัติที่ยังสงสัยอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม แม้พระพุทธองค์จะทรงตรัสถามถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะภิกษุที่ประชุมกันอยู่ 500 รูปนี้ อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีทางที่จะได้ตรัสรู้ต่อไปในภายภาคหน้า พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไป เป็นครั้งสุดท้ายว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า
          ” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” พระโอวาทนี้จัดเป็นปัจฉิมโอวาท เป็นโอวาทสุดท้ายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พุทธบริษัททั้ง 4

 

         หลังจากนี้พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงสงบนิ่งทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุบุพพวิหารหรือสมาบัติทั้ง ๙ โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ

 

  พระอานนท์ผู้นั่งเฝ้าดูอาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงถามถึงการปรินิพพานกับพระอนุรุทธะซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์มองเห็นการปรินิพพานของพระพุทธองค์ตลอดมา ตอบว่า ยังไม่ได้ปรินิพพาน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 113,312