๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๖ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกคนพากันนั่งให้สบาย ให้มีความสุขในการนั่ง พากันนั่งให้ตัวตรงอย่าให้ตัวโค้งตัวงอ การปฏิบัติใจพวกเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นเค้าต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ เพราะใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ต้องปฏิบัติที่กาย ที่วาจาที่กิริยามารยาทที่อาชีพ

 

มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ รู้เหตุรู้ปัจจัย รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ พากันประพฤติพากันปฏิบัติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์นั้นใช้สำหรับเราทุก ๆ คน ทั้งนักบวชทั้งผู้ที่ไม่ได้บวช

 

พรหมจรรย์นั้นเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นการให้ทานเพื่อให้ทาน เพื่อการรักษาศีลเพื่อศีล เป็นการทำสมาธิเพื่อสมาธิ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีขั้วบวกจะไม่มีขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัตินี้จะเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เป็น ๒ อย่างที่เดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

ผู้ที่บวชหรือผู้ที่ไม่ได้บวชก็ต้องประพฤติต้องปฏิบัติพรหมจรรย์เช่นเดียวกัน พรหมจรรย์นี้เป็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

พรหมจรรย์นี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราจะทั้งทางนักบวชทั้งทางผู้ที่ไม่ได้บวช ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่นั้นคือธรรมะ

 

เพราะเหตุผลว่า ทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

กระบวนการของชีวิตนั้นถึงเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท อาศัยความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เรื่องปฏิปทาที่ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เป็นการเดินไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นความดีและปัญญาคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นหน้าที่ ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ

 

อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา ความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยที่ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำ นั่นแหละคือเหตุคือปัจจัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย คือผู้ที่เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นหน้าที่ที่เป็นความดีและปัญญาอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อที่จะให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นผู้รู้หน้าที่และทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เพราะว่าพระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมพระวินัย เราต้องเอาพระพุทธเจ้าที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยนำชีวิต เอาพระอริยสงฆ์อรหันตขีณาสพนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าเราทุกคนนี้ต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน สัญชาตญาณเป็นอย่างไร สัญชาตญาณนั้นได้มีความยึดมั่นถือมั่นที่เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นั้นเป็นเราเป็นผู้อื่นนี้คือสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจว่าเราทุกคนจะเอาสัญชาตญาณนำชีวิตไม่ได้ เพราะสัญชาตญาณนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ สัญชาตญาณนั้นเป็นวัฏฏสงสาร เพราะสัญชาตญาณนั้นคือการเวียนว่ายตายเกิด มันคือสังสาระ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจในเรื่องวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารนั้นคือสัญชาตญาณที่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัย เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นการหยุดการยกเลิกสัญชาตญาณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

ความเคารพกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

 

เราทุกคนนั้นติดในตัวในตนติดในสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่น รักความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนได้ติดในตัวในตน ติดในความสุขติดในความสะดวกติดในความสบาย

 

สัญชาตญาณที่จะหยุดได้ ยกเลิกได้ ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยที่เรามีความเคารพ

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันคือหนึ่งเดียว ปัจจุบั้นเป็ฯเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเราเคารพในพระธรรมในพระวินัย ก็หยุดสัญชาตญาณของเราได้ทุก ๆ คน เรามาบวชมาปฏิบัติธรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

เราไม่ได้มาบวชเป็นภิกษุ เราก็ต้องรู้เข้าใจ ภิกษุกับฆราวาสก็ต้องเข้าใจเช่นเดียวกัน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในเรื่องอาหาร พระภิกษุก็ต้องฉันภัตตาหาร ฆราวาสผู้ครองเรือนก็ต้องทานอาหาร

 

นักบวชกับฆราวาสก็ต้องทานอาหารเช่นเดียวกัน จุดมุ่งหมายของการทานอาหารการฉันภัตตาการก็เพื่อไม่ให้มีความทุกข์ทางกาย

 

จุดมุ่งหมายของการเอาธรรมนูญนำชีวิตก็เพื่ออาหารของใจ กายกับใจก็ต้องได้อาหารไปพร้อม ๆ กัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัตินั้น ๒ อย่างก็ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เดินทางไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ เพราะอดีตผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตจะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือการผิดคือความประมาทนั้นคือความเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ปัจจุบันนั้นมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ถ้าเรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นจะเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้องเข้าใจว่าการทำงานนี้ก็เพื่องาน การทำหน้าที่ก็เพื่อหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานก็เพราะความจำเป็น ทำหน้าที่อะไรต่าง ๆก็เพราะความจำเป็น ความคิดอย่างนี้จะเป็นขั้วบวขั้วลบ ความคิดอย่างนี้จะเป็นความไม่สงบ ความคิดอย่างนี้มันจะเป็นสงคราม

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนเกิดมาถึงต้องมีการเรียนการศึกษา การเรียนการศึกษานั้นเพื่อความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าในนั้นจะไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็หลงลืมก็จะลืมเลือน เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์นั้นมันตั้งอยู่ในพระไตรลักษณ์ ไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม

 

ถ้าความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นก็จะไม่มีหลงลืม อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนถือเอาพระพุทธเจ้า เอาพระธรรม เอาพระอริยสงฆ์ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นหน้าที่ของเราจะได้ประพฤติจะได้ปฏิบัติ เพราะสิ่งเหล่านี้คือกรรม คือกฎแห่งกรรม และเป็นผลของกรรม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะมาติดความสุขติดความสะดวกติดความสบายนั้นไม่ได้

ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ติดในความสุขความสะดวกความสบาย ผู้ที่เกิดเป็นเทวดานั้นก็ติดในความสุขความสะดวกความสบาย

 

ผู้ที่เป็นพระพรหมก็ติดในความสุขความสะดวกความสบาย พระธรรมพระวินัยเราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยมีไว้สำหรับเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ หลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนจะมาติดในความสุขในความสะดวกความสบายไม่ได้ เราจะเอาความสุขจากความหลงนี้ไม่ได้ เพราะทุกอย่างนั้นเราต้องรู้เข้าใจ ทุกอย่างนั้นมันเป็นเพียงเหตุเพียงปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมายกเลิกสัญชาตญาณ พากันมาเสียสละด้วยความรู้ความเข้าใจ อาศัยศีลเป็นพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย เพื่อให้ศีลของเราที่อาศัยศีลเพื่อให้ศีลติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ศีลนั้นก็จะทำให้เกิดเป็นสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่น

 

ความยึดมั่นในการเสียสละ ความยึดมั่นในศีลจนเป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำที่ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์ขีณาสพเป็นกัลยาณมิตร

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรม ทุกคนเกิดมาก็ล้วนแต่เกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก ไม่มีใครอยู่เหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรม

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมาใช้ทรัพยากรของความเป็นมนุษย์ เอาทรัพยากรแห่งความเป็นมนุษย์มาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อทำที่สุดแห่งความสุขความไม่มีทุกข์

 

การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเรียกว่าการประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์ถึงมีกับเราทุก ๆ คน

 

เราคิดดูดี ๆ ถ้าพรหมจรรย์มีในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ดับทุกข์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพรหมจรรย์มีในพระอรหันต์ขีณาพ พระอรหันต์ขีณาสพก็ดับทุกข์ที่พระอรหันต์ขีณาสพ

 

เราเป็นสามัญชน เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตเราก็ดับทุกข์ไม่ได้ เราก็มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมาเป็นกระบวนการของความทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจเรื่องอริยสัจทั้ง ๔ ตามความเป็นจริง

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนจะมาติดในความสุขติดความสะดวกความสบายนั้นไม่ได้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่มีความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก ถ้าเราไม่มีปัญหา ปัญญาของเราจะมาจากไหน การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นมันจะมาจากไหนเพราะมันไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัญหานั่นแหละคือปัญญา ปัญญานั่นแหละต้องมีความสุขในการทำหน้าที่

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งผู้เป็นฆราวาสที่ครองบ้านครองเมืองพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง อย่าพากันคอร์รัปชั่นเวลานอน ถึงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะสะดวกสบาย เราทุกคนก็ต้องคอนโทรลตัวเองให้ได้ ต้องนอนพักผ่อนวันละ ๘ ชั่วโมง เวลาเราตื่นอยู่นี้แหละ ต้องเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เพราะธรรมนูญนั่นแหละคือนิพพาน ธรรมนูญนั่นแหละจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้อริยสัจ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อเราทุกคนจะได้รู้เข้าใจจะได้หยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คนด้วยไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

 

เราเป็นผู้ที่เป็นภิกษุสามเณรพากันนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๖ ชั่วโมง อย่าพากันคอร์รัปชั่นเวลานอน

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านนอนพักผ่อนเวลา ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๒ เพื่อทำความเพียรติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

หลวงปู่ชา สุภัทโท ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ท่านนอนท่านพักผ่อนเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ เพื่อประพฤติเพื่อปฏิบัติให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

วัดเราได้เอามติในการประพฤติการปฏิบัติของหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดเราให้นอนจำวัด ๓ ทุ่ม ตื่นตี ๓ ไม่ให้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อจะไม่ให้คอร์รัปชั่นเวลานอน เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง

 

๑๘ ชั่วโมงนี้เป็นเวลาทำความเพียร เป็นเวลาที่ทำหน้าที่ของหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เพื่อปฏิปทาของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ตามหลักการในการประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง ทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล เพื่อจะไม่เป็นการเดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงพากันนอนพากันพักผ่อนพากันจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เรารักความสุขไม่ต้องการความทุกข์ระแวงภัยยินดีในการสืบพันธุ์เพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องอาศัยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ทั้งผู้ที่เป็นนักบวช ผู้ที่เป็นฆราวาสเอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต เอาพรหมจรรย์นำชีวิต เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

ในพระธรรมในพระวินัยของนักบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ถือนิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเวลา ๕ ปี  ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่องถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนถึงพากันมาตรึกในกามไม่ได้ มาตรึกในพยาบาทไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะไปตรึกในกามนั้นไม่ได้ ไปตรึกในพยาบาทไม่ได้

 

เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง เพื่อจะไม่ให้เรามีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น เราต้องเคารพในพระธรรมในพระวินัย ไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท

 

กามและพยายาทนั้นมันคือการเดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในใจ รู้ธรรมในธรรมอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ความคิดความปรุงแต่งผัสสะทั้งหลายก็จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่เรามีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม

 

ถ้าเรารู้เราเข้าใจ มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมด้วยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สติสัมปชัญญะนี้จะทำให้เราเกิดความวิเวกอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วยความรู้ความเข้าใจ เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ยกทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องกับเราเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เราเสียเวลา ๑ วินาที พิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อเราจะได้เดินไปข้างหน้า ไม่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนจะไปตรึกในกามไม่ได้ จะไปตรึกในพยาบาทไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เพื่อเจริญปัญาวิปัสสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้หน้าที่การงานเพื่อเราจะเอาไปใช้เอาไปปฏิบัติ เอาไปทำหน้าที่เพื่อความดีและปัญญา จะได้เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ผู้ที่บวชมาก่อนที่จะครองผ้ากาสาวพัสตร์ พระอุปัชฌาย์จึงได้บอกกรรมฐานเพื่อเราจะได้เอาไปประพฤติปฏิบัติไปทำหน้าที่เพื่อเราจะได้เจริญภาวนาวิปัสสนา

 

ในพิธีการบวชก่อนที่จะครองผ้า พระอุปัชฌาย์ถึงได้ตรัสว่า เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ...ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกศา ว่ากลับไปกลับมาเป็นอนุโลมปฏิโลม

 

ผู้ที่บวชนั้นต้องพิจารณาร่างกายแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนสู่พระไตรลักษณ์ เอาผมออก เอาขนออก เอาหนังออก เอาเล็บออก เอาฟันออก เอาสรีระร่างกายทั้งหมดออก แล้วมาประกอบเข้ากันใหม่

 

พิจารณาอาหารเก่าอาหารใหม่ พิจารณาความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก พิจารณาอายุขัยมนุษย์เราส่วนใหญ่ก็ไม่เกินร้อยปีก็ต้องจากโลกนี้ไป

 

ผู้ที่มาบวช ก็ต้องประพฤติต้องปฏิบัติอย่างนี้ ผู้ไม่ได้บวชที่เป็นฆราวาสก็ต้องประพฤติเช่นนี้อย่างเดียวเจช่นเดียวกัน เพื่อเราทุกีนจะได้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

ถ้าเราเอาแต่เจริญสติสัมปชัญญะ เอาแต่ทำสมาธิ อริยมรรคนั้นมันยังไม่พอ มันยังไม่เพียงพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพิจารณาสรีระร่างกายอย่างนี้

 

ส่วนใหญ่เราไม่รู้ไม่เข้าใจทุกคนไม่ต้องการพิจารณาสรีระร่างกาย เมื่อเราไม่พิจารณาสรีระร่างกายเราก็ไม่สามารถละสักกายทิฏฐิได้ การที่จะลงสักกายทิฏฐินั้นต้องอาศัยการพิจารณาร่างกายเข้าสู่พระไตรลักษณ์

 

การประพฤติการปฏิบัติของเรา ถ้าเราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เอาพระธรรมพระวินัยเป็นกัลยาณมิตร เอาพระอรหันต์เป็นกัลยาณมิตร ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ที่เกิดจากผัสสะ เสียเวลาเพียง ๑ วินาที การพิจารณาร่างกายที่แยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนนั้นจะชัดเจน จะเป็นการทำได้ง่าย ๆ เพราะเรารู้เราเข้าใจ เราไม่ไปตรึกในกาม เราไม่ไปตรึกในพยาบาท

 

เรามาบวชถึงจะบวชเก่าบวชใหม่เราก็ย่อมไม่ตรึกในกาม เราไม่ตรึกในพยาบาท

 

ผู้ที่เป็นฆราวาสก็ย่อมไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาทเช่นเดียวกัน เพราะนักบวชกับฆราวาสก็ต้องหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ฆราวาสกับนักบวชย่อมไม่ตรึกในกามในพยาบาทเช่นเดียวกัน เราอย่าไปคิดว่าเรื่องไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาทมันเป็นหน้าที่ของนักบวช เราต้องรู้เข้าใจว่านักบวชและฆราวาสนั้นก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเช่นเดียวกันไม่มีใครยกเว้น หรือว่าฆราวาสไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่พลัดพราก

 

ความสุขความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์ถึงอยู่ที่หน้าที่ ไม่ได้อยู่ที่ความรวยความจนอยู่ที่หน้าที่ที่มีความสุขกับหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราคิดดูดี ๆ ถ้าเรารวยที่สุดแต่ถ้าเรายังมีตัวมีตน มันก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเรามีอำนาจวาสนามีอัตตามีตัวมีตน เราก็แก้ปัญหาไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้เข้าใจว่าความทุกข์ความไม่มีทุกข์ต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทุกคนที่ได้หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นการเสียสละเพื่อความเสียสละ เป็นการให้ทานเพื่อให้ทาน เป็นการรักษาศีลเพื่อศีล เป็นการทำสมาธิเพื่อสมาธิ เป็นการเจริญปัญญาเพื่อปัญญา

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้ถึงจะใช้การใช้งานได้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำนั้นย่อมเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้

 

ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยนี้เป็นความรู้ความเข้าใจเพื่อให้วัฏฏสงสารนั้นจบด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย

 

เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราพากันไปทิ้งพระธรรมพระวินัย ทิ้งข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นถึงเกิดความเสียหาย นั้นถึงเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ พรหมจรรย์นั้นเป็นการหยุดสัญชาตญาณ หยุดวัฏฏสงสาร พรหมจรรย์นั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สิ่งทั้งหลายจะด้วยความรู้ความเข้าใจ จะจบลงได้ด้วยพระธรรมพระวินัย พรหมจรรย์นั้นถึงเป็นออกซิเจนเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล เป็นการถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปอยู่ที่ปัจจุบัน

 

คำว่าปัญญาชนนั้นคือผู้ที่เดินทางสายกลางเอาธรรมนูญนำชีวิตยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ธรรมนูญนั้นหมายถึงบริสุทธิคุณ ถ้าเราเอาตัวเอาตนนำชีวิตนั้นไม่ใช่บริสุทธิคุณไม่ใช่ปัญญาชน

 

ปัญญาที่รู้ปัญญาที่เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบถึงจะเรียกผู้นั้นว่าเป็นปัญญาชน

 

พระนิพพานถึงเป็นความดี เป็นคุณธรรมของผู้ดี เป็นสมบัติของคนดีที่ไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ว่าปัญญาชนคือบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาท

 

ถ้าเราเอาสัญชาตญาณนำชีวิต การประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ นั้นไม่ใช่ปัญญาชน ไม่ใช่ทำความดีเพื่อความดี

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนหยุดสัญชาตญาณเพื่อมาเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นข้อวัตรกิจวัตร

 

เพราะว่าพระธรรมพระวินัยเป็นหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เป็นปรัชญา ไม่ใช่เป็นจิตวิทยา นั้นยังไม่ใช่ปัญญาชน มันยังเป็นปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน นั้นมันยังเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยกเลิกยศยกเลิกตำแหน่ง ท่านไม่เอายศไม่เอาตำแหน่ง ท่านทำความดีเพื่อความดี ความดีเพื่อความดีนั่นแหละจะเป็นยศเป็นตำแหน่ง

 

ตำแหน่งนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

เพราะเหตุผลว่า การประพฤติการปฏิบัตินี้ สมมติสงฆ์เป็นคนอื่นเค้าสมมติให้ ถ้าเป็นความดีเพื่อความดีนั้นอันนี้เป็นหน้าที่ของหน้าที่ ถ้ามันจะเป็นความดีเพื่อความดีไม่มีใครต้องมาสมมติให้

 

สมมตินั้นเราต้องรู้เข้าใจ สมมตินั้นคือแบรนด์เนมที่ให้เรามายกเลิกสัญชาตญาณที่ให้เราทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่เอาแบรนเนมด์มาเป็นขั้วบวกขั้วลบ แบรนด์เนมที่เราได้รับการแต่งตั้งเพื่อเราจะไปบอกคนอื่น ที่เราจะไปบังคับคนอื่น

 

การเผยแผ่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่

 

ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งออกไปเผยแผ่ ก่อนที่จะออกไปเผยแผ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรวจทานผู้ที่จะไปเผยแผ่ว่า บ้านนั้นเมืองนั้นเค้าไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เวลาเราไป เค้าว่าให้เรา เราจะทำอย่างไร

 

เมื่อพระปุณณะทูลพระพุทธเจ้าว่า ตนจะเดินทางไปยังสุนาปรันตขนบท  พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชาวสุนาปรันตชนบทดุร้ายหยาบช้า หากชาวสุนาปรันตชนบททำร้ายพระปุณณะ ท่านจะทำอย่างไร

 

- ถ้าชาวสุนาปรันตชนบทด่า บริภาษ ตน พระปุณณะจะคิดว่า ยังดีนักหนาที่ไม่ได้ประหารเราด้วยฝ่ามือ
- ถ้าชาวสุนาปรันตชนบท ประหารด้วยฝ่ามือ พระปุณณะจะมีความคิดว่า ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยก้อนดิน
- ถ้าชาวสุนาปรันตชนบท ประหารด้วยก้อนดิน พระปุณณะจะมีความคิดว่า ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยท่อนไม้  
- ถ้าชาวสุนาปรันตชนบท ประหารด้วยท่อนไม้ พระปุณณธจะมีความคิดว่า ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยศาสตรา
- ถ้าชาวสุนาปรันตชนบท ประหารด้วยศาสตรา พระปุณณะจะมีความคิดว่า ยังดีนักหนาที่ไม่ปลิดชีพเราเสียด้วยศาสตราอันคม
- ถ้าชาวสุนาปรันตชนบท ปลิดชีพตนเสียด้วยศาสตราอันคม พระปุณณะจะมีความคิดว่า มีเหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาค ที่อึดอัดเกลียดชังร่างกายและชีวิต พากันแสวงหาศาสตราสังหารชีพอยู่แ เราไม่ต้องแสวงหาสิ่งดังนั้นเลย ก็ได้ศาสตราสังหารชีพแล้ว 

 

พระพุทธเจ้ากล่าวว่าพระปุณณะประกอบด้วยทมะและอุปสมะ จักสามารถอยู่ในสุนาปรันตชนบทได้ 

 

ท่านพระปุณณะได้เดินทางจาริกไปยังสุนาปรันตชนบท ได้ให้พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทกลับใจแสดงตนเป็นอุบาสกประมาณ ๕๐๐ คน อุบาสิกาประมาณ ๕๐๐ คน ภายในพรรษานั้นเอง และตัวท่านได้ทำให้แจ้งซึ่งวิชชา ๓ ภายในพรรษานั้นเช่นกัน 

 

ต่อมา ท่านปุณณกุลบุตรได้ทำกาละ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ท่านพระปุณณะได้บรรลุธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ได้ทำให้ทรงลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม และได้ปรินิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ แบรนด์เนมเครื่องหมายที่เป็นสมมติเราต้องเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติเอาไปทำหน้าที่เพื่อเป็นการทำความดีเพื่อความดี เพื่อไม่ให้ความดีนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ

นักบวชก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ ข้าราชการนักการเมืองเกษตรกรรมอุตสาหกรรมพ่อค้าประชาชนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

ความสุขความดับทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่ ที่เป็นความดีที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าปัจจุบันเราทั้งหลายต้องพากันไม่ประมาท ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทดั่งปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า

 

หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

----------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 115,890