๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒๗ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน วิถีชีวิตของมนุษย์เรานี้เอาทางวิทยาศาสตร์เอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้น มุ่งเป้าอยู่ที่ปัจจุบัน เอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เป็นทางสายกลาง
ปัจจุบันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของทุกสิ่งทุกอย่าง ชาติคือความเกิด เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้น สัมมาทิฏฐิได้แก่ความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปี ความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะเป็นเพียงสัญญาขันธ์
สิ่งเดิมแท้ได้แก่ความว่างเปล่า เหมือนแผ่นดินที่ว่างเปล่า ต้นไม้นั้นเอามาปลูกในภายหลัง ด้วยเหตุผลนี้เรามารู้มาเข้าใจว่าสิ่งเดิมแท้คือความว่างเปล่า
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้เรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ว่าสิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นได้หมุนรอบตัวเองด้วยความไม่รู้ด้วยความไม่เข้าใจ
พระพุทธเจ้าคือผู้รู้ผู้เข้าใจ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้รู้ผู้เข้าใจ
การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาใจ เป็นหน้าที่ของเราทุก ๆ คน เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ความสมดุลทางวิทยาศาสตร์ ความสมดุลทางจิตใจต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ
สรีระร่างกายของหมู่มวลมนุษย์ ปี พ.ศ.๒๕๖๙ นี้อยู่ได้ร่วมร้อยปีหรือมากกว่านั้น ที่มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ที่มีการพัฒนาจิตใจที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ จะได้พากันเอาเอไอทางวิทยาศาสตร์ เอไอทางจิตใจที่เป็นสมถะเป็นวิปัสสนา มุ่งเป้าในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
พระพุทธเจ้านั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจ ผู้ที่ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ภายนอกเราดับทุกข์ไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าเป็นพระพุทธเจ้าภายนอก
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรามาที่ตัวเรา
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม
สติสัมปชัญญะเป็นผู้รู้เหตุเป็นผู้รู้ปัจจัย ว่าทุกอย่างนั้นคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องอยู่ สตินั้นคือความสงบ สัมปชัญญะนั้นคือตัวปัญญา ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ความเข้าใจในเรื่องชาติ ความเข้าใจในเรื่องศาสน์ นี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าเราทุกคนคือเจ้าหน้าที่ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้พระอานนท์พร้อมทั้งสงฆ์สาวกให้พากันรู้ให้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยพร้อมทั้งการทำหน้าที่ได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อธิบายให้รู้ให้เข้าใจ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เพื่อเป็นหลักการแนวทางแห่งการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์พร้อมทั้งสงฆ์สาวกให้รู้ให้เข้าใจว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา
อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ; เป็นอยู่
อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรามุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ความเคารพในพระธรรมในพระวินัย ไม่มองข้ามปัจจุบัน จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ
ความไม่ประมาทจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความเคารพ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามายังปัจจุบันมาที่ปัจจุบัน
ใจของเราทุกคนนั้นเป็นนามธรรม ถ้าเราไม่มีความเคารพนั้นคือผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาท ความประมาทคือความผิดพลาด นี้เป็นความเสียหายเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
การปฏิบัติใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ต้องมุ่งเป้ามายังกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ต้องตั้งใจตั้งเจตนา ภาชนะที่ใช้งานได้นั้น ต้องเป็นภาชนะที่ตั้งไว้ ภาชนะที่ล้ม ภาชนะที่คว่ำก็ย่อมใช้การใช้งานนั้นไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัติต้องมุ่งเป้ามายังกายวาจากิริยามารยาทใจไม่สงบไม่เป็นไรให้กายวาจากิริยามารยาทอาชีพได้ทำหน้าที่ให้ถูกต้องเพื่อให้ปฏิปทาทั้งกายวาจากิริยามารยาทได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
อาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย เพื่อมาทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
มีคำถามว่าประพฤติปฏิบัติอย่างนี้มันจะไม่เครียดเหรอ มันจะไม่มีความทุกข์เหรอ
การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่มีความเครียดจะไม่มีความทุกข์ เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม ได้ทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ การประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้จะไม่เป็นขั้วบวกจะไม่เป็นขั้วลบ
สติคือความสงบ คือความพอเพียงเพียงพอ ไม่ได้เพิ่ม ไม่ได้ตัด สัมปชัญญะคือปัญญาสัมมาทิฏฐิ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้เข้าใจว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว เช่น ตำแหน่งยืนก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนั่งก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งเดินก็ตำแหน่งเดียว ตำแหน่งนอนก็ตำแหน่งเดียว เรามีสติมีสัมปชัญญะ เราทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน
มนุษย์เรามีการพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้เป็นเอไอ พัฒนาจิตใจเป็นเอไอเป็นสมถะเป็นวิปัสสนา
การพัฒนาวิทยาศาสตร์นั้นถึงเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ดีจริง ๆ การพัฒนาเพื่อยกเลิกเพื่อปล่อยวาง เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นถึงเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ดีจริง ๆ มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจว่าการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ การพัฒนาจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ
ความไม่รู้ไม่เข้าใจเลยไม่ได้ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ พากันปล่อยวางหน้าที่ ไม่รู้จักหน้าที่ว่าตัวเราต้องทำหน้าที่
เราทุกคนเกิดมาต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากเป็นสาเหตุมาจากความไม่รู้ไม่เข้าใจที่เป็น cycle of life ที่หมุนรอบตัวเอง เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราจะแก้ปัญหาเราต้องรู้จักปัญหาเราถึงจะแก้ปัญหาได้ สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน มีอวิชชาเป็นพื้นฐาน มีความหลงเป็นพื้นฐาน มีความยึดมั่นถือมั่นในธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน มีความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นคนอื่น
ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ มีความระแวงภัย ยินดีในการสืบพันธุ์ ที่เป็นโลกธรรมนำชีวิต
ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากได้เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจในต้นเหตุในสาเหตุ เราจะไปแก้ที่ปลายเหตุมันก็ย่อมแก้ไม่ได้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ว่าจะไปแก้ที่ปลายเหตุนั้นมันแก้ไม่ได้
การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรามายังตัวเรา เราทุกคนต้องหันมาพัฒนาวิทยาศาสตร์ หันมาพัฒนาจิตใจ เพื่อให้เอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงมุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ว่าปัจจุบันเราอยู่ที่ไหนเราทำอะไรต้องมุ่งเป้ามาที่ตัวเรามายังตัวเรา ธรรมะนั้นถึงเป็นหน้าที่ เราถึงเป็นเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะพากันไปแก้ที่ปลายเหตุ
การพัฒนาวิทยาศาสตร์ดีมาก ๆ ดีจริง ๆ แต่ต้องพัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน การพัฒนาจิตใจนั้นดีมาก ๆ ดีจริง ๆ แต่ก็ต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
การเสียสละเพื่อพัฒนาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่ดีมาก ดีจริง ๆ การประพฤติการปฏิบัติที่มุ่งเป้ามาที่ตัวเรามายังตัวเรา
เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้เราทุกคนถึงจะแก้ปัญหาได้ การทำหน้าที่ของตัวเองนี้จะเป็นประโยชน์ของตัวของเราเอง และเป็นประโยชน์ของผู้อื่น
การที่เราพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนนี้แหละคือการพัฒนาตนและพัฒนาผู้อื่น การพัฒนาใจเพื่อยกเลิกตัวตนนี้แหละคือประโยชน์ของเราและประโยชน์ของผู้อื่น
ความรู้ในทางพระศาสนานั้นถึงเป็นการเสียสละเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันคิดดูดี ๆ เราต้องพัฒนาทั้งทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
ธรรมจักร ทางสายกลาง ได้แก่การพัฒนาวิทยาศาสตร์พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเราเอาแต่ทางวิทยาศาสตร์การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นขั้วบวกขั้วลบ การประพฤติการปฏิบัติถ้าไปเอาแต่ทางจิตทางใจก็จะเป็นขั้วบวกขั้วลบ นี้ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ นี้เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ นี้มันเป็นเพียงหินทับหญ้า
การประพฤติการปฏิบัติของหมู่มวลมนุษย์เพื่อให้ทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเอาวิถีชีวิตในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ต้องให้ทางวิทยาศาสตร์ไม่เกิดเป็นตัวเป็นตน เพื่อให้การพัฒนาจิตใจนั้นไม่เกิดเป็นตัวเป็นตนเพื่อให้เกิดเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
ครั้งพุทธกาลเด็กอายุ ๗ ขวบรู้เข้าใจ ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ก็ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
วิถีชีวิตเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องกรรม กฎแห่งกรรม ผลของกรรม มีความสุขในการทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เสียสละสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็จะมีแต่คุณ
เป็นผู้หยุดเป็นผู้ยกเลิกสัญชาตญาณ เป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เบียดเบียนใคร เป็นตั้งแต่ผู้ให้ เป็นตั้งแต่ผู้ที่เสียสละ ไม่เอาความสุขจากอวิชชาจากความหลง
มีความรู้ความเข้าใจว่าความดับทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เป็นผู้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพออยู่ที่ปัจจุบัน
ด้วยเหตุผลนี้พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนสถานที่นั้นจึงไม่มีขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ
เป็นความว่างจากความรู้ความเข้าใจ เป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่ ว่างจากสิ่งไม่มีอยู่จะมีประโยชน์อะไร เช่น คนตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาไม่มีหูจมูกลิ้นกายใจจะมีประโยชน์อะไร
นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้พัฒนาจิตใจก็ต้องพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน การเสียสละนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ที่ไหนเราเสียสละที่นั้นจะมีสติมีสัมปชัญญะ
การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ไปเป็นการเสียสละ ความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยที่เป็นพระรัตนตรัยนี้ถึงไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะความยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมในพระวินัยที่เป็นหลักการที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน การให้ทานการรักษาศีลที่เป็นความรู้ความเข้าใจ เสียสละ ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปล่อยวางสัญชาตญาณนิติบุคคลตัวตน
เพราะตัวตนนั้นมันเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน เพราะสิ่งเดิมแท้นั้นมันเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้มุ่งเป้าสู่ภาคประพฤติภาคปฏิบัติการทำหน้าที่
เราไม่รู้ไม่เข้าใจในพระธรรมในพระวินัยในการทำหน้าที่เลยไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ เราจะเดินทางไกลก็อาศัยยานในการเดินทาง เช่นทางบกก็อาศัยรถยนต์อย่างดี ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินอย่างดี ทางทะเลทางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่อย่างดีด้วยความรวดเร็วด้วยความสวัสดิภาพความปลอดภัย
พระธรรมพระวินัยจึงได้แก่ยานที่จะหยุดสัญชาตญาณ ยานนั้นคือหน้าที่คือเจ้าหน้าที่ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตา มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานอยู่ที่ปัจจุบันที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นออกซิเจน เป็นการยกเลิกสิ่งไม่ถูกต้องสิ่งปฏิกูล เป็นการถ่ายเทของเสียของปฏิกูลออกไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้กรรมเก่าและไม่สร้างกรรมใหม่ด้วยความรู้ความเข้าใจ นามธรรมคือกรรมเก่า รูปธรรมคือกรรมใหม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ให้เข้าใจว่ามันไม่มีอะไรนะ มีแต่รูปกับนาม สิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่รูปกับนาม
มีคำถามว่า ถ้าเราปฏิบัติเพื่อมุ่งมรรคผลนิพพาน เราไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว ไม่สนใจพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ
เช่น รักษาตั้งแต่สิกขาบทหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ที่เป็นต้นของพรหมจรรย์ เช่น อาบัติสังฆาธิเสส อาบัติปาราชิกนี้เป็นสิกขาบทหลัก ไม่รักษาพระวินัยสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ ตั้งใจตั้งเจตนาไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท
เช่น พระวินัยสิกขาบทอนิยต นิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ เสขิยะ ไม่เอื้อเฟื้อไม่ใส่ใจ ไปเน้นเรื่องจิตเรื่องใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราจะพอเป็นไปได้มั๊ย
คำตอบ พระศาสนานั้นเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ทางสุดโต่งนั้นเป็นทางที่ไม่ถูกต้อง นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน ผู้บำเพ็ญทางจิตใจก็ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน
อริยมรรคมีความหมายที่ต้องเอาทางวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ สิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานั้นเป็นเพียงอาคันตุกะชั่วครู่ชั่วยาม การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น
พระศาสนานั้นถึงไม่ใช่ขั้วบวกถึงไม่ใช่ขั้วลบ เป็นความสงบไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนมันคือขั้วบวกมันคือขั้วลบ เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำพุทธกิจ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระอรหันต์นั้นคือผู้ทำศาสนกิจ
ปัจจุบันนี้ถึงเป็นหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเราเอาตั้งแต่เรื่องจิตเรื่องใจ เราคิดดูดี ๆ นะ เราเอาแต่เรื่องจิตเรื่องใจทำไมเราถึงต้องทานอาหารอยู่ ทำไมเราถึงต้องฉันภัตตาหารอยู่ ทำไมเราไม่บอกตัวเองว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ความคิดอย่างนี้มันขัดแย้งกันอยู่ในตัวของตัวมันเอง
ความคิดอย่างนี้แหละจะเป็นสาเหตุเป็นปัจจัยให้ไม่ปฏิบัติพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ทำข้อวัตรกิจวัตร ไม่ออกบิณฑบาตทำวัตรสวดมนต์ลงอุโบสถทุก ๆ กึ่งเดือนของวันพระปาฏิโมกข์ นี้คือการปล่อยวางสิ่งที่ถูกต้อง นี้คือการปล่อยวางพระธรรมพระวินัย ปล่อยวางข้อวัตรกิจวัตร นี้คือความเสียหายนี้คือความหายนะ นี้แหละคือผู้ที่หลอกลวงตัวจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนเน้นมาที่ตัวเรามุ่งเป้ามาที่ตัวเรา
เวลาทานอาหาร เวลาฉันภัตตาหารดื่มน้ำปานะทำไมถึงเคร่งครัดดีแท้ ทำไมไม่ปล่อยไม่วาง การประพฤติการปฏิบัติพระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
อย่างการให้ทานนี้มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา อย่างการรักษาศีลนี้มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา อย่างการทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิ ทำกิจวัตรต่าง ๆ ก็มุ่งเป้าที่ตัวเรา
พระวินัยสิกขาบท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพื่อจะได้เอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มาทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ตัวตนนั้นมันคือโจรคือมหาโจร โจรนั้นคือความไม่ถูกต้อง โจรนั้นคือสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามุ่งเป้ามายังตัวของเราเอง
การปล่อยวางนั้นคือการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ ด้วยเหตุนี้ อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ
เราดูตัวอย่างแบบอย่าง พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลาย
ยกตัวอย่างแบบอย่างให้รู้ให้เข้าใจ อย่างพระสารีบุตรป่วย พระสารีบุตรอาพาธ ได้สนทนากับพระโมคคัลลานะเรื่องอาพาธของพระสารีบุตร
เมื่อพระสารีบุตรอาพาธ พระโมคคัลลาถามพระสารีบุตรว่า เมื่อท่านอาพาธที่ผ่านมาอาพาธของท่านหาย ท่านใช้วิธีอย่างไร
พระสารีบุตรท่านก็ตรัสว่า เมื่อยังไม่ได้บรรพชาอุปสมบท มารดาของท่านทำข้าวมธุปายาสให้บริโภค ธาตุขันธ์สรีระร่างกายได้รับอาหารครบถ้วน ท่านก็จะหายอาพาธ
พระเถระเจ้าสนทนากันอย่างนี้ เทวดาทั้งหลายอยู่ในชมพูทวีปนั้นได้ยินได้ฟัง ถึงไปบอกให้ประชาชนว่าขณะนี้เวลานี้ พระสารีบุตรพระอัครสาวกฝ่ายขวาผู้มีปัญญากำลังอาพาธ พรุ่งนี้พระโมคคัลได้มาบิณฑบาตให้ฝากอาหารบิณฑบาตไปให้พระสารีบุตรฉัน
พระโมคคัลลาไปบิณฑบาตก็ได้อาหารทุกอย่างเหมือนบทสนทนาพูดคุยกันเมื่อค่ำวานนี้ พระสารีบุตรผู้มีปัญญาถึงพิจารณาด้วยปัญญาเห็นว่าเราจะบริโภคอาหารที่เราพูดเราสนทนากันให้รุกขเทวดานี้ได้ยินไปบอกประชาชนให้ถวายอาหารนั้นมันจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแก่มหาชน ท่านคิดอย่างนั้น ท่านจึงได้เอาอาหารข้าวมัธุปายาสที่ได้มาไปเทลงสู่พื้นดิน ทันใดนั้นโรคภัยไข้เจ็บอาพาธต่าง ๆ นั้นได้หายไปหมดสิ้นเชิง ด้วยบริสุทธิคุณเป็นธรรมะโอสถ เป็นความสงบและปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจ ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในจะเป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา ความเคารพนั้นคือความสงบ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความพอดีความพอเพียงที่ประกอบด้วยปัญญา มีความตั้งใจตั้งเจตนา ไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่มองข้ามในหน้าที่ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ศาสนาเสื่อมเนื่องมาจากผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติพากันตั้งอยู่ในความประมาท มองข้ามปัจจุบัน มองข้ามหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ความประมาทความผิดพลาด จึงได้มีกับพระศาสนาทุก ๆ ศาสนา ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์
เราพากันคิดดูดี ๆ ทุก ๆ ประเทศพากันแก้ปัญหาได้ไหม ทุก ๆ ประเทศนั้นพากันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะไม่ได้พัฒนาใจกับพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ทุก ๆ ประเทศนั้นก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้
การปฏิบัติใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การปฏิบัติใจนั้นได้แก่การปฏิบัติวัตถุ การปฏิบัติวัตถุเป็นการทำหน้าที่นั่นแหละคือการปฏิบัติใจ มุ่งเป้ามายังตัวเรา เพราะเราทุกคนต้องมารู้สาเหตุเพื่อหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน
เราทุกคนจะได้พากันแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ทำหน้าที่ที่ถูกต้อง ไม่บกพร่องในหน้าที่
เราคิดดูดี ๆ ต้นไม้ต้นหนึ่งก็ต้องมีรากมีใบลำต้นกิ่งสาขา ถ้าต้นไม้มีแต่แก่นอย่างเดียว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่านั้นคือต้นไม้ที่ตายแล้ว ที่สุด ๒ ทาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ความคิดเห็นของเราจะได้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อจะได้พัฒนาทั้งเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจให้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าเราปล่อยวางข้อวัตรกิจวัตร เราก็ไม่สมควรที่จะบริโภคอาหาร ไม่สวมที่จะบริโภคปัจจัย ๔ เพราะอาหารบิณฑบาต เสนาสนะ ยารักษาโรค สิ่งอำนวยความสะดวกความสบายนี้เป็นของประชาชนเป็นของมหาชน ไม่ใช่ของเรา
ศาสนานี้เป็นอริยมรรค เป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตา มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ของหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เป็นการไม่มองข้ามปัจจุบัน ไม่มองข้ามหน้าที่
พระศาสนาทุกศาสนานั้นถึงไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ พระศาสนานี้อยูเหนือความปรุงแต่งของเราทุก ๆ คน
ด้วยเหตุผลนี้ ถ้าเราจะทิ้งพระธรรมพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นไม่ได้
เพราะเหตุผลว่า พระศาสนานั้นคือการทำหน้าที่ของตนเอง เราไม่ทำหน้าที่ของตนเองก็ไม่ใช่พระศาสนา การทำหน้าที่ของตนเองนั่นแหละคือการทำหน้าที่ของผู้อื่น
พระศาสนานั้นเป็นทั้งของเราเองเป็นทั้งของผู้อื่น
ด้วยเหตุผลนี้ เราจะเอาความปรุงแต่งนั้นมาใช้ไม่ได้ เอามาเป็นข้อแม้ใด ๆ ไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าเราไม่พอใจในพระศาสนาเราก็อย่าพากันมาบวช หรือมาบวชแล้วไม่พอใจในการประพฤติการปฏิบัติก็สมควรที่จะลาสิกขาไปเสีย ไม่มีพระก็อย่าให้มีโจร ให้มันเจ๊ากันไป นี้คือความถูกต้อง นี้คือความยุติธรรม
พระศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ไม่ใช่ที่อยู่ที่อาศัยของโจร ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของพวกมิจฉาชีพ
พระศาสนาทุกศาสนา ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันนี้เป็นเพียงปรัชญา เป็นเพียงจิตวิทยา ยังไม่ใช่พระศาสนา พระศาสนาต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
พระศาสนานั้นถึงไม่ใช่ขั้วบวกไม่ใช่ขั้วลบ พระศาสนานั้นถึงเป็นความสงบ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผลเหนือความปรุงแต่งของเราทุก ๆ คน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมุ่งเป้ามาที่ตัวเรามายังตัวเรา ท่านไม่ให้เรามองดูคนอื่น มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ไม่ต้องไปแก้ไขที่คนอื่น มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพื่อดับไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา
ถ้าเรามองดูคนอื่นก็เพื่อที่จะเทคแคร์เพื่อเป็นผู้ให้เพื่อจะเป็นผู้ที่เสียสละ ไม่ใช่มองเพื่อที่จะจับผิดคนอื่น มองเพื่อที่จะเอาของ ๆ เค้า
พระศาสนาทุกศาสนามีความหมายอย่างเดียวกัน เป็นการทำหน้าที่ของทางวิทยาศาสตร์เป็นการทำหน้าที่ของจิตใจมุ่งเป้ามายังที่ตัวเรา ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้อื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบนั้นจะเป็นพระได้อย่างไร จะเป็นพระไปไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำหน้าที่แห่งความเป็นพระ
ชาติคือความเกิด ชาตินั้นก็ได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย ศาสนาคือความรู้ความเข้าใจทำหน้าที่ที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ รู้จักรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้ให้เข้าใจ ว่าเราต้องผ่านสัญชาตญาณไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เราจะไปทิ้งปัจจุบันได้อย่างไร เราจะไปทิ้งพระธรรมพระวินัยสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างไร
พระไตรปิฎกที่เป็นพระธรรมพระวินัยต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่เพื่อไม่ให้พระศาสนาเป็นเพียงปรัชญาเป็นเพียงจิตวิทยา
ทั้งนักบวชทั้งข้าราชการประชาชนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ มุ่งเป้ามายังตัวเราเพื่อพัฒนาทั้งเอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้เอาวิกฤตนั้นเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่ด้วยความรู้ความเข้าใจ
อายุขัยของเรา เอาเอไอทางวัตถุเอไอทางจิตใจไปพร้อม ๆ กัน อยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปีหรือมากกว่านั้น
ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างหยุดวัฏฏสงสารของเราทุกคน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าพากันตั้งอยู่ในความประมาท
จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายเป็นโอวาทสำคัญไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา