๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๑๑ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาฟังธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาฟังธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องห่างจากศาลาประมาณ ๔๐ เมตร ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ
สมมติสัจจะที่ได้บัญญัติไว้ที่ได้ตั้งไว้เพื่อให้เรารู้ให้เข้าใจว่าเราต้องเอาสมมติสัจจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ การปฏิบัติใจนั้นต้องอาศัยสมมติ สมมตินั้นจะเป็นกระบวนการสู่วิมุตติความหลุดพ้น
การประพฤติการปฏิบัติต้องอาศัยสมมติ เพราะเหตุผลว่าสมมตินั้นจะนำทางเราเข้าสู่วิมุตติ
ความรู้ความเข้าใจในสมมติ สมมตินั้นชี้ให้เรารู้ให้เราเข้าใจในเรื่องผิดเรื่องถูกในเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว สมมตินั้นเป็นสิ่งที่มีคุณมีประโยชน์
เราต้องเอาสมมตินั้น ๆ มาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพราะเหตุผลว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยเกิดจากการทำหน้าที่
สมมติสัจจะนั้นจึงเป็นคุณเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเอไอ ในการพัฒนาปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติมาทำหน้าที่
เราทุกคนเน้นมาที่ใจของเรา เน้นมายังปัญญาบริสุทธิคุณ เราทุกคนนั้นรู้แก่ใจของตัวเองอยู่แล้ว การประพฤติการปฏิบัติจึงได้เน้นไปยังปัญญาบริสุทธิคุณ
เราทุกคนพากันรู้อยู่แล้วว่าเรามีตัวมีตนหรือว่าไม่มีตัวไม่มีตน เราทุกคนอาจจะปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่มีใครปกปิดตัวเองได้ ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องเน้นเรื่องปัญญาบริสุทธิคุณ
สัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสาร เอาความหลงนำชีวิต ความหลงนั้นเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเรียกว่าอวิชชาเรียกว่าความหลง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจ พากันเข้าใจปัญหา จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส จะได้เอาสิ่งที่เป็นวัฏฏสงสารมาเป็นพระนิพพาน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนี้จะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา รู้จักปัญหา รู้จักวิกฤต มุ่งเป้ามายังตัวเราเพื่อเอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อมาเอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้ได้แก่การชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน
เมื่อสมัยครั้งพุทธกาลมีภรรยาสามีคู่หนึ่งมีความยากจน
พราหมณ์และพราหมณีเป็นคู่สามีภรรยาชาวสาวัตถีที่มีฐานะยากจนข้นแค้น ทั้งสองไม่มีบุตร เพื่อนบ้านจึงเรียกพราหมณ์ผู้เป็นสามีว่า จูเฬกสาฎก เพราะในบ้านของเขามีแต่ผ้านุ่งผืนเล็กผืนเดียวที่ปกปิดกายยามออกไปนอกบ้าน เพื่อทำกิจการงานและพบปะเพื่อน ๆ (เหมือนบางคนที่ชอบใส่แต่กางเกง ไม่ชอบใส่เสื้อทำการงาน)
และเพราะความยากจนนี้ ทั้งสองจึงมีผ้าห่มอยู่เพียงผืนเดียวในเรือน ที่ต้องเปลี่ยนกันใช้ห่ม (ผ้าสำหรับห่มออกไปนอกบ้าน เช่น ร่วมงานมงคล) ผลัดกันใช้ผ้าผืนนี้ เช่น ถ้าภรรยาห่มไปร่วมงานมงคล สามีก็ไม่อาจไปงานเดียวกันได้ เพราะไม่มีผ้าห่มสำหรับอีกคน)ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า พราหมณ์ผู้มีผ้าน้อยผืน(จูเฬกสาฎกอ่านว่า จู-เร-กะ-สา-ดก, หรือผู้มีผ้านุ่งผืนเดียวก็ได้ แต่ในที่นี้ท่านมุ่งถึงมีผ้าห่มผืนเดียว)
สองสามีภรรยาแม้จะยากจน แต่ก็เป็นคนมีศรัทธา วันใดที่ได้ของมามากก็ยังจัดแบ่งและนิมนต์ภิกษุเข้ามานั่งฉันในเรือนเนือง ๆ
วันหนึ่ง มีการประกาศเชิญชวนให้ชาวพุทธร่วมฟังธรรมในพระวิหารเชตวัน พราหมณ์ได้ยินแล้วมีจิตยินดี กล่าวกับภรรยาว่า "นี่แน่ะแม่ เค้ามีการประกาศเชิญชวนให้พวกเราไปร่วมฟังธรรมที่พระวิหารในวันพรุ่งนี้ แต่เรามีผ้าห่มอยู่ผืนเดียวก็ไปพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกันไป แม่จะเลือกไปตอนกลางวันหรือกลางคืนดีล่ะ?" นางพราหมณีตอบว่า "ฉันขอไปตอนกลางวันดีกว่า"
วันรุ่งขึ้น นางพราหมณีก็ห่มผ้านั้นออกจากบ้าน เข้าไปฟังธรรมในพระวิหาร ครั้น พระแสดงธรรมจบแล้ว นางก็กลับบ้านและเปลี่ยนให้พราหมณ์สามีใช้ผ้าห่มกายไปฟังธรรม ในเวลาค่ำ เมื่อเขาไปถึงก็ได้นั่งฟังธรรมอยู่ไกลจากพระพุทธเจ้าพอสมควร พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมท่ามกลางหมู่พุทธบริษัท ซึ่งมีพระเจ้าปเสนทิโกศลร่วมสดับพระธรรมอยู่ด้วยพราหมณ์ได้ฟังธรรมแล้ว เกิดความรู้ความเข้าใจ กำหนดรู้ตามเป็นระยะ ๆ เปรียบเหมือนคนที่มีครูแนะนำขั้นตอนของการเอาลิ่มสลักออกจากประตูได้ ภายในจิตบังเกิดความปีติ (อิ่มเอมใจปลื้มใจ) ซึมซาบและศรัทธามีกำลังทวีคูณ ความสุขที่เกิดจากจิตปีติได้แผ่ซ่านไป ทั่วกายและจิตใจ เขาเลยคิดจะนำผ้าห่มที่มีอยู่ผืนเดียวนั้น น้อมถวายบูชาแต่พระบรม ศาสดา แต่แล้วก็ต้องชะงักความคิดนั้นเสีย เมื่อคิดว่า "หากเรานำผ้าผืนนี้ถวายไป เรากับ ภรรยาก็จะไม่มีผ้าห่มเลย นางคงจะไม่เห็นด้วยกับเราแน่ ๆ เราคงต้องเดือดร้อนใจ รวบรวมเงินหาซื้อผ้าผืนใหม่อีก" ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) เกิดขึ้นในจิตใจ ขัดขวางศรัทธา ปรากฏเป็นความคิดที่ค้านกันอยู่ตลอดสลับไปมา ระหว่าง "จะถวายกับไม่ถวาย ดีไหม หนอ?" ตลอดปฐมยามที่พิจารณาธรรม จนเวลาแห่งปฐมยามผ่านไป
ล่วงเข้าสู่มัชฌิมยามแล้ว พรหมณ์ก็ยังคงนั่งฟังธรรมอยู่ และความคิดนั้นก็ยังเกิด สลับกันระหว่างความปรารถนาที่จะถวายผ้าห่มผืนเดียว กับ การเก็บผ้านี้ไว้ จะได้ไม่เดือดร้อน พราหมณ์ก็ยังคงถูกความตระหนี่เล่นงานตลอดมัชฌิมยาม ศรัทธายังมีกำลังน้อยกว่า
ฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา เอาชนะความตระหนี่ ถวายผ้าห่มที่มีอยู่ผืนเดียว เปล่งเสียงประกาศชัยชนะเหนือกิเลส
ครั้นถึงปัจฉิมยาม พราหมณ์คิดว่า "ตั้งแต่เราเริ่มฟังธรรม เราเกิดศรัทธาจะถวาย ผ้า แต่ก็ถูกมัจฉริยะรบกวนรัดตรึงจิตไว้ไม่ให้เราถวายผ้าได้ บัดนี้ ปฐมยามกับมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความตระหนี่เล็ก ๆ ที่มีอยู่ในใจเราขณะนี้ หากปล่อยให้มันชนะเราบ่อย ๆ มันก็จะครอบงำเราได้หมด ทำให้เราจมอยู่ในอบาย ๔ (นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน)
เราต้องชนะมันให้ได้ ไม่ต้องฟังมัน เราควรถวายผ้าตอนนี้แหละ"
พราหมณ์สำรวมจิตข่มมิให้มัจฉริยะเกิดขึ้นได้อีก รักษาศรัทธาให้คงมั่น ค่อย ๆ ใช้ มือดึงผ้าออกจากกายช้า ๆ...ประหนึ่งดังดึงมีดตัดตัวมัจฉริยะ (ตระหนี่) ให้ขาดผึงจากกาย แล้วค่อย ๆ บรรจงพับผ้าอย่างเรียบร้อย เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบลง เขาก็ประคอง ผืนผ้าเข้าไปกระทำอัญชุลีประณตน้อมแล้ววางผ้าไว้ที่พระบาทพระบรมศาสดา แล้วเปล่งคำพูดดัง ๆ ว่า "เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว"
กาลนั้นพระพุทธเจ้ายังคงประทับนั่งอยู่ หมู่มหาชนถวายบังคมแล้วเริ่มทยอยออก จากพระวิหาร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเห็นพราหมณ์มีเพียงผ้านุ่งผืนเดียว นำผ้าที่ห่มมา นั้นไปวางแทบพระบาท แล้วพูดว่า "เราชนะแล้ว ๆ" ทรงสงสัยว่าพราหมณ์ผู้นี้ชนะอะไร จึงประทับนั่งต่อ และตรัสให้คนไปเชิญพราหมณ์มาเข้าเฝ้า และทรงสอบถามเหตุ? พราหมณ์ จูเฬกสาฎกจึงกราบทูลความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างความศรัทธาและความตระหนี่...
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทึ่งชัยชนะที่แสนยาก ทรงพระราชทานผ้าและสิงของอย่างละ ๔
พระราชาทรงดำริว่า "พราหมณ์ทำสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำได้ยาก ทั้งบ้านมีผ้าห่มอยู่ เพียงผืนเดียวยังถวายได้ เราจะช่วยสงเคราะห์เขา" แล้วตรัสให้เจ้าหน้าที่นำผ้าสาฎกมา ให้เขา ๑ คู่ พราหมณ์รับไว้แล้ว ได้น้อมถวายผ้าคู่นั้นแต่พระพุทธเจ้า
พระราชาจึงพระราชทานผ้าสาฎกให้เขาเพิ่มอีกเป็น ๒ คู่ เขารับแล้วคิดว่า"พระราชา ให้ผ้าแก่เรา เหตุเพราะเราฟังธรรมและถวายผ้าแด่พระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ได้ถวายแด่พระ พุทธเจ้า พระราชาก็คงจะไม่ให้ผ้าแก่เราหรอก ดังนั้น ผ้าเหล่านี้ควรน้อมถวายแด่พระพุทธเจ้า" จึงถวายผ้า ๒ คู่นี้อีก พระราชาตรัสให้พระราชทานผ้าเพิ่มอีกเป็น ๔ คู่... .๘ คู่.. ๑๖ คู่ พราหมณ์ก็ยังถวายแด่พระศาสดาทั้งหมด
พระราชายิ่งพระราชทานเพิ่มให้อีกเป็น ๓๒ คู่ คราวนี้พราหมณ์คิดว่า "ถ้าเรายัง คงไม่รับไว้เองบ้าง ก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติพระราชา ทั้งไม่รู้ประมาณตน เราควรรับไว้ ใช้สอยบ้าง" เขาจึงรับผ้าสาฎกไว้ ๒ คู่ (=๔ผืน) สำหรับตนเองและภรรยา แล้วถวายผ้า ๓๐ คู่ แด่พระศาสดา
พระราชาทรงพอพระทัยในตัวพราหมณ์ผู้นี้มาก ตรัสสั่งให้เจ้าหน้าที่ รีบไปนำผ้า กัมพล (ผ้าทอด้วยขนสัตว์) ในวังมาเพิ่มอีก ๒ ผืน มีมูลค่าถึง ๑ แสนกหาปณะ เจ้าหน้าที่นำ มาแล้ว จึงได้พระราชทานให้แก่เขา แล้วเสด็จกลับไป
พราหมณ์รับผ้ามาแล้วคิดว่า ผ้ากัมพลเป็นผ้าที่ทำด้วยความประณีต บรรจง ดีเลิศ มีราคาแพงมาก ไม่คู่ควรกับเราและภรรยา เราควรตั้งใจน้อมถวายไว้ในพระศาสนาจะดีกว่า เขาจึงนำผ้ากัมพลขึงถวายเป็นผ้าเพดานไว้ภายในพระคันธกุฎีของพระบรมศาสดา ส่วนอีกผืน หนึ่ง เขานำไปขึงเป็นเพดานไว้ที่เรือน บริเวณที่ภิกษุจะเข้ามานั่งฉัน
ครั้นถึงเวลาเย็น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงเห็นผ้ากัมพล ที่ขึงอยู่นั้น ทรงจำผ้าได้ จึงกราบทูลถามว่า "ใครเป็นผู้นำผ้าผืนนี้มาถวายพระพุทธองค์? พระเจ้าข้า" พระศาสดาตรัสตอบว่า "ก็พราหมณ์ที่ชื่อว่า เอกสาฎก (ผู้มีผ้าผืนเดียว) มหาบพิตร" พระราชาทรงมีดำริว่า "พราหมณ์ผู้นี้เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส เขามี ศรัทธาปสาทะในพระศาสดาเหมือนกันกับเรา"
ครั้นเสด็จเข้าสู่พระราชวังแล้ว ตรัสให้เจ้าพนักงานไปเชิญพราหมณ์มาเข้าเฝ้าแล้ว พระราชทานสิ่งของแก่พราหมณ์อย่างละ ๔ จำนวน ๑๐๐ ชนิด คือ ช้าง ๔ ม้า ๔ กหาปณะ ๔,๐๐๐ สตรี ๔ ทาสี ๔ บุรุษ ๔ บ้านส่วย ๔ ตำบล...
พระศาสดาตรัสสอน ทำกุศลช้า ผลที่น่าปรารถนาก็มาถึงช้า ทำกุศลช้า ใจจะยินดีในบาป
ต่อมา ภิกษุทั้งหลายสนทนากันอยู่ในโรงธรรม ต่างก็พากันชื่นชมว่าพราหมณ์ จูเฬกสาฎก ทำกุศลกรรมงามเพียงครู่เดียวในเขตบุญที่ดีเยี่ยม ผลบุญยังให้เขาได้รับวัตถุ อย่างละ ๔ ในวันเดียวกันเลย น่าอัศจรรย์นัก
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมายังโรงธรรม ทรงทราบการสนทนาของเหล่าภิกษุแล้ว ตรัส ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ถ้าพราหมณ์ผู้นี้ถวายผ้าให้เราในตอนปฐมยาม เขาจะได้รับวัตถุสิ่งของ ต่าง ๆ อย่างละ ๑๖ แต่ถ้าเขาถวายตอนมัชฌิมยาม เขาจะได้วัตถุสิ่งของต่างๆ อย่างละ ๘, แต่นี่เขาถวายตอนใกล้รุ่ง เขาจึงได้วัตถุสิ่งของอย่างละ ๔ ที่จริง เมื่อบุคคลทำกรรมดีงาม ไม่ให้จิตมีอุปสรรคขัดขวางก็ควรทำในขณะนั้น เพราะกุศลที่บุคคลทำช้า ผลอันน่าปรารถนา ก็ย่อมมีผลช้าเหมือนกัน จึงควรทำกรรมดีในขณะเกิดความคิดนั้นที่เดียว"
แล้วตรัสพระคาถาว่า
"บุคคลพึงรีบขวนขวายบุญ พึงห้ามจิตเสียจากบาป เพราะว่าเมื่อทำบุญช้าไปใจจะยินดีในบาป"
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้จักปัญหา ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก
เราทุกคนพากันมารู้จักปัญหาจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา จะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเราเน้นที่ปัญญาบริสุทธิคุณ เน้นการเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละสติสัมปชัญญะของเราจะมีมั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่มี เพราะเราไม่เสียสละ เราไม่เสียสละสติสัมปชัญญะนั้นย่อมไม่มี
เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ มองเห็นกระบวนการของวัฏฏสงสารในการบำเพ็ญพุทธบารมี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเน้นบริสุทธิคุณ ยกเลิกโลกธรรม เน้นบริสุทธิคุณ
เพราะเราหลอกคนอื่นได้แต่หลอกตัวเองไม่ได้ ถ้าเราหลอกคนอื่น ตัวเรานี้หลงก่อนคนอื่นนะ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเน้นที่บริสุทธิคุณ เน้นที่ใจของเราบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นมันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นจะเป็นปัจจุบันธรรม จะเป็นสติจะเป็นสัมปชัญญะ จะเป็นการเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องเน้นมาที่ใจที่เจตนาที่บริสุทธิคุณ
เราพากันคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาว่าการบำเพ็ญพุทธบามีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายล้านชาติหลายล้านปีหลายอสงไขยได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเสวยวิมุตติอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขให้มากกว่านั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าสมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
วิมุตติสุขนั้นได้แก่ปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณที่จะเอาความรู้มาคู่กับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่นั้นถึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้น
พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ในโลกนี้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณนะ เป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติแห่งตัวตน
ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงเน้นที่พุทธกิจเน้นที่หน้าที่ เป็นความดับไม่เหลือแห่งภพชาติด้วยความรู้ความเข้าใจในหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเสียสละเป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงได้ทำศาสนกิจ กิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ให้เราเอาสมมติสัจจะนั้นมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะสมมติสัจจะนั้นเน้นที่ปัญญาบริสุทธิคุณคือการทำหน้าที่นั้นจะเป็นวิมุตติความหลุดพ้น จะไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ จะเป็นวิมุตติหลุดพ้นในหน้าที่
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าสมมตินี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ สำคัญจริง ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะสมมตินั้นคือความจริง สมมตินั้นเป็นความขลังศักดิ์สิทธิ์ อย่างสมมติว่าน้ำตาลเป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์ น้ำตาลอยู่ที่ไหนความหวานก็อยู่ที่นั่น เกลืออยู่ที่ไหนความเค็มก็ต้องอยู่ที่นั้น พริกอยู่ที่ไหนความเผ็ดก็อยู่ที่นั่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจจะได้เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ อย่างเช่นเราคิดดี ๆ มันก็ดี ชั่วก็ไม่มี อย่างเรากิริยามารยาทดีมันก็ดี ชั่วไม่มี อาชีพ ๆ ดี ๆ ยกเลิกตัวตนไม่มีตัวมีตนมันก็ดี ชั่วนั้นย่อมไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
อย่างเรามีความสุขในการเรียนการศึกษามันก็มีความสุข อย่างเรามีความสุขในการทำงานมันก็มีความสุข
สุขนั้นมันมีอยู่ถ้าเราไม่เอามาใช้มันก็ไม่มี ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเราไม่เอามาใช้ทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี สมมติสัจจะนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ถ้าเราไม่เอามาใช้นั้นมันก็ไม่มี
ตัวตนนั้นแหละเป็นสิ่งที่มีอยู่ ถ้าเรายกเลิกตัวตน ตัวตนนั้นก็ไม่มี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่
ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อเราจะเอาสมมติมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่
การเสียสละนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ศีลนั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สมาธินั้นถึงเป็นสติสัมปชัญญะ ปัญญานั้นถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สมมติสัจจะเราเอามาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าทุกสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เข้าใจ เมื่อมีอยู่แล้วเราต้องเอามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่
เพราะเราทุกคนนั้นคือเจ้าหน้าที่นะ เจ้าหน้าที่ไม่ทำงานไม่ทำหน้าที่จะเรียกว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้อย่างไร
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่นั้นเราต้องทำหน้าที่
พระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะเราต้องเอามาใช้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อทำหน้าที่ ด้วยความรู้ความเข้าใจไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าเรามีข้อแม้ก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
วัฏฏสงสารจะหยุดลงได้ จะจบลงได้ด้วยกิจที่ควรทำ ต้องยกเลิกอกรณียกิจกิจที่ไม่ควรทำ
สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนเราทุกคนนั้นไม่ยอมเสียสละ เราไม่เสียสละสติสัมปชัญญะนั้นย่อมไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมารู้มาเข้าใจในวัฏฏสงสาร เรามารู้จักเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม มาเน้นบริสุทธิ์เรื่องการให้ทาน เรามาเน้นบริสุทธิ์เรื่องการรักษาศีล เรามาเน้นบริสุทธิ์เรื่องการทำสมาธิ เรามาเน้นบริสุทธิ์เรื่องปัญญาบริสุทธิคุณ มุ่งเป้ามายังตัวเราในหน้าที่
มีคำถามว่าปฏิบัติอย่างนี้เราจะไม่มีความทุกข์เหรอเราจะไม่มีความเครียดเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความเครียดนั้นอยู่ที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจว่าการเสียสละนั้นหยุดความเครียด เน้นความบริสุทธิ์ในการรักษาศีล เน้นความบริสุทธิ์ในการทำสมาธิ เน้นความบริสุทธิ์ด้วยการเจริญปัญญา
เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ความไม่อบอุ่นความว้าเหว่มันมาจากไหน ก็มาจากที่เราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะแล้วเราจะมีความอบอุ่นไม่มีความว้าเหว่ ทุกคนไม่มีความอบอุ่น มีแต่ความว้าเหว่ เพราะเหตุว่าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ ความรู้ไม่เข้าใจจะให้สิ่งที่มันเป็นไม่ได้ให้มันเป็นไปได้
เช่น ต้องการความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ ความอบอุ่นก็ย่อมไม่มี ก็จะมีแต่ความว้าเหว่ เพราะความหวังกับความผิดหวังนั้นมันคือสิ่งเดียวกัน
มีคำถามว่า ถ้าเราไม่มีความหวังเราจะไปทำไปทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ความสงบและปัญญา ความสงบและปัญญานั้นถึงไม่มีความหวังถึงไม่มีความผิดหวัง ถึงจะไม่มีความว้าเหว่
การให้ทานนั้นจึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ การให้ทานเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความอิ่มความเต็มเป็นความพอ เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการเดินไปด้วยฉันทะด้วยปิติด้วยความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานด้วยหน้าที่
เราปฏิบัติอย่างนี้ความทุกข์ความเครียดมันจะมาจากไหนเพราะเป็นความรู้ความเข้าใจว่าเราต้องเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละใจของเราจะเข้าถึงบริสุทธิคุณได้อย่างไร เราเข้าใจว่าถ้าศีลเราไม่เป็นศีลที่บริสุทธิคุณสติสัมปชัญญะของเราจะเกิดได้อย่างไร ศีลนี้ถึงเป็นพื้นเป็นฐานของสมาธิ สมาธินั้นถึงเป็นพื้นเป็นฐานของปัญญา
ด้วยเหตุผลนี้ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทที่เป็นหน้าที่ของหน้าที่
พระนิพพานนั้นมาจากความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาในการทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นถึงเป็นความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่ไม่มี
พระนิพพานนั้นถึงเป็นความรู้ความเข้าใจอยู่กับการทำหน้าที่ หน้าที่นั้นถึงเป็นสติสัมปชัญญะ หน้าที่นั้นถึงเป็นความสงบอบอุ่น ไม่มีความว้าเหว่ พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดฟุ้งซ่าน จะเป็นความอบอุ่นไม่มีความว้าเหว่
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าเรานี้มีความอบอุ่นมั๊ย มีความว้าเหว่มั๊ย ความว้าเหว่จะเกิดได้เนื่องมาจากเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไม่เสียสละ เราไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา เอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลเป็นความหลง เราทุกคนถึงมีแต่ความว้าเหว่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเรา เพราะความสงบอบอุ่นต้องเกิดจากหน้าที่
เรามีความสุขในการทำหน้าที่ถึงจะหยุดโซเชียล ถึงจะหยุดความทุกข์หรือว่าจะหยุดโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรก
เรามารู้มาเข้าใจเพื่อจะได้เอาหน้าที่เอาสมมติสัจจะนั้นมาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่
อริยมรรคคือความรู้ความเข้าใจว่าเราทุกคนต้องเอาเอไอมาเป็นปัญญาประดิษฐ์ มาเสียสละเพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ อาศัยปฏิปทาที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ คำว่าสายน้ำเราต้องรู้เข้าใจ คำว่าน้ำหยดเราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราทุกคนจะได้หยุดวัฏฏสงสารหยุดโซเชียล
มีฉันทะมีความพอใจมีปิติสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ก็จะอยู่กับเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรม
ความรู้ความเข้าใจไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ถ้าเราประมาทใจของเราจะอยู่กับการดำเนินชีวิตที่ข้ามภพข้ามชาติ ไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบันก็ย่อมเกิดความไม่สงบอบอุ่น ก็ย่อมเกิดความว้าเหว่
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มีความสุขในการให้ทาน ให้มีความสุขในการรักษาศีล มีความสุขในการเจริญสมาธิ มีความสุขในการเจริญปัญญา คำว่าสุขเราก็ต้องรู้ เพราะคำว่าสุข ทุกข์นั้นย่อมมี
เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ถ้าดีก็ดีเลย ถ้าชั่วก็ชั่วเลย ไม่มี ๒ วาระ
ปัจจุบันถ้าเรายกเลิกตัวเรา นิพพานก็ย่อมมี ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวตนวัฏฏสงสารนั้นก็ย่อมมี
ชาตินั้นได้แก่ความเกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจอย่างนี้
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นห่วงเรา ท่านเตือนเราทั้งหลาย ไม่ให้พากันตั้งอยู่ในความประมาท เพราะปัจจุบันนี้มันมีเพียงวาระเดียว ต้องเอาสมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว
จึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเน้นมายังความบริสุทธิคุณเพื่อให้รู้ให้เข้าใจก็สมควรแก่เวลา จึงได้หยุดการบรรยายพระธรรมเทศนาไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
