๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๙ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ให้เราพากันนั่งให้สบาย ให้นั่งตัวตรง ๆ ให้มีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม อย่าไปส่งใจออกไปภายนอก เพื่อรับฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราพากันมารู้มาเข้าใจทั้งสิ่งภายนอกทั้งสิ่งภายใน สิ่งภายนอกภายในจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ 

 

ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อม ๆ กันอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ไม่ไปทางซ้ายไม่ไปทางขวาไปทางสายกลาง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราทุกคนจะไปตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน สิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมานี้เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

 

ปัจจุบันมาจากอดีตอนาคตไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อเราจะได้หยุดอดีตด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อสิ่งเดิมแท้นั้นคือความว่างเปล่า เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจ เราทุกคนก็หยุดปัญหาไม่ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นคืออดีต เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ธาตุขันธ์อายตนะก็ย่อมครอบงำจิตใจครอบงำสติปัญญาของเราทุก ๆ คน

 

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ได้บอกข้อวัตรกิจวัตร ได้ตรัสอริยมรรคมีองค์ ๘ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่เป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติผู้ที่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา

 

ได้ส่งพระอรหันต์สาวกขีณาสพ ๖๐ รูปออกไปเผยแผ่ ให้ไปทางละรูป ไม่ต้องไปทางเดียวกัน เพราะเหตุผลว่า ทรัพยากรของพระอรหันต์ขีณาสพนั้นมีน้อยในขณะนั้นเวลานั้น ส่วนพระองค์ก็จะจาริกไปโปรดชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร ๑ พันคน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไปบอกชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมทั้งบริวาร ๑ พันคนในวิถีในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เข้าใจในการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามามีความสุขในการทำหน้าที่

 

ชีวิตนี้เปรียบเสมือนกระแสน้ำ ชีวิตนี้ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของโซเชียล ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในนี้ได้แก่โซเชียล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจเรื่องกระแสเรื่องโซเชียล ให้รู้เรื่องแม่น้ำก็ย่อมไหลลงที่ต่ำ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเข้าใจ ท่านเข้าใจในเรื่องกรรม ในเรื่องกฎแห่งกรรม ในเรื่องผลของกรรม ท่านรู้จักโซเชียล ท่านรู้จักว่าน้ำไหลลงไปในทางต่ำ ในที่ต่ำ

 

ชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร ๑ พันคนรู้เข้าใจในเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ได้บรรลุพระอรหันต์ขีณาสพร่วมกัน ๑,๐๐๓ รูป แต่ก่อนนี้เรียกว่าคน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เมื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วจึงใช้ศัพท์นามใหม่ว่ารูป

 

แต่ก่อนนั้นไม่รู้กรรม ไม่รู้กฎแห่งกรรม ไม่รู้ผลของกรรม ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นก็ย่อมเป็นภัยเป็นอันตราย ความไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในมาเป็นเราเป็นคนอื่น นั้นถึงเป็นภัยเป็นอันตราย

 

ความรู้ความเข้าใจธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้ถึงมีแต่คุณถึงมีแต่ประโยชน์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนพากันเอาธาตุเอาขันธ์เอายตนะมาใช้มาทำงานมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ ประโยชน์ของเราเองและประโยชน์ของผู้อื่น

 

การประพฤติการปฏิบัติต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา การที่มุ่งเป้ามาที่ตัวเราก็จะทำประโยชน์ของผู้อื่น พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่มุ่งเป้าไปยังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงมุ่งเป้าไปยังที่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ว่าไฟอันตรายความร้อนนั้นมันเป็นของร้อน ถ้าเรารู้จักว่าไฟนั้นมันเป็นของร้อน เราก็เอาไฟนั้นมาทำคุณมาทำประโยชน์ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขกับการทำหน้าที่

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นเป็นของร้อน สัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มันเป็นโซเชียลที่ไหลเชี่ยวไปตามกระแสของโซเชียลเปรียบเสมือนไฟเป็นของร้อน

 

ไฟมันร้อนก็จริงอยู่นะ ไม่ใช่ไม่จริง ไฟนั้นถ้าเราไม่ไปเข้าใกล้มัน ถ้าเราไม่ไปจับมัน ไฟนั้นก็ไม่ร้อน ปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าไฟนั้นคือความร้อนคือของร้อน

 

ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นคือความร้อนคือของร้อน เมื่อมันร้อนเราก็ไม่เข้าไปใกล้ไม่เข้าไปจับ คำว่าไปจับนี้หมายถึงไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในเป็นเราเป็นคนอื่น สติคือความระลึกได้ ว่าสิ่งเหล่านี้คือของร้อนนี้คือความร้อน สัมปชัญญะคือตัวปัญญา รู้เข้าใจไม่เข้าไปใกล้ไม่เข้าไปจับ

 

เราทุกคนพากันมาอบรมบ่มอินทรีย์ การอบรมบ่มอินทรีย์เราทุกคนต้องพากันตั้งอกตั้งใจ เพราะการอบรมบ่มอินทรีย์นั้นไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้ตรัสโอวาทให้รู้ให้เข้าใจ ว่าเราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เราต้องรู้จักไฟว่าไฟนั้นคือความร้อนคือของร้อน ทุกคนต้องอบรมบ่มอินทรีย์ ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่บุญแต่กุศล ทำจิตใจให้ขาวสะอาด เพื่อเป็นโปรแกรมเมอร์สีขาว ยกเลิกโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพื่อความดีและปัญญาจะได้เป็นปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ดำเนินชีวิตด้วยการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ไม่เอาความสุขจากอวิชชาจากความหลง การเบียดเบียนผู้อื่นนั่นแหละคือการเบียดเบียนตนเอง การเบียดเบียนตนเองนั่นแหละคือการเบียดเบียนผู้อื่น การบริโภคผู้อื่นนั่นแหละคือผู้บริโภคตัวของเราเอง ก่อนที่เราจะบริโภคใช้สอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงให้เราทุกคนพิจารณาให้ใจของเราได้เกิดสติเกิดปัญญา เพื่อไม่ให้เกิดนิมิตหมาย ที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นคนอื่น

 

เพื่อจะให้เราทุกคนเข้าถึงความว่างจากความเป็นตัวตนสัตว์บุคคล ถึงได้มีศัพท์ทางพระวินัยใช้ศัพท์ว่าฉันภัตตาหาร ไม่ให้ออกชื่อในอาหารนั้น ๆ เช่นนิมนต์พระไปฉันภัตตาหาร ไม่ต้องบอกชื่อโภชนาการอาหาร ถ้าไปบอกชื่อภัตตาหารแล้ว พระจะฉันภัตตาหารที่ออกชื่อนั้นไม่ได้

 

เช่น นิมนต์ท่านฉันก๋วยเตี๋ยว หรือว่าฉันผักผลไม้ ไปพูดชื่อโภชนาการอย่างนี้ พระที่รับนิมนต์นั้นจะฉันอาหารนั้นไม่ได้

 

พระพุทธเจ้าท่านให้ผู้ที่ถวายทานไม่ให้ออกชื่ออาหาร ถ้าบอกชื่ออาหารแล้วพระภิกษุสามเณรจะฉันภัตตาหารนั้นไม่ได้

 

พระธรรมพระวินัยนั้นคือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ อยู่ที่ทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ คำว่าพระนั้นจึงได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

การอบรมบ่มอินทรีย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าว่าต้องมุ่งมาที่เราที่ตัวเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นี้หมายถึงยกเลิกสัญชาตญาณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ถ้าเรามีข้อแม้ก็ย่อมเป็นขั้วบวกขั้วลบ ก็ย่อมเป็นความไม่สงบ ก็ย่อมเป็นสงครามในตัวไม่รู้เอง ความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เราเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ เราจะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร

 

เราทุกคนอบรมบ่มอินทรีย์ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนต้องมาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ธรรมะที่เป็นทางสายกลางที่เป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตรถึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจทุกคนนั้นย่อมทำไม่ถูก ปฏิบัติไม่ถูก ทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถ้าไม่ยกเลิกตัวตนมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะตัวตนนั้นคือปัญหาคือเจ้าปัญหา ที่หลวงตามหาบัวบอกว่าตัวตนนั้นคือคนบ้า คือเจ้าผีบ้า คือคนมีเชื้อบ้า

 

เราคิดดูดี ๆ สิ รวยระดับ ๑ ของโลกก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ มีอำนาจ มีเพาเวอร์ควบคุมทุก ๆ ประเทศก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันคือความไม่สงบมันคือสงคราม

 

ความรู้ความเข้าใจนี้คือเป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้แหละคืออบายมุขนี้แหละคืออบายภูมิ ความรู้ความเข้าใจเอาความรู้มายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มันเป็นโซเชียลกำลังมีความเชี่ยวอย่างรุนแรง

 

เราพากันรู้พากันเข้าใจพากันมาเสียสละมาทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ไม่มีใครเหนือกรรม เหนือกฎแห่งกรรม เหนือผลของกรรมได้

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์หาโทษมิได้เลยไม่มีเลย

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายจงพากันเอาพระธรรมพระวินัยที่เป็นกฎของกรรมนำชีวิต ยกเลิก
โซเชียลที่เป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือความเสียหายคือการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนในปัจจุบันได้รับทรัพยากรอันประเสริฐได้แก่ดินน้ำลมไฟที่มารวมกันเป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้เป็นทรัพยากรที่ล้ำค่า เราต้องเอาทรัพยากรมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติปฏิบัติมาทำหน้าที่ มีความสุขจริง ๆ มีความสุขมากจริง ๆ มาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันคือวาระแห่งการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ปัจจุบันเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างเวียนว่ายตายเกิดกับหยุดเวียนว่ายตายเกิด เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร

 

ความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในฐานะของความประมาท ความเคารพในพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

ดวงตาเป็นสิ่งที่มองเห็นของเราทุก ๆ คน พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่มองเห็น เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

การยึดมั่นถือมั่นในพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นตัวเป็นตน เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาที่ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ที่มีความสุขในการทำหน้าที่

 

เราทั้งหลายต้องมารู้มาเข้าใจเพื่อเราจะเอาทรัพยากรมาใช้มาทำประโยชน์มาทำหน้าที่

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราต้องมุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา เพราะปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญอย่างยิ่งสำคัญจริง ๆ

 

ใจของเราทุกคนยังเป็นสัญชาตญาณเป็นนิติบุคคลตัวตน เราต้องมาเอาพระธรรมเอาพระวินัยมายกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงตามใจตามอารมณ์ตามความชอบความไม่ชอบไม่ได้ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นหลัก ความเคารพในพระธรรมพระวินัยนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะที่ไหนมีความเคารพที่นั่นก็มีความสงบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราหยุดสัญชาตญาณ

 

อย่างเชื้อพระวงศ์เชื้อพระมหากษัตริย์สมัยครั้งพุทธกาล มีความรู้ความเห็นความเข้าใจว่าการยกเลิกนิติบุคคลออกบรรพชาอุปสมบทเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ นี้เป็นหนทางที่มุ่งเป้ามายังตัวเรา นี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก จึงได้พากันออกบรรพชาอุปสมบท

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้อุปาลีที่รับใช้เชื้อพระวงศ์เชื้อพระมหากษัตริย์นั้นบวชก่อน เพื่อให้เชื้อพระวงศ์ยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะตัวตนคือความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา เพราะตัวตนคือความทุกข์ ตัวตนคือความเครียด

 

ด้วยเหตุนี้ท่านถึงให้อุปาลีที่เป็นลูกน้องพ้องบริวารบวชก่อน เพราะผู้ที่บวชทีหลังต้องเคารพผู้ที่บวชก่อน ก่อนจะพูดก็ต้องพนมมืออ่อนน้อมถ่อมตัว เพราะความเคารพนั้นจะหยุดสัญชาตญาณ หยุดความเป็นนิติบุคคลตัวตน ความเคารพนี้จะให้ทุกคนลดมานะละทิฏฐิไม่เอาสัญชาตญาณนำชีวิตเพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้โอวาทพระโมคคัลลานะว่าเธอจาริกไปในที่ต่าง ๆ ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน อย่าไปยกหูชูงวง เพราะความเคารพนั้นคือการยกเลิกตัวยกเลิกตน ความเคารพนั้นจะเป็นเหตุให้สงบ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสวิธีทำตนเมื่อเข้าสู่บ้าน ท่านตรัสสอนว่า

"โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่ชูงวง มีมานะถือตัวว่าเป็นคนสำคัญเมื่อเข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล หากในตระกูลมีกรณียกิจอยู่หลายอย่างก็จะเป็นเหตุให้พวกเขาไม่ใส่ใจภิกษุผู้เข้ามาแล้ว ภิกษุย่อมมีความคิดว่า อาจจะมีใครยุยงให้สกุลนี้แตกกับเรา พวกเขาดูอิดหนาระอาใจ เมื่อบิณฑบาตไม่ได้อะไร ภิกษุนั้นก็ย่อมเก้อเขิน คิดฟุ้งซ่าน ไม่สำรวมจิต จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ


โมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะไม่พูดถ้อยคำที่จะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เมื่อต้องพูดต้องเถียงกัน มีการพูดมากย่อมคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็ย่อมห่างจากสมาธิ



โมคคัลลานะ เราไม่ได้สนับสนุนให้คลุกคลี แต่เราก็ไม่ได้ตำหนิความคลุกคลีเสียทั้งหมด คือ เราไม่สนับสนุนให้คลุกคลีกับชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิต แต่ว่าเราสนับสนุนให้คลุกคลีกับเสนาสนะที่เงียบสงบไม่อื้ออึง ไร้คนสัญจร เป็นที่ๆ ควรประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด


พระโมคคัลลานะทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วนประเสริฐกว่าเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย"
ตรัสตอบว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ฟังว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้ฟังแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา (วิปัสสนา)


เมื่อเสวยเวทนาอย่างใด ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ ย่อมไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็ย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น (อนิจจานุปัสสี) ก็จะคลายกำหนัด (วิราคานุปัสสี) ย่อมพิจารณาเห็นความดับ (นิโรธานุปัสสี) เห็นความสละคืน (ปฏินิสสัคคานุปัสสี)
เมื่อเธอพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นๆ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งก็ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

โมคคัลลานะ ข้อปฏิบัติโดยย่อมีเพียงเท่านี้แล

ถ้าเราไม่เคารพในพระธรรมพระวินัยเราก็ย่อมทำอะไรตามจิตตามใจตามอัธยาศัย การทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นคือความไม่เคารพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามาร่วมรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะเพื่อทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ เราจะได้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติตรงปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นความโง่หลงงมงาย ที่หลวงตามหาบัวว่างมงายที่เอาความหลงนำชีวิต

 

ท่านอาจารย์ชาท่านตรัสกับลูกศิษย์ลูกหาว่า ผมนี้มุ่งเป้ามาประพฤติปฏิบัติมาทำหน้าที่ของตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผมสั่งสอนพวกท่านพร้อมกับประชาชนเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องยกเลิกสัญชาตญาณ หยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท เรื่องอดีตยกเลิกไว้ก่อน มุ่งเป้ามาที่ปัจจุบัน ทำหน้าที่ของปัจจุบัน เพื่อให้เวลาของปัจจุบันมันเป็นเวลาที่คุ้มค่า ได้รับประโยชน์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ เน้นที่ปัจจุบัน อย่าไปคิดว่าค่อยเป็นค่อยไป พระนิพพานนั้นอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ คิดอย่างนี้โอกาสที่จะผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์นะเพราะเป็นการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

ความคิดความเข้าใจอย่างนี้มันเป็นความเสียนหายมาก เสียหายจริง ๆ เสียหายเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนไม่ต้องวิตกกังวล ยกเลิกตัวตนจะไม่คิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ถ้ายกเลิกตัวตนแล้วอะไรก็ไม่มีปัญหา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ปัญหานั้นอยู่ที่ตัวที่ตน ยกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วจะมีปัญหาอะไร

 

เราคิดดูดี ๆ นะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อรหันตสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทำไมไม่เสวยวิมุติสุขอยู่ในพระนิพพานอย่างเดียว ทำไมต้องมาลำบากพระวรกาย มารับใช้ประชาชนมหาชน

 

เพราะเหตุผลว่า การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวตน ไม่มีส่วนไหนเหลือที่เป็นตัวเป็นตน เป็นบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจว่าพระนิพพานนั้นเป็นปัญญาพร้อมกับการประพฤติการปฏิบัติเป็นบริสุทธิคุณ เป็นการทำหน้าที่ของความเป็นเจ้าหน้าที่ มันเป็นดับความไม่เหลือแห่งสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน

 

หน้าที่นั้นเราต้องรู้เข้าใจ หน้าที่นั้นเป็นความสำคัญมาก ๆ สำคัญอย่างยิ่งที่จะให้เราหยุดสัญชาตญาณที่เป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นการสงบมันเป็นการยกเลิกวัฏฏสงสารด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์สาวกขีณาสพออกไปเผยแผ่ว่าประชาชนต้องรู้เข้าใจ ว่าสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนมันคือการเวียนว่ายตายเกิด การยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

การเสียสละ การรักษาศีล การที่มีความยึดมั่นที่ยกเลิกสัญชาตญาณนำชีวิตถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้รู้ว่าพระนิพพานอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่เราทำหน้าที่ มีความสุขในการทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าพระนิพพานอยู่ที่พระพุทธเจ้านั้นก็ดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา พระนิพพานอยู่ที่พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดับทุกข์ไม่ได้สำหรับเรา

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจจะได้มุ่งเป้ามาที่ตัวเรา เพราะเราทุกคนมีโอกาสพอ ๆ กันนั่นแหละ พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ทุกหนทุกแห่ง ที่ไหนเป็นปัจจุบัน ที่เราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั่นแหละคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นจะเป็นความดับไม่เหลือทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันกระตือรือร้น มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบาน ไม่พากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทคือความผิดพลาดคือการเสียหาย ไม่รู้คุณค่าของกาลเวลาของหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในการที่จากไปขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานและก็ทำหน้าที่ให้ทุกคนได้รู้เข้าใจเป็นเวลา ๔๕ ปี ก่อนที่ท่านจะละธาตุเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานทางร่างกายจึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนที่เป็นบริสุทธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเช้าวันที่ ๘ เดือนกรกฎาคม ก็สมควรแก่เวลา ขอสมมติยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

 

รายการล่าสุดที่คุณดู
Visitors: 120,080