๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๔ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดงานภายนอก วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานภายนอกกับภายในไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอก ไปเน้นการประพฤติการปฏิบัติภายในได้แก่เรื่องจิตเรื่องใจ เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตที่เอาทางสายกลางพัฒนา ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่พัฒนาทางกายและทางใจไปพร้อม ๆ กัน
การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันให้ไปทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นต้องให้ถูกต้องเพื่อเราทุกคนจะได้ปฏิบัติถูกต้อง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เอาปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติ
เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันถึงเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ เราจะได้ก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ
การทำงานต้องเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมต้องเป็นการทำงาน หลักการของหมู่มวลมนุษย์ถึงได้มีวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติ ๒ อย่างนี้ต้องทำหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน เหมือนขาของเรา ขาซ้ายขาขวา
สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารทำให้เราทุกคนเวียนว่ายตายเกิด เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวของผู้ที่ไม่รู้
สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เป็นเราเป็นคนอื่น
สัญชาตญาณนั้นจะหยุดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยการประพฤติด้วยการปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ความรู้ถึงคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนถึงเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระพุทธเจ้านั้นคือความรู้ความเข้าใจ คือพระธรรมคือพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
พระอานนท์ได้ทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนองค์สมเด็๗พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.
ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย ความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย ด้วยเหตุผลว่า ความเคารพนี้จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความเคารพนี้จะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์นั่นแหละคือสัญชาตญาณ
เมื่อเราเคารพในพระธรรมในพระวินัย ความสงบก็ย่อมมีแก่เราทุก ๆ คน ถ้าเรามีความเคารพในพระธรรมพระวินัยแล้วเราจะไม่มองข้ามในปัจจุบัน ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความสงบกับความสุข ๒ อย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เช่น เรามีความสุขในการทำหน้าที่ การที่เรามีความสุขในการทำหน้าที่ ความสงบของเราก็มีตามที่เราทำหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ได้ทำงานตามหน้าที่ เจ้าหน้าที่ถึงเป็นทั้งคนดีเป็นทั้งผู้ที่มีปัญญา ๒ อย่างนี้จะอยู่ที่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่
ผู้ที่ทำความดีด้วยความรู้ความเข้าใจที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ การกระทำอย่างนั้นถึงเป็นความเคารพ ถึงเป็นความสงบ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ก็จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นออกซิเจน จะเป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล จะเป็นการถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ เราถึงเอาหน้าที่มามีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติเพื่อพัฒนาทั้งใจทั้งทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
การทำงานกับการปฏิบัติธรรม ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน มีความสุขในการทำหน้าที่
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันพัฒนาสติ พัฒนาปัญญา เพราะความสุขที่เกิดจากหน้าที่เกิดจากการงาน
หลักการของการประพฤติการปฏิบัติถึงได้ให้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์ เอามาเน้นเอามาโฟกัสเพื่อพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ
เพราะเหตุผลว่า สรีระร่างกายของหมู่มวลมนุษย์นี้ ถึงแม้เราจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาจิตใจ อายุขัยส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยกว่าปี
ด้วยเหตุผลนี้ มนุษย์เราถึงมีหลักการประพฤติการปฏิบัติ จะได้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันประพฤติเป็นวันปฏิบัติธรรม เพื่อเราทุกคนจะได้ยกเลิกสัญชาตญาณ
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับวันปฏิบัติธรรม ยังมีปริโพธกังวลอยู่ วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดปริโพธกังวล ยกเลิกปริโพธกังวล มามีความสุขในการพัฒนาจิตพัฒนาใจ
เพื่อใจของเราจะได้มีสติจะได้มีสัมปชัญญะ เพื่อเราทุกคนจะได้ยกเลิกปริโพธกังวลอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้มาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความสุขความดับทุกข์นี้อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ที่อดีตไม่ได้อยู่ที่อนาคต ไม่ได้อยู่ที่รวยหรืออยู่ที่จน ความสุขความดับทุกข์นี้อยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นี้จะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความดีเพื่อความดี ใจของเราทุกคนก็จะสัมผัสกับพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
คำว่าสายน้ำนี้หมายถึงน้ำที่ไหลเป็นสาย ไม่ขาดขั้นขาดตอนเป็นสายน้ำ จากลำห้วยสู่ทะเลสู่มหาสมุทรไม่ขาดสาย อย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยด ได้แก่น้ำหยดลงทีละหยด ๆ ไม่ติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ อย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด
การประพฤติการปฏิบัติเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั้นจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ด้วยเหตุผลนี้จึงได้มีวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่หยุดปริโพธกังวล ยกเลิกสัญชาตญาณ ยกเลิกเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันเราก็ว่างจากตัวจากตน ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
มาทำหน้าที่เอาความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ มาพิจารณาเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากตัวตน ตัวตนนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ
เรามารู้มาเข้าใจ มาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นถึงเป็นการดับไม่เหลืออยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์นั้นถึงอยู่ที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจ ความเป็นพระนั้นเป็นสากล ความเป็นพระนั้นเป็นได้กับทุก ๆ คน ทุก ๆ ชาติทุก ๆ ศาสนา ความเป็นพระนั้นเป็นที่กายเป็นที่วาจาเป็นที่กิริยาเป็นที่มารยาทเป็นที่อาชีพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในความเป็นพระ ความเป็นพระนั้นต้องอยู่ที่เราไม่ใช่อยู่ที่คนอื่น ถ้าอยู่ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดับทุกข์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็ดับทุกข์ที่พระอรหันต์ขีณาสพ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเป็นพระภายนอกนั้นมันดับทุกข์ไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความเป็นพระนั้นเป็นสากลเป็นได้กับเราทุก ๆ คน เรารู้เข้าใจแล้วมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
เพราะเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ความเป็นพระนั้นมันต้องอยู่ที่เราถึงจะดับทุกข์ได้ ถึงจะได้ทุกข์ได้ ปัญหานั้นถึงจะเป็นปัญญา ปัญญานั้นถึงจะมีความสุขในการทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้หยุดสัญชาตญาณ เราจะได้ข้ามสัญชาตญาณ
เราทุกคนจะได้มีความสุขกับการทำหน้าที่ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี
ด้วยความรู้ความเข้าใจนี้ว่าความเป็นพระหรือว่าเป็นพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรา ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าทรัพยากรที่จะทำให้เราเป็นพระ เป็นพระนิพพานนั้นอยู่ที่เรานี้เอง
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ไปแสวงหาสิ่งที่ไม่มีนั้นมันคือไม่มีมันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เราไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก อยากจะมีแต่ความสุข นี้คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ นี้คือไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ความรู้ความเข้าใจเรื่องของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นี้คือทรัพยากรที่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราจะเอาทรัพยากรเหล่านี้มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจปัญหา ถ้าไม่มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ถ้าไม่มีปัญหาอย่างนี้เราทุกคนก็จะไม่มีปัญญา
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าทรัพยากรได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ
ความเคารพ ความหัวดื้อหัวรั้นที่เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มาเป็นตัวเรามันจะเกิดความไม่สงบ สัญชาตญาณอย่างนี้มันเป็นความขั้วบวกขั้วลบ มันจะเป็นความไม่สงบ มันจะเป็นสงครามของตัวความไม่รู้เอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าใจ จะได้ขอบใจความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ขอบใจสภาวธรรม เราจะเอาสภาวธรรมนั้นด้วยอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เราเคารพในพระธรรมในพระวินัย
ความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการหลีกออกจากกาม มีการหลีกออกจากพยาบาท เพราะกามนั้นพยาบาทนั้นเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน กามพยาบาทนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความเคารพในพระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นสาเหตุให้ทุกคนหยุดตรึกในกามหยุดตรึกในพยาบาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การปฏิบัติใจการพัฒนาใจเราต้องอาศัยภายนอก เพราะใจของเราเป็นนามธรรม ต้องอาศัยภายนอก อาศัยกายอาศัยวาจาอาศัยกิริยามารยาทอาศัยอาชีพ
อาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย อาศัยสมมติสัจจะ สมมติสัจจะนี้ชี้ให้เห็นทุกแง่ทุกมุมในเรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่วเรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว เราต้องรู้เข้าใจ
ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะเกิดความสงบหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินของเมืองไทยประเทศไทย
สมมติสัจจะเราต้องทำหน้าที่ด้วยความตั้งใจตั้งเจตนา ใจไม่สงบไม่เป็น เบื้องต้นให้กายมันสงบ ให้วาจามันสงบก่อน ให้กิริยามารยาทมันสงบก่อน ให้อาชีพมันสงบก่อน คำว่าสงบนั้นก็คือความเคารพนั่นแหละ ถ้าเรามีความเคารพมันก็มีความสงบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมพระวินัยนั่นแหละจะหยุดสัญชาตญาณ การปฏิบัติใจต้องปฏิบัติภายนอก
ด้วยเหตุผลนี้ สมมติสัจจะเราต้องเอามาทำหน้าที่ เรามาทำความดีเพื่อไม่ให้การทำความดีนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราตั้งอยู่ในความประมาท อย่าพากันไปคิดว่าพระวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ไม่เป็นไร เราต้องรู้เข้าใจ สิ่งภายนอกกับสิ่งภายในมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
ด้วยเหตุผลนี้เราจะมองข้ามพระธรรมพระวินัย มองข้ามสมมติสัจจะไม่ได้ เราต้องมีความเคารพถึงจะไม่มองข้ามปัจจุบัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอากฎหมายมาใช้ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ
กายของเราจะวิเวก วาจาของเราจะวิเวก กิริยามารยาทของเราจะวิเวก อาชีพของเราจะวิเวก ก็เนื่องมาจากความเคารพในพระธรรมในพระวินัย
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ อย่าพากันไปคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ เราคิดดูดี ๆ นะ เวลาทานอาหารนั้นทำไมไม่บอกตัวเองว่า ไม่ต้องทานอาหาร มันอยู่ที่ใจ เวลาพระฉันอาหารทำไมไปฉันอาหาร ทำไมไม่บอกตัวเองไม่ต้องฉันอาหารเพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกกับภิกษุทั้งหลายว่าเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์หมายถึงการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นหน้าที่ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นธรรมนูญเป็นนาฬิกาแห่งชีวิต
ธรรมนูญกับพระนิพพานถึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นี้ต้องมีกับเราทุก ๆ คน พรหมจรรย์นั้นหมายถึงธรรมนูญระหว่างวัตถุกับจิตใจ
ความเคารพ ไม่มองข้ามปัจจุบัน มีความสุขในการทำหน้าที่ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่เพลิดเพลิน
มีความรู้ความเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่ยกเลิกวัฏฏสงสารของเราทุกคนเพื่อหยุดสัญชาตญาณ มาเอาพระธรรมเอาพระวินัย มาเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย พากันมาถ่ายเทของเสียของปฏิกูล คาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
ยกเลิกการทำธุรกิจที่เราเอาการทำงานกับการปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน มาเน้นเฉพาะเจาะจงเรื่องของจิตของใจ เพราะเราทุกคนจะได้มีสติสัมปชัญญะที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีความสุขกับการทำหน้าที่ ให้รู้ให้เข้าใจว่าความสุข ความไม่มีทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต
ถ้าเราเข้าใจว่า พระนิพพานนั้นจะเกิดแก่เราที่เราสร้างบารมีสร้างความดีเมื่อเราละสังขารวายชนม์ ความคิดอย่างนี้ความตรึกอย่างนี้ยังเป็นสีลัพพตปรามาส มันเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
ความคิดอย่างนี้มันยังมีมีความเห็นผิดเข้าใจผิด ความคิดอย่างนี้มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบอยู่ การผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน ๒ อย่างนะ อันหนึ่งวัฏฏสงสารของท่านปรินิพพาน สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของท่านนั้นปรินิพพาน ท่านเข้างถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความเต็ม
เมื่อวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๖ วิสาขปุณมี วัฏฏสงสารของท่านนิพพานไปแล้วตั้งแต่วันเพ็ญเดือน ๑๕ ค่ำเดือน ๖
ท่านปรินิพพานทางสรีระร่างกายหลังจากท่านตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราทุกคนจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ จะได้มีความสุขกับการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราพากันคิดว่า เมื่อจิตใจของเราเข้าถึงพระนิพพานแล้วชีวิตของเรามันก็ย่อมไม่มีรสไม่มีชาด
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่ พระนิพพานคือสภาวธรรมที่ไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ พระนิพพานนั้นเป็นความสุขอยู่ที่ทำหน้าที่ เป็นความดีและปัญญา
พระนิพพานนั้นเป็นความสุขในการทำหน้าที่ ความสุขนั้นคือความไม่มีทุกข์ จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ที่เป็นคำตอบว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นปฏิบัติถึงไหนถึงจะได้หยุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ อย่างเรามีสรีระร่างกาย กายนั้นต้องได้ทานอาหาร กายนั้นต้องได้พักผ่อน ถ้ากายไม่ได้ทานอาหาร กายไม่ได้พักผ่อน กายนั้นก็ย่อมมีความทุกข์เป็นทุกข์
นี้ก็ฉันใดฉันนั้น ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ความสุขหรือว่าพระนิพพานนี้ถึงอยู่ที่ปัจจุบันในการทำหน้าที่ที่เป็นความดีเพื่อความดี
ด้วยเหตุผลนี้ จึงได้มีคำตอบออกมาอย่างนี้ เราคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมถึงเสียสละตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๒๔ ชั่วโมงเป็นเวลาเสียสละทั้งหมด
สัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวตนนั้นไม่มี มีแต่ความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงทำพุทธกิจของท่าน ท่านตั้งแต่ท่านตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พุทธกิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวัน มี ๕ อย่าง คือ
๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ
เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต
๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ
เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ
เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ
เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา
๕. ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ
จวนสว่าง ทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่
( สรุปท้ายว่า เอเต ปญฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว
พระพุทธเจ้าองค์พระมุนีผู้ประเสริฐทรงยังกิจ ๕ ประการนี้ให้หมดจด)
" พุทธกิจประจำวัน ๕ ประการ และพุทธจริยา ๓ ประการ"
งานการสอนธรรม เพื่อประดิษฐานพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า เป็นงานที่ละเอียดประณีต
เพราะทรงมุ่งให้เป็นธรรมที่เกื้อกูลแก่คนทั้งปวงและอำนวยผลให้เป็นความสุข พระพุทธเจ้า
จึงทรงมีกิจหลักที่เรียกว่าพุทธกิจ ในแต่ละวันทรงมีพุทธกิจหลัก ๕ ประการ เพื่อบำเพ็ญพุทธจริยา ๓
ประการ เพื่อบำเพ็ญพุทธจริยา ๓ ประการ ของพระพุทธเจ้าให้สมบูรณ์ คือ
พุทธจริยาประการที่หนึ่ง โลกัตถจริยา ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่โลก
ในฐานะที่พระองค์เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมโลก ความสำเร็จในจริยาข้อนี้ทรงอาศัยพุทธกิจ
ประจำวัน ๕ ประการคือ
พุทธกิจประการที่ ๑ เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต เพื่อเป็นการโปรดสัตว์โลกผู้ต้องการบุญ
พุทธกิจประการที่ ๒ ในเวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่คนผู้สนใจในการฟังธรรม
พุทธกิจประการที่ ๓ ในเวลาค้ำทรงประทานพระโอวาทให้กรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย
พุทธกิจประการที่ ๔ ในเวลาเที่ยงคืน ทรงแสดงธรรม และตอบปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย
พุทธกิจประการที่ ๕ ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่อาจจะรู้ธรรมซึ่งประองค์ทรงแสดง
แล้วได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัยบารมีของคนเหล่านั้น
พุทธกิจประการที่ ๕ นี้เอง เป็นจุดเด่นในการทำงานของพระพุทธเจ้า
จนทำให้ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา บางคนมีความรู้สึกว่าทำไมคนแต่ก่อนสำเร็จกันง่ายเหลือเกิน
ถ้าศึกษารายละเอียดแล้วจะพบว่าไม่มีคำว่าง่ายเลย
เพราะนอกจากจะอาศัยวาสนาบารมีของคนเหล่านั้นเป็นฐานอย่างสำคัญแล้ว การแสดงธรรมของพระองค์นั้น
เป็นระบบการทำงานที่มีการศึกษาข้อมูล การประเมินผล การสรุปผลในการแสดงธรรมทุกคราว
หลังจากที่บุคคลนั้น ๆ ปรากฏในข่ายพระญาณของพระพุทธเจ้าคือทรงรู้ว่าเขาเป็นใคร ?
มีอุปนิสัยบารมีอย่างไร ? แสดงธรรมอะไรจึงได้ผล ? หลังจากแสดงธรรมแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร ?
ดังนั้นการแสดงธรรมทุกครั้งของพระพุทธองค์ จึงบังเกิดผล
เป็นอัศจรรย์เพราะจะทรงแสดงเฉพาะแก่ผู้เป็นพุทธเวไนย คือสามารถแนะนำให้รู้ได้เป็นหลัก
พุทธจริยาประการที่สอง ญาตัตถจริยา ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติ
เช่นการทรงมีพระพุทธานุญาตพิเศษ ให้พรญาติของพระองค์ ที่เป็นเดียรถีย์ (นักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา)
มาก่อน ให้เข้าบวชในพระพุทธศาสนาได้ โดยไม่ต้องอยู่ติตถิยปริวาสก่อน (ติตถิยปริวาส คือ
วิธีอยู่กรรมสำหรับเดียรถีย์ที่ขอบวชในพระพุทธศาสนา จะต้องประพฤติปริวาส
(การอยู่ชดใช้หรืออยู่กรรม) ก่อน ๔ เดือน หรือจนกว่าพระสงฆ์พอใจจึงจะอุปสมาบทได้) หรือการที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์
ทรงแนะนำให้พระญาติซึ่งกำลังจะทำสงครามกันได้เข้าใจในเหตุผล สามารถปรองดองกันได้
พุทธจริยาประการที่ ๓ พุทธัตถจริยา ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า
เช่น ทรงวางสิกขาบทเป็นพุทธอาณา สำหรับควบคุมความประพฤติของผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
ทรงแนะนำให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่ของตน
ทรงวางพระองค์ต่อผู้ที่เข้ามาบวชและแสดงตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา ในฐานะของบิดากับบุตร ผู้ปกครองกัลยาณมิตร ศาสดาผู้เอ็นดูเป็นต้น ตามสมควรแก่บุคคลและโอกาสนั้น ๆ จนสามารถประดิษฐานเป็นรูปสถาบันศาสนาสืบต่อกันมาได้
พระนิพพานนั้นถึงอยู่พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทำหน้าที่
พระนิพพานเราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นอยู่ที่การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ขีณาพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้ทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน
ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ถึงเป็นได้แต่เพียงนิติบุคคลตัวตน ถึงเป็นได้แต่เพียงสมาธิสมาบัติ มันยังหยุดสัญชาตญาณไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ความเป็นพระอริยเจ้า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้น เราต้องรู้เข้าใจ ความเป็นพระนั้นต้องมีอยู่กับเราทุกคนที่รู้เข้าใจ จะได้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ เราทำหน้าที่นี้เพราะความจำเป็น
เราทำหน้าที่เพราะความจำเป็น มันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ยังไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ
พระธรรมพระวินัยที่เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัตินั้นแหละเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ นั้นเป็นทั้งสมถะเป็นทั้งวิปัสสนา พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานทางร่างกาย ท่านนิพพาน ๒ ครั้ง อันหนึ่งนิพพานทางกิเลสอาสวะ อีกอันหนึ่งนิพพานทางสรีระร่างกาย ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
--------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา