๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบายเพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้นั่งตัวตรง ๆ จะได้มีสติมีสัมปชัญญะ

 

เรามีความเคารพจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ที่ไหนมีความเคารพที่นั้นย่อมมีความสงบ

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ของพ่อค้าประชาชน เพื่อพัฒนาจิตใจ

 

มนุษย์เราเอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต เพื่อให้เป็นทางสายกลางระหว่างการพัฒนาวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องพัฒนาไปพร้อมๆกัน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันที่พัฒนาใจแล้วพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน ต้องพัฒนาทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันพัฒนาเฉพาะเจาะจงคือการพัฒนาจิตใจ เมื่อครั้งพุทธกาลได้เอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ เป็นวันหยุด เอาวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำเป็นวันหยุด ปัจจุบันนี้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด

 

ชาติคือความเกิด ความเกิดนั้นจึงได้พัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจ พัฒนาธุรกิจหน้าที่การงานและจิตใจ

 

มนุษย์เราต้องมีอาหาร ๒ อย่าง คือ ได้แก่อาหารกายและอาหารใจ กายก็ต้องได้รับอาหาร ใจก็ต้องได้รับอาหาร

 

ผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต้องรู้ต้องเข้าใจ เพราะเราต้องให้อาหารกายและให้อาหารใจ ให้อาหารทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด

 

พรหมจรรย์นั้นหมายถึงความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาหารของกายอาหารของใจ

 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปนั้นถึงมี

 

ชาติคือความเกิด สิ่งทั้งหลายนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นจากเหตุ ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจนั้นต้องเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติไปทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นคือชาติ ปัจจุบันนั้นคือความเกิด

 

พระศาสนานั้นถึงเป็นธรรมะ ธรรมะนั้นมี ๒ อย่าง ธรรมะอย่างหนึ่งนั้นคือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ธรรมะอีกอย่างนั้นคือหยุดเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

 

สัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

ศาสนาในโลกนี้มีหลายพระศาสนา ถึงจะมีหลายพระศาสนาก็มีความหมายอย่างเดียวกัน ได้แก่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวพุทธภาวะ ตัวผู้รู้เหตุรู้ปัจจัยว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย

 

พระศาสนาต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง เป็นปัญญาที่ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ เป็นบริสุทธิคุณ ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ

 

พระศาสนานั้นถึงไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน พระศาสนานั้นคือบริสุทธิคุณ พระศาสนานั้นถึงเป็นพรหมจรรย์

 

พระศาสนานั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เน้นมาที่ตัวเรา ทำหน้าที่ที่ตัวเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าพระศาสนานั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือพระศาสนา

 

ความรู้ความเข้าใจในพระศาสนา มีการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ สายน้ำนั้นคือน้ำไหลที่เป็นสายน้ำ ที่ฝนตกลงจากฟ้าสู่ฟื้นพสุธา ไหลลงลำห้วย สู่ทะเลสู่มหาสมุทร ไม่ขาดขั้นขาดตอน อย่างนี้เรียกว่าสายน้ำ

 

น้ำหยดได้แก่น้ำหยดลงทีละหยด ๆ ขาดขั้นขาตอน อย่างนี้เรียกว่าน้ำหยด ความรู้ความเข้าใจในอริยสัจตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เราดูตัวอย่างแบบอย่างที่ชัดเจน อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เน้นเฉพาะเจาะจงเฉพาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการทำพุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำศาสนกิจของพระอรหันต์

 

ท่านเน้นเฉพาะท่าน การที่ท่านทำประโยชน์ท่าน หรือทำพุทธกิจของท่านจะเป็นประโยชน์ตนของท่านและประโยชน์ของผู้อื่น

 

สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง การปฏิบัติที่ถูกต้องถึงเน้นมาที่ตัวของเราเอง มุ่งเป้ามาที่ตัวของเราเอง ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นธรรมะ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด

 

พระธรรมพระวินัย เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสให้ท่านพระอานนท์เข้าใจ ให้สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ภายนอก พระอรหันต์ขีณาสพอยู่ภายนอกนั้นเป็นบริสุทธิคุณของท่าน ไม่ใช่บริสุทธิคุณของเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องมุ่งเป้ามาที่เรา เราต้องมาทำหน้าที่ที่ตัวเรา

 

ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม ใจของเรานั้นได้เป็นชิพที่ฝังอยู่ในภพในชาติเป็นนามธรรม

 

บาป-บุญ นั้นได้ฝังอยู่ในชิพในธาตุในขันธ์ในอายตนะเป็นนามธรรม เราทุกคนมีเพียงตาเนื้อตาจักษุ ต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพื่อให้อาหารกายอาหารใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามีตาเนื้อตาจักขุ สายตาของเรามันสั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านระลึกชาติปางก่อนได้หลายล้านชาติ หาที่สุดหาประมาณมิได้ ท่านระลึกเหตุการณ์ของกรรมข้างหน้าได้อย่างหาที่สุดหาประมาณมิได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ ใจของเราเป็นนามธรรม เรายังไม่รู้ยังไม่เข้าใจ เราทุกคนต้องอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย เพราะเหตุผลว่าพระธรรมพระวินัยนั้นคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย

 

ใจของเรานั้นเป็นนาม นามนั้นที่เป็นชิพฝังอยู่ในภพในชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ภพกับชาติมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสให้พุทธบริษัทรู้เข้าใจว่ากายกับใจนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

ถ้าเรารู้ภายนอกก็คือรู้ภายใน ถ้าเรารู้ภายในเราก็รู้ภายนอก ให้รู้จักว่าภายนอกกับภายในนั้นคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

กรรมเก่าที่เป็นบาปเป็นบุญนั้นเป็นนาม นามก็ได้แก่จิตใจนั้นแหละ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องเข้าใจในเรื่องนาม เข้าใจในเรื่องนามก็ได้แก่เข้าใจในเรื่องจิตใจนั่นแหละ นามถึงต้องอาศัยรูปอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติถึงต้องมารู้เรื่องรูปมารู้เรื่องนาม ว่ารูปกับนามนั้นมันคือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน

 

รูปกับนามได้แก่กรรมเก่าและกรรมใหม่กำลังทำหน้าที่ กำลังทำงานอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าไม่มีอะไร เป็นแต่เพียงรูปกับนามกำลังทำหน้าที่กำลังทำงาน

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อไม่ให้รูปนามมันเดินไปก้าวไปด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ทำหน้าที่ถึงรู้หน้าที่ในการทำหน้าที่

 

พูดถึงเรื่องรูปและนามเป็นสิ่งที่เราทุกคนนั้นยากที่ผ่านรูปผ่านนามไปได้ ถ้าไม่อาศัยความรู้ความเข้าใจ ไม่อาศัยพระธรรมพระวินัยเอามาทำหน้าที่ ยากมากที่ทุกคนจะผ่านไปได้

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ที่เป็นกรรมเก่าที่ได้ก่อตัวเป็นโลกธรรม ที่เป็นอวิชชาเป็นความหลง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ เพื่อจะได้เป็นเอไอทางจิตใจ เอไอทางวัตถุ เพื่อจะได้เป็นอาหารกายอาหารใจ ๒ อย่างนี้ต้องได้อาหารไปพร้อม ๆ กัน

 

สัญชาตญาณที่เป็นภพเป็นชาติ เป็นอวิชชาเป็นความหลง เป็นรากฐานเป็นพื้นฐานของสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นคนอื่น มีความยึดมั่นถือมั่นนั้นเรียกว่าสัญชาตญาณ ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ นี้คือสัญชาตญาณ นี้คือตัวคือตน

 

เราทุกคนต้องรู้เรื่องภพเรื่องชาติ เพื่อผ่านด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ปัจจุบันนี้เราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม เอาพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องคับขัน ปัจจุบันนี้คือไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ สมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ไม่หวั่นไหวในเรื่องรูปเรื่องนาม ไม่หวั่นไหวในกรรมเก่ากรรมใหม่ เพราะรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

สติสัมปชัญญะ เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม รู้พระธรรมรู้พระวินัยว่าเราต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้คือกำลังอยู่ในไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้เราเอาปัญหานี้มาเป็นปัญญา เอาปัญญามาทำหน้าที่ เพราะเราต้องผ่านไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ

 

เราพัฒนาเอไอทางวิทยาศาสตร์ทางวัตถุเพื่อเป็นอาหารทางกาย เราต้องพัฒนาใจด้วยเอไอเป็นอาหารของใจ

 

เราเป็นคนยุคใหม่เป็นคนสมัยใหม่ เราต้องมารู้เรื่องรูปมารู้เรื่องนาม มาพัฒนาเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

ชาติคือความเกิดนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องเอาพระธรรมพระวินัย เอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

มีคำถามว่า เราเป็นสามัญชน ไม่ใช่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ เราจะพากันปฏิบัติได้เหรอ

 

เราเป็นสามัญชนเราต้องรู้ต้องเข้าใจ สามัญชนปุถุชนนี้แหละคือผู้ประพฤติปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ เพราะว่างานนี้ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้

 

ความคิดความปรุงแต่งนี้ให้เราเข้าใจว่ามันเป็นขั้วบวกขั้วลบ นั้นมันเป็นสัญชาตญาณ นั้นมันเป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ธรรมวินัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ธรรมวินัยนั้นจะหยุดความปรุงแต่งของเรา เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นวัฏฏสงสาร ความปรุงแต่งนั้นมันคือความไม่สงบ ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราต้องรู้ต้องเข้าใจความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นมันเป็นสงครามในตัวของความปรุงแต่งเอง ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ สงครามในของผู้ไม่รู้เอง สงครามภายนอกภายใน สงครามในครอบครัว ขยายวงกว้าวออกไปสู่หมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก

 

ความปรุงแต่งนั้นไม่ใช่เรื่องน้อยนะ เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่มาก ๆ ความปรุงแต่งนั้นเป็นวัฏฏสงสาร เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นอยู่นอกเหตุเหนือผล เป็นการทำความดีเพื่อความดี มีความสุขกับการทำความดี

 

เรามีความสุขในการทำหน้าที่ เรามีกายมีใจ เราไม่ได้เอามาทำหน้าที่ เราจะเป็นเจ้าหน้าที่มั๊ย เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ เพราะเราไม่ได้ทำหน้าที่ เรามีผืนแผ่นดิน เราไม่ปลูกต้นไม้พื้นดินนั้นก็ว่างเปล่า

 

เรามีธาตุทั้ง ๔ มีขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน เราไม่เอามาใช้เอามาปฏิบัติ ไม่ได้เอามาทำหน้าที่

 

ความยากจนมาจากไหน มาจากเราไม่ได้ทำหน้าที่ ความร่ำรวยความมั่งมีศรีสุขมาจากไหน ก็มาจากการทำหน้าที่

 

เอไอทางวัตถุเราต้องเอามาใช้เอามาทำหน้าที่ เอไอทางจิตใจเราก็ต้องเอามาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

เพราะเหตุผลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย ด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ได้รับความสุขความสบาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้รู้ให้เข้าใจว่าเหตุปัจจัยนั้นมันเกิดจากหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้หยุดอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ทำพุทธกิจเป็นตัวอย่าง พระอรหันต์ขีณาสพก็ทำศาสนกิจเป็นตัวอย่าง

 

เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันตั้งอยู่บนรากฐานของพระไตรลักษณ์ เหมือนกับการหายใจเข้าหายใจออกมันเปลี่ยนแปลง มันเป็นชั่วครู่ชั่วยาม ทุกอย่างเป็นเพียงรูปเป็นเพียงนาม เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปชั่วครู่ชั่วยาม

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราติดอยู่เพียงสมาธิเพียงสมาบัติ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เพื่อจะให้อาหารทั้งทางกายทางใจไปพร้อม ๆ  กัน จะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่

 

ศาสนานี้ต้องก้าวไปพร้อมกับทางวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์ก็ต่อยอดทางวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเอไอทางวิทยาศาสตร์ ทางจิตใจก็ต้องก้าวไป ทางสมถะทางวิปัสสนาเพื่อเอไอเช่นเดียวกัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันถึงเป็นวาระแห่งชาติของการทำหน้าที่ของการเสียสละ ความสุขความดับทุกข์นี้อยู่ที่เสียสละ อยู่ที่ทำพุทธกิจ อยู่ที่ทำศาสนกิจ

 

สามัญชนที่เป็นเสขบุคคลต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันทำหน้าที่ เราปฏิบัติอยู่ที่เก่าที่เดิมที่ปัจจุบันนี้แหละ ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันนี้แหละ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องเหมือนดั่งสายน้ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงฟอร์มสดอยู่ที่ปัจจุบัน มีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานกับธรรมนูญรัฐธรรมนูญนั้นถึงเป็นสิ่งเดียวกันอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราถึงทำหน้าที่อย่างมีความสุขให้มีความสุข

 

มีคำถามว่า เราทำอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอ เราจะไม่มีความเครียดเหรอ เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะไม่มีความทุกข์ถึงจะไม่มีความเครียด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตำแหน่งนี้มันมีตำแหน่งเดียว เรามีความสุขในการทำหน้าที่ความเครียดนั้นจะไม่มี ความเครียดนั้นจะไม่มีในความสุข จะมีแต่สุขเกิดขึ้น สุขตั้งอยู่ สุขใหม่เกิดขึ้นมายิ่ง ๆ ขึ้นไปที่เป็นปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

เราจะมีความรู้สึกว่าทำไมเรามีความสุขแท้ มีความสุขอย่างยิ่ง มีความสุขจริง ๆ อยู่ที่ปัจจุบัน

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนไม่มีความปรุงแต่ง ที่เราติดสุขติดสบาย ความสุขกับความทุกข์นั้นมันคือสิ่งเดียวกันนะ ความสุขกับความทุกข์เราต้องรู้จักว่ามันคือสิ่งเดียวกัน เราต้องรู้จักความสุขความทุกข์ อันนี้คือสิ่งเดียวกัน

 

ความสุขความทุกข์นั้นมันเป็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่ประจำกาย เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เพราะอันนี้เป็นกรรมเก่า เราเกิดมาก็ต้องแก่เจ็บตายพลัดพราก

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เราต้องเอาวิกฤตนี้เป็นโอกาส

 

ถ้าเราต้องการความสุขเราก็ต้องได้ความทุกข์ เพราะความคิดนี้มันคือขั้วบวกขั้วลบ ความคิดนี้คือความปรุงแต่ง

 

เราไม่รู้ไม่เข้าใจมีความสุขนิดหน่อยก็หลง มียศมีตำแหน่งมีชื่อเสียงก็หลง เพราะความหลงความไม่เข้าใจอย่างนี้ ท่านหลวงตามหาบัวตรัสว่า ความหลงความไม่เข้าใจอย่างนี้เรียกว่าคนบ้าคนผีบ้า ข้าราชการนักการเมืองนักบวชพ่อค้าประชาชนเป็นคนบ้า มีเชื้อบ้า

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจเพราะความปรุงแต่งนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เราก็ไม่ต้องไปปรุงไปแต่ง ปกติน้ำมันไหลลงไปข้างล่างไหลลงไปที่ต่ำ เราจะให้ไหลไปในที่สูงมันเป็นไปไม่ได้

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจจะไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นี้การลิดรอนสิทธิตามธรรมชาติของความเป็นจริง ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในนี้ได้ทำหน้าที่ของเค้าตามปกติตามหน้าที่ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ให้เราเอาทรัพยากรที่ประเสริฐนี้มาใช้มาทำหน้าที่ เน้นที่ปัจจุบัน ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้ พากันแสวงหาความทุกข์ให้กับตัวเอง ไม่อยากแก่ไม่อยากเจ็บไม่อยากตายไม่อยากพลัดพราก อยากตั้งแต่ร่ำรวย ให้เค้าสรรเสริญเยินยอ นี้เรากำลังแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นี้คือคนผีบ้า นี้คือบักผีบ้าอีผีบ้า ผู้ที่มีเชื้อบ้า

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วพากันพัฒนาตั้งแต่เอไอทางวัตถุ ไม่พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ทางสายกลาง

 

ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในหน้าที่ พากันไปแสวงหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราไม่รู้เรื่องกรรม เราไปเอาสามีเราก็ต้องมีลูก เราไปเอาภรรยาเราก็ต้องมีลูก เราเอาความหลงนำชีวิต เอาความปรุงแต่งนำชีวิต เราไม่รู้จักเรื่องรูปไม่รู้จักเรื่องนาม

 

เราทุกคนไม่รู้จักภัยภายนอก ไม่รู้จักภัยภายใน เราพาไปจับไฟภายนอกไปจับไฟภายในแล้วก็พากันร้องว่าร้อน ๆ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อพัฒนาเอไอทางวัตถุ พัฒนาไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ไม่ไปพร้อมกันนั้นไม่ได้

 

เราทุกคน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่อผลของกรรมเพื่อหยุดสัญชาตญาณของตัวเอง ให้เอาวิกฤตนี้เป็นโอกาส เอาปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นการทำหน้าที่ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม แล้วจะเป็นผลของกรรม

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ปัจจุบันนี้ต้องละเอียด ต้องนิ่ง ต้องปราณีต รูเข็มมันเล็กนิดเดียว ถ้าเราไม่นิ่ง ถ้าเราไม่มีสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ถ้าเราไม่นิ่ง รูเข็มมันเล็กนิดเดียวเราจะแหย่สอดด้ายเข้าไปในรูปเข็มนั้นได้ไหม ไม่ได้ เพราะรูเข็มมันเล็ก

 

พระนิพพานเป็นสิ่งที่ว่างจากความปรุงแต่ง ว่างจากตัวตน พระนิพพานนั้นถึงว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีนั้นจะมีประโยชน์อะไร เช่นคนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจนั้นจะมีประโยชน์อะไร

 

ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ความเคารพในความถูกต้อง ในความยุติธรรมที่เป็นศาลยุติธรรม

 

ศาลยุติธรรมนั้นคือความว่างจากตัวจากตน ไม่มีการตัดสินว่าผิดว่าถูกว่าดีว่าชั่ว พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่นอกเหนือความปรุงแต่ง เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 

เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็มีความหวังว่าวันข้างหน้ามันคงจะดี คิดอย่างนี้ไม่ได้นะ ต้องเอาปัจจุบันอย่าไปเอาข้างหน้า ความคิดอย่างนี้อาจจะผิดพลาดถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ ที่ความคิดว่าอนาคตกาลอยู่เบื้อหน้าโน้นเทอญ อันนี้เป็นความหวังที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาที่ปัจจุบัน

 

เพราะเหตุผลว่าอดีตมันก็มารวมที่ปัจจุบันแล้ว อนาคต... ปัจจุนี้ทำไมไม่เอาไม่ทำหน้าที่ อนาคตถึงเป็นโอกาสที่ผิดพลาดถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

เพราะเหตุผลว่าปัจจุบันเราไม่มีพื้นไม่มีฐาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจว่าปัจจุบันมันมีเพียงตำแหน่งเดียว ปัจจุบันนี้ไม่มี ๒ ตำแหน่ง ปัจจุบันนี้ถึงเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตา

 

สติสัมปชัญญะนั้นถึงต้องเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาทำหน้าที่ เพราะปัจจุบันนี้คือความละเอียดอ่อน

 

สัมมาทิฏฐิสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบ ภาชนะที่จะใช้งานต้องภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้มภาชนะที่คว่ำเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะไม่ได้เป็นคนพลัดถิ่น จะไม่ได้เป็นคนโฮมเลส คนโฮมเลสก็หมายถึงคนไม่มีบ้าน

 

คนไม่มีบ้านอย่างประเทศที่ด้อยพัฒนาก็ไปรับจ้างประเทศที่เค้าพัฒนามากกว่า อันนี้เค้าเรียกว่าคนพลัดถิ่น คือผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าการพัฒนานั้นต้องพัฒนาที่ตัวเรา มีความสุขในการทำหน้าที่

 

มรรคผลนิพพานที่พัฒนาเอไอทางวัตถุกับพัฒนาเอไอทางจิตใจต้องอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

สิ่งที่เป็นอดีตนั้นเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเราแก้ไขไม่ได้แล้ว อันนี้เป็นกรรมเก่า กรรมที่เป็นตัวเป็นตนเป็นธาตุเป็นขันธ์เป็นอายตนะ เป็นคนแก่คนเจ็บคนตายคนพลัดพรากอันนี้เป็นกรรมเก่า แก้ไขไม่ได้แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราระลึกถึงเสมอว่าเรามีความแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นธรรมดา

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้คือหน้าที่ เราต้องหยุดกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ เพื่อไม่ให้กรรมเก่าและกรรมใหม่เป็นจิ๊กซอว์ที่เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเองที่เป็นกลางวันกลางคืน มันหมุนรอบตัวเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เอาความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ แล้วปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราทุกคนต้องเอาเอไอทางวิทยาศาสตร์เอไอทางจิตใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ขออนุโมทนากับท่านทั้งหลาย เป็นผู้ได้รับโอกาสพิเศษที่ได้มีโอกาสเอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่มองข้ามยานในการเดินทาง ได้แก่พระธรรมพระวินัยที่ต้องเอามาใช้เอามาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่งให้ถือเอาวิกฤตนี้เป็นโอกาสมีความสุขในการทำหน้าที่

 

มีความรู้ความเข้าใจ ความรู้กับความไม่ประมาทนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานท่านถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในกาลครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 117,831