๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒๙ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย หายใจเข้าก็ให้สบาย หายใจออกก็ให้สบาย มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้นั่งตัวตรง ไม่ให้นั่งตัวโค้งตัวงอ ให้นั่งเหมือนองค์พระพุทธปฏิมากรณ์ โทรศัพท์มือถือก็ให้ปิดไว้ก่อน ถ้าต้องการเปิดโทรศัพท์มือถือก็ใช้ระบบสั่นสะเทือนเอา ถ้าจะรับโทรศัพท์ก็ให้ออกห่างไกลจากรัศมี ไม่รบกวนบุคคลอื่น ไม่ให้พูดคุยกัน ไม่ให้เดินไปเดินมา เสริฟน้ำเสริฟของสิ่งของต่าง ๆ ก็ให้หยุดพักไว้ก่อน เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนพากันเข้าใจในการดำเนินชีวิต
การดำเนินชีวิตเราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การดำเนินชีวิต ต้องเป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ ไม่ประกอบทุกข์ให้กับตนเอง ไม่ประกอบทุกข์ให้กับคนอื่น เพื่อจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี ไม่เป็นการเพิ่มไม่เป็นการตัด
ความรู้ความเข้าใจเราจะได้เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ การทำหน้าที่นั้นถึงเป็นเชิงบวก จะเป็นความพอดีความพอเพียงเป็นความเพียงพอ สมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่าย
ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นอริยมรรคอยู่ที่ปัจจุบัน ใจมีปัญญา ใจมีสัมมาทิฏฐิ ใจรู้ใจเข้าใจ ใจรู้ใจเข้าใจนั้นจะเป็นออกซิเจน เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูล ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ อายตนะภายนอกภายในจะได้เป็นเชิงบวก จะได้เป็นความพอเพียงเพียงพอ
ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เพื่อจะให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจจะทำให้เกิดความสมดุล สิ่งที่มาผัสสะที่ธาตุที่ขันธ์ที่อายตนะภายนอกภายในนั้นก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ สิ่งที่มากระทบมาผัสสะนั้นก็จะเป็นความสมดุลเป็นความพอเพียงเพียงพอ
เราปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยว เช่น ทำไร่ทำนาทำสวนใช้เวลา ๑๒๐ วัน ปีหนึ่งนั้นมี ๓๖๕ วัน ปีหนึ่งเราทำงานใช้เวลา ๑๒๐ วัน การดำเนินชีวิตของเรานั้นเราว่างจากการทำงาน ๒๔๕ วัน
ด้วยเหตุผลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านถึงให้พสกนิกรชาวไทยได้พากันปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารเชิงบวก เพื่อจะไม่ให้มีการว่างงาน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมนั้น ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมก็คือการทำงาน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อมกัน การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของเรากับการพัฒนาจิตใจของเราต้องไปพร้อมกัน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพื่อทั้ง ๒ อย่างนี้จะได้เป็นเชิงบวก
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าเป็นคนอื่นนี้เรียกว่าสัญชาตญาณ สัญชาตญาณนี้รักในความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญชาตญาณ
สัญชาตญาณนี้ให้เราเข้าใจ สัญชาตญาณนี้เป็นขั้วบวกเป็นขั้วลบ เป็นความไม่พอดีไม่เพียงพอ จะมีความบกพร่องอยู่เป็นนิจนิรันดร์
สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนี้เราทุกคนต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ พากันมามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณของเราทุก ๆ คน
สัญชาตญาณที่จะหยุดลงได้จบลงได้ก็ด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน
พระธรรมคือธรรมนูญ ธรรมนูญกับพระนิพพานนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน จะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ จะเรียกว่าธรรมนูญก็ได้ นี้คือสิ่งเดียวกัน
ธรรมนูญได้แก่พระธรรม ธรรมที่เป็นโลกุตตรธรรม ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน ธรรมนูญหรือว่าพระนิพพานนั้นถึงไม่ใช่ขั้วบวกถึงไม่ใช่ขั้วลบ จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี
วิถีชีวิตที่เราต้องประพฤติต้องปฏิบัติสำหรับเสขบุคคลพึงประพฤติพึงปฏิบัติ เสขบุคคลหมายถึงผู้ที่เป็นสามัญชน ผู้ที่ยังไม่ใช่พระอริยเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ บุคคลเหล่านี้เรียกว่าเสขบุคคล บุคคลที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติพึงทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความรู้ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม รู้เข้าใจว่าทุกอย่างต้องไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี เป็นขบวนการของเหตุของปัจจัยเรียกว่ากระบวนการปฏิจจสมุปบาท มีกรรมเป็นพื้นฐาน มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม ผู้นั้นก็จะได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบต่อไป
พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่พระธรรมพระวินัย
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานได้ตรัสทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วจะเอาใครเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบพระอานนท์ว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;
มีธรรมเป็นประทีป มีธรรม เป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ใน สถานะอันเลิศที่สุดแล.
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่เราทุกคนได้ทำหน้าที่ เราทำความดีเพื่อความดีนั้นจะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ จะเป็นความสงบ จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่มีความสุขในการทำหน้าที่ของหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะเป็นการพัฒนาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
เป็นการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเชิงบวก อาศัยผัสสะ ผัสสะเมื่อก่อนที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจ ยกทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สิ่งที่เป็นสัญชาตญาณก็จะจบลงไปด้วยความรู้ความเข้าใจ จะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ถึงเป็นเชิงบวก จะเป็นความสมดุล จะเป็นความพอเพียงเป็นความเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทั้งหลายอย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด นั้นคือความเสียหายนั้นคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตนนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะ เพื่อจะไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของหน้าที่ เราจะได้ยกเลิกกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอเข้าถึงความพอดี
วิถีชีวิตของเราทุกคนนั้นถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ความตั้งใจตั้งเจตนาที่เราทุกคนรู้เข้าใจ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำนี้หมายถึงน้ำไหลเป็นสาย ไม่ขาดขั้นขาดตอนนี้เรียกว่าสายน้ำ คำว่าน้ำหยดนี้มันหยดลงทีละหยด ๆ มันขาดขั้นขาดตอนถึงเรียกว่าน้ำหยด ความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อให้ปฏิปทาของเราติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เพื่อเป็นการเดินไปข้างหน้า ไม่ถอยกลับมาอยู่ที่เก่าอยู่ที่เดิม
การประพฤติการปฏิบัติที่ความสมดุล ที่ความพอเพียงเพียงนั้นถึงเป็นวิถีชีวิตอยู่ที่ปัจจุบันที่เป็นการประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เชิงบวก อยู่ที่ความพอเพียงเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ การประพฤติการปฏิบัติของเราจึงอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่เลือกกาลสถานที่ ปัจจุบันนั้นคือการประพฤติการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเราจะได้เอาปัจจุบันมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ของหน้าที่
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เพื่อการประพฤติการปฏิบัติของเราจะได้ติดต่อต่อเนื่อง ให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนั้นคือหนึ่งเดียว หรือว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว วาระต่าง ๆ ที่เป็นปัจจุบันมันมีวาระเดียวหรือว่ามีตำแหน่งเดียว ตำแหน่งยืนเดินนั่งนอนวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงตำแหน่งเดียว เราต้องรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราจะไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ เราจะไม่ได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
เหตุปัจจัยคือหน้าที่ ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ ปัจจุบันเราไม่ทำหน้าที่ก็ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลาย ความไม่ประมาทนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวตนของเราทุกคน ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เราพากันตั้งอยู่ในความประมาทในความผิดพลาดในความเสียหาย
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงให้ความเคารพนับถือในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความไม่ประมาทคือความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สัญชาตญาณของเราทุกคนจะมีความรู้สึกว่า ปฏิบัติเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใครจะปฏิบัติได้ ปฏิบัติเหมือนพระอรหันต์ขีณาสพใครจะประพฤติปฏิบัติได้
ด้วยเหตุนี้เราทุกคนต้องมารู้สัญชาตญาณของตัวของเราเอง ได้แก่มารู้ทุกข์ มารู้เหตุเกิดทุกข์ มารู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เป็นโลกธรรมมันยากมากยากจริง ๆ ยากที่ทุกท่านทุกคนที่จะผ่านได้
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัย ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมายกเลิก เราทุกคนต้องมาให้ทานเสียสละ เอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เพื่อมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องเป็นสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ
ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยตามพระรัตนตรัยนี้ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตน นี้คือการปล่อยวางสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้เป็นสิ่งที่ดับทุกข์ได้จริง ๆ เป็นสิ่งที่หยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นได้จริง ๆ
ที่โกณฑัญญะได้ฟังพระธรรมเทศนาขององค์พระบรมศาสดาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันได้เปล่งวาจาว่า จักขุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ที่เราไม่เคยได้รู้ได้ฟังมาก่อน
ทางวิทยาศาสตร์ช่วยเราได้ถึงเชิงตะกอน พระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยช่วยเราได้ถึงนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะไม่ได้รอเมื่อหมดลมหายใจเข้าจึงจะเข้าถึงพระนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน เช่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่คิดว่าเมื่อหมดลมหายใจเข้าวาระจิตสุดท้ายถึงจะเข้าถึงพระนิพพาน
ความคิดอย่างนี้อาจจะผิดพลาดได้ วาระสุดท้ายจิตใจเข้าถึงพระนิพพานอาจจะผิดพลาดได้ถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
เมื่อปัจจุบันจิตใจของเรายังเป็นขั้วบวกขั้วลบ ใจของเราไม่มีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เราคิดดูดี ๆ อนาคตมันจะมีพระนิพพานได้อย่างไร เป็นสิ่งที่เสี่ยงมาก เป็นสิ่งที่อันตรายมาก
เราคิดดูดี ๆ นะจิตสุดท้ายเราอาจจะไปห่วงลูกห่วงหลานห่วงทรัพย์สินเงินทอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน พระอรหันต์ขีณาสพท่านก็เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ปัจจุบันนี้แหละเราต้องเข้าถึงพระนิพพาน เรามีความสุขในการทำหน้าที่เพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะพระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเราจะไม่ได้ลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรายกเลิกเรื่องอดีตเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็มาว่างจากตัวจากตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เพื่อให้ปัจจุบันเราทำหน้าที่เป็นเชิงบวก
เชิงเดี่ยวนั้นมีความหมายถึงตัวตน เราทำหน้าที่ปลูกผักผลไม้เชิงเดี่ยวนั้นใช้เวลา ๑๒๐ วัน เราปล่อยเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ๒๔๕ วันนั้นถึงเป็นการไม่สมดุล
ความไม่รู้ไม่เข้าใจทำให้เรามีทุกข์ทางกาย มีความทุกข์ทางใจ เราเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตก็ย่อมมีความทุกข์ทางกาย ย่อมมีความทุกข์ทางใจ เราจะไปปฏิเสธนั้นไม่ได้
การทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเป็นการทำหน้าที่ครบวงจรของ ๒๔ ชั่วโมง
วันหนึ่งคืนหนึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำหน้าที่บรรทมพักผ่อนเพื่อสรีระร่างกาย ๔ ชั่วโมง ทำพุทธกิจเพื่อสรรพสัตว์เทพเทวามารพรหมสรรพสัตว์ทั้งหลายเวลา ๒๐ ชั่วโมง รวมแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง
นี้คือความสมดุล นี้คือความเต็ม ๆ นี้เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นผู้ที่ทำความดีเพื่อความดีไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณ ต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจคิดว่าเรียนหนังสือก็เพราะความจำเป็น ทำงานเพราะความจำเป็น เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชก็เพราะความจำเป็น
ความคิดอย่างนี้ความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นขั้วบวกมันเป็นขั้วลบ มันเป็นความไม่สมดุลเป็นความไม่เพียงพอพอเพียง
เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจเราทุกคนจะผ่านสัญชาตญาณที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ นี้เราจะผ่านไปไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาให้ทาน มาเสียสละสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนของเราทุก ๆ คน
เราต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจนั้นก็ย่อมตั้งอยู่ในความประมาทแน่นอน ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลย
มีคำถามว่าประพฤติปฏิบัติเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติเหมือนพระอรหันต์ขีณาสพนี้มันจะไม่เหนื่อยยากลำบากเหรอ การประพฤติการปฏิบัติที่ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบนั้นจะเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราเป็นเจ้าหน้าที่เราไม่ทำหน้าที่เราก็ต้องมีความทุกข์ เราก็ย่อมมีขั้วบวกเราก็ย่อมมีขั้วลบ
อย่างเราไม่ได้ทานอาหาร สรีระร่างกายของเราก็ย่อมเหนื่อย เราไม่ได้พักผ่อน สรีระร่างกายของเราก็ย่อมเหนื่อย
การประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ถึงเป็นความพอดีความพอเพียงเพียงพอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้
เราทิ้งพระธรรมทิ้งพระวินัย ไปเอาสัญชาตญาณนำชีวิตเราก็ย่อมมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป
การทำพุทธกิจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำศาสนกิจของพระอรหันต์ก็เน้นศาสนากิจหน้าที่ของพระอรหันต์
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีความทุกข์อะไร จะมีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุผลนี้ความทุกข์นั้นจะไม่มี ความเครียดนั้นจะไม่มี
จะเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการเสียสละ เราจะมีความรู้สึกว่าทำไมถึงมีความสุขอย่างนี้ ทำไมถึงมีความดับทุกข์อย่างนี้
เช่นคนรวยมาบวชหรือลูกคนรวยมาบวช มารู้มาเข้าใจ มายกเลิกสัญชาตญาณ พัฒนาใจกับพัฒนาไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง ท่านจะมีความรู้สึกว่าชีวิตของท่านนั้นไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ
เป็นการเดินทางด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยที่มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความสุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไป สิ่งต่าง ๆ นั้นที่เป็นธาตุเป็นขันธ์อายตนะเป็นโลกธรรมก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่สิ่งนั้น ๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีค่าไม่มีราคาอะไร
เพราะความรู้ความเข้าใจในเชิงบวกเชิงลบ ด้วยความรู้ความเข้าใจได้มาคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติ
การมาประพฤติมาปฏิบัติมาตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันพระจันทร์วันเพ็ญวิสาขะถึงเป็นการเข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ รู้เข้าใจแล้วก็ทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาท วงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
รู้จักสภาวธรรมตามความเป็นจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ยกเลิกชาติชั้นวรณณะยกเลิกตระกูล
ท่านได้กล่าวว่าเรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำบ้านทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
ปฐมพุทธภาสิตคาถา
อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง
เมื่อเรายังไม่พบญาณ, ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน, คือตัณหาผู้สร้างภพ, การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ
นี่แน่ะนายช่างปลูกเรือน, เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว, เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว, ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป, มันได้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา, คือถึงนิพพาน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติในวิถีชีวิตในปัจจุบันให้เกิดเป็นเชิงบวก
เรามาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ความรู้ความเข้าใจเราทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
ด้วยเราและท่านทั้งหลายมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสปัจฉิมโอวาทแล้วท่านไม่ตรัสอะไรอีกเลย ทรงสงบนิ่งทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุบุพพวิหารหรือสมาบัติทั้ง 9 โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌาน
ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌาน ทรงเข้า
จตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌาน ทรงเข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ออกจาก
อากาสานัญจายตนสมาบัติ ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญ-
จายตนสมาบัติ ทรงเข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติ
ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
ขณะนั้น ท่านพระอานนท์เรียนถามท่านพระอนุรุทธะดังนี้ว่า “ท่านอนุรุทธะ
ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วหรือ”
ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า “ท่านอานนท์ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคยังไม่
ปรินิพพาน ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่”
ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ทรงเข้า
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ทรงเข้า
อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติ ทรงเข้าวิญญาณัญ-
จายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ทรงเข้าอากาสานัญจายตน-
สมาบัติ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติ ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจาก
จตุตถฌาน ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌาน ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจาก
ทุติยฌาน ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌาน ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจาก
ทุติยฌาน ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌาน ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจาก
จตุตถฌานแล้วได้เสด็จดับขันธปรินิพพานในลำดับถัดมา
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหว
อย่างรุนแรงน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า ทั้งกลองทิพย์ก็ดังกึกก้องขึ้นพร้อมกับการ
เสด็จดับขันธปรินิพพาน
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวคาถานี้
ขึ้นพร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “สรรพสัตว์จะต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก พระศาสดาผู้หาใครเปรียบเทียบไม่ได้ในโลก ผู้เข้าถึงสภาวะตามความเป็นจริง ผู้บรรลุพลธรรม ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบเช่นนี้ ก็ยังปรินิพพาน”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท้าวสักกะจอมเทพ กล่าวคาถานี้ขึ้นพร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระอนุรุทธะ
กล่าวคาถาเหล่านี้ขึ้นพร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ของพระผู้มีพระภาคผู้มีพระทัยมั่นคง ผู้คงที่ ไม่มีแล้ว
พระมุนีผู้ไม่หวั่นไหว ทรงมุ่งใฝ่สันติ ปรินิพพานเสียแล้ว พระองค์ผู้มีพระทัยไม่หดหู่
ทรงอดกลั้นเวทนาได้ มีพระทัยหลุดพ้นแล้ว ดุจดวงประทีปที่เคยโชติช่วงดับไปฉะนั้น”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านพระอานนท์
กล่าวคาถานี้ขึ้นพร้อมกับการเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า“เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระอาการอันล้ำเลิศทุกอย่างปรินิพพานแล้วได้เกิดเหตุอัศจรรย์น่ากลัว ขนพองสยองเกล้า”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุเหล่านั้น
พวกที่ยังมีราคะ พากันประคองแขนคร่ำครวญ ล้มกลิ้งเกลือกไปมา เหมือนคน
เท้าขาด เพ้อรำพันว่า “พระผู้มีพระภาคด่วนปรินิพพาน พระสุคตด่วนปรินิพพานเสีย
จักษุของโลกด่วนอันตรธานไปแล้ว” ส่วนภิกษุผู้ไม่มีราคะ มีสติสัมปชัญญะ ก็อดกลั้น
ได้ว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เหล่าสัตว์จะพึงหาได้อะไรจากที่ไหนในสังขารนี้”
ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “อย่าเลย ผู้มีอายุ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศก อย่าคร่ำครวญเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเคย
ตรัสสอนไว้มิใช่หรือว่า ความพลัดพราก ความทอดทิ้ง ความแปรเปลี่ยนเป็นอย่าง
อื่นจากของรักของชอบใจทุกอย่างจะต้องมี ฉะนั้น จะพึงหาได้อะไรจากที่ไหนใน
สังขารนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น มีขึ้น ถูกปัจจัยปรุงแต่งล้วนแตกสลายเป็นธรรมดา เป็นไป
ไม่ได้ที่จะปรารถนาว่า ‘ขอสิ่งนั้นอย่าเสื่อมสลายไปเลย’ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
พวกเทวดากำลังตำหนิอยู่”
ท่านพระอานนท์ถามว่า “ท่านอนุรุทธะ พวกเทวดาเป็นอย่างไร ทำใจได้หรือ”
ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า “ท่านอานนท์ มีเทวดาบางพวกเป็นผู้กำหนดแผ่นดิน
ขึ้นบนอากาศ สยายผม ประคองแขน ร้องไห้คร่ำครวญ ล้มกลิ้งเกลือกไปมา
เหมือนคนเท้าขาด เพ้อรำพันว่า “พระผู้มีพระภาคด่วนปรินิพพาน พระสุคต
ด่วนปรินิพพานเสีย จักษุของโลกด่วนอันตรธานไปแล้ว”
มีเทวดาบางพวกเป็นผู้กำหนดแผ่นดินขึ้นบนแผ่นดิน สยายผม ประคองแขน
ร้องไห้คร่ำครวญ ล้มกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนคนเท้าขาด ฯลฯ”
ส่วนเทวดาที่ไม่มีราคะ มีสติสัมปชัญญะก็อดกลั้นได้ว่า “สังขารทั้งหลายไม่
เที่ยงหนอ เหล่าสัตว์จะพึงหาได้อะไรจากที่ไหนในสังขารนี้”
ท่านพระอนุรุทธะกับท่านพระอานนท์ให้เวลาผ่านไปด้วยการแสดงธรรมีกถา
ตลอดคืนยันรุ่ง
ต่อมา ท่านพระอนุรุทธะสั่งท่านพระอานนท์ว่า “ไปเถิด อานนท์ผู้มี
อายุ ท่านจงเข้าไปยังกรุงกุสินารา แจ้งแก่เจ้ามัลละทั้งหลายผู้ครองกรุงกุสินาราว่า
‘วาเสฏฐะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงกำหนดเวลา
ที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” ท่านพระอานนท์รับคำแล้ว ตอนเช้าจึงครองอันตรวาสกถือ
บาตรและจีวรเข้าไปยังกรุงกุสินาราเพียงผู้เดียว
ขณะนั้น พวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงกุสินารากำลังประชุมกันอยู่ที่สัณฐาคารเกี่ยว
กับเรื่องปรินิพพาน ท่านพระอานนท์เข้าไปที่สัณฐาคารของพวกเจ้ามัลละแล้วถวาย
พระพรว่า “วาเสฏฐะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว ขอท่านทั้งหลาย
จงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” พวกเจ้ามัลละ โอรส สุณิสา และปชาบดีของพวกเจ้ามัลละ พอได้สดับข่าวจากท่านพระอานนท์อย่างนี้แล้ว ทรงโศกเสียพระทัย เปี่ยมไปด้วยโทมนัส บางพวกสยายพระเกศา ทรงประคองพระพาหา ทรงกันแสงคร่ำครวญ ล้มกลิ้งเกลือกไปมา เหมือนคนเท้าขาด ทรงเพ้อรำพันว่า “พระผู้มีพระภาคด่วนปรินิพพาน พระสุคตด่วนปรินิพพานเสีย จักษุของโลกด่วนอันตรธานไปแล้ว”
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา