๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ทำวัตรองค์พ่อแม่ครูอาจารย์)

วันนี้เป็นวันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ขณะนี้เป็นเวลาเข้าพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ได้มาร่วมรวมกัน ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมารามแห่งนี้ พระพุทธศาสนาได้ผ่านไปเป็นเวลา ๒๕๖๙ ปี ปีนี้เป็นปี พ.ศ.๒๕๖๙

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมี ๔ อสงไขย แสนมหากัป ใช้เวลายาวนานหลายล้านปีหลายล้านชาติ ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ก่อนเริ่มนับพุทธศักราช ๔๕ ปี ๔๕ พรรษา

 

พระพุทธศาสนาถือกำเนิดขึ้นในแถบประเทศอินเดียและเนปาลโบราณ (บริเวณชมพูทวีป) และได้แผ่ขยายออกไปกว้างขวางในหลายสิบประเทศทั่วโลก โดยมีผู้นับถือกระจายตัวอยู่ในกว่า 50-60 ประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

 

ศาสนาพุทธในระดับสากลแบ่งออกเป็น 2 นิกายหลัก คือ นิกายเถรวาท (หินยาน) และ นิกายมหายาน ซึ่งบางตำราอาจแยก วัชรยาน (ตันตระ/พุทธทิเบต) ออกมาเป็นนิกายที่ 3

 

พุทธศาสนานิกายเถรวาทส่วนใหญ่พบในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และศรีลังกา ส่วนนิกายมหายานพบมากในเอเชียตะวันออกและเอเชียเหนือ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม

 

ประเทศที่นับถือพุทธเถรวาท ประเทศไทย ประเทศเมียนมา (พม่า)ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศศรีลังกา

 

ประเทศที่นับถือพุทธมหายาน ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ประเทศเวียดนามประเทศมองโกเลีย (รวมถึงวัชรยาน)

 

ศาสนาพุทธแตกแยกเป็นนิกายเถรวาทและมหายาน เพราะหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระสงฆ์มีความเห็นต่างกันในการตีความพระธรรมวินัย ประกอบกับการขยายตัวไปยังท้องถิ่นต่างๆ ฝ่ายเถรวาทเคร่งครัดคำสอนดั้งเดิม เน้นบรรลุอรหันต์เพื่อตนเอง ส่วนฝ่ายมหายานปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เน้นอุดมคติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ของผู้อื่น เถรวาทและมหายานก็มุ่งมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน เถรวาทนั้นอาศัยหลักการเดิมไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด

 

คำว่าพระได้แก่พระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยได้แก่พระศาสนา พระศาสนานั้นมีอยู่หลายพระศาสนา เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ถึงจะมีหลายพระศาสนาก็มีความหมายเช่นเดียวกัน พระศาสนานั้นเป็นธรรมนูญ พระศาสนาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกนิติบุคคลให้ยกเลิกตัวให้ยกเลิกตน พระศาสนาทุกพระศาสนาจึงเป็นธรรมนูญที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความแตกต่างแต่ไม่มีความแตกแยก

 

พระศาสนาเป็นเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เอาความรู้มาคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

พระศาสนานั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เอา ๒ อย่างนี้มาใช้ในปัจจุบันไปพร้อม ๆ กัน

 

ศาสนาทุกศาสนานั้นมีความแตกต่างกันแต่ไม่มีความแตกแยกกัน ด้วยเหตุผลนี้ทุก ๆ ศาสนาให้เอาทางวัตถุกับจิตใจเดินไปทางพร้อม ๆ กัน ความเมตตาตนเอง ความเมตตาคนอื่นไปพร้อม ๆ กัน ไม่เอาความสุขจากความหลง ยกเลิกจากการเบียดเบียน เป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ

 

หน้าที่ของพระศาสนาจึงได้มุ่งเป้ามายังตัวเราของเราเอง ยกเลิกการเบียดเบียนเป็นผู้ให้เป็นผู้ที่เสียสละ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพุทธบารมีได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์จากการหลุดพ้น หลังจากนั้นจึงได้ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพราะเหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความรู้ความเข้าใจว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจและทำหน้าที่ที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มีความเข้าใจว่าสมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

 

วิมุตติความหลุดพ้นที่ปัญญาบริสุทธิคุณ ที่เป็นพุทธกิจเป็นการทำหน้าที่เท่านั้นเป็นความหลุดพ้น จึงได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้แก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

 

    ในเวลาเช้าของวันเพ็ญเดือน 6 พระสิทธัตถะประทับนั่งใต้โคนต้นไทร นางสุชาดานำถาดอาหารมาเพื่อแก้บนรุกขเทวดาประจำต้นไทร พบพระสิทธัตถะก็เข้าใจว่าเป็นเทวดานั่งรอเครื่องพลีกรรม จึงนำข้าวมธุปายาสไปถวายทั้งถาด พระสิทธัตถะรับของถวายแล้วถือถาดไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา สรงสนานพระวรกายแล้วขึ้นมาประทับนั่งเสวยข้าวมธุปายาสจำนวน 49 ปั้นจนหมด จากนั้นเสด็จไปประทับในดงไม้สาละ จนเวลาเย็นจึงเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ ทรงปูลาดหญ้าคา 8 กำที่โสตถิยพราหมณ์ถวายในระหว่างทางลงใต้ต้นมหาโพธิ์ ประทับนั่งขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันประปฤษฎางค์เข้าหาต้นมหาโพธิ์ ทรงอธิษฐานว่า “แม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป เรายังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด จะไม่ลุกขึ้นจากที่นี่ตราบนั้น”
     

       จากนั้น ทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ ในยามที่หนึ่งของคืนนั้นทรงได้ปุพเพนิวาสนุสติญาณ คือ ระลึกชาติปางก่อนของพระองค์เองได้ ในยามที่ 2 ทรงได้จุตูปปาตญาณ คือมีตาทิพย์ สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย และในยามสุดท้าย ทรงได้อาสวักขยญาณ คือตรัสรู้อริยสัจ 4 ว่าอะไรคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ความรู้นี้ทำให้กิเลสาสวะหมดสิ้นไปจากจิตใจ พระองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลาที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า รวบระยะเวลาที่บำเพ็ญเพียรตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้ได้ 6 ปี ขณะที่ตรัสรู้พระองค์มีพระชนมายุ 35 พรรษา
    

     เสวยวิมุตติสุข
         เมื่อตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นมหาโพธิ์และบริเวณข้างเคียงเป็นเวลา 7 สัปดาห์ คือ        
          สัปดาห์ที่ 1
 ประทับนั่งใต้ต้นมหาโพธิ์ต่อไปอีก 7 วัน ทรงใช้เวลาทบทวนปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์เพิ่งตรัสรู้
          สัปดาห์ที่ 2
 เสด็จออกจากต้นมหาโพธิ์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประทับยืนเพ่งต้นมหาโพธิ์โดยมิได้กระพริบ
พระเนตรตลอด 7 วัน สถานที่นั้นมีชื่อในสมัยต่อมาว่าอนิมิสเจดีย์
             สัปดาห์ที่ 3 เสด็จกลับมาประทับอยู่ในที่กึ่งกลางระหว่างอนิมิสเจดีย์และต้นมหาโพธิ์ ทรงจงกรมอยู่ที่นั่นตลอด 7 วัน ที่จงกรมนั้นมีชื่อเรียกว่า ‘รัตนจงกรมเจดีย์’
             สัปดาห์ที่ 4 เสด็จไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นมหาโพธิ์ประทับนั่งขัดสมาธิพิจารณาอภิธรรมปิฎกตลอด 7 วัน สถานที่นั้นมีชื่อเรียกต่อมาว่า ‘รัตนฆรเจดีย์’
             สัปดาห์ที่ 5 เสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นมหาโพธิ์ ประทับอยู่ใต้ต้นไทรซึ่งเป็นที่พักของคนเลี้ยงแพะอันได้ชื่อว่า อชปาลนิโครธ ทรงเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน
             สัปดาห์ที่ 6 เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นมหาโพธิ์ประทับนั่งที่ควงไม้จิกหรือมุจลินท์ เสวยวิมุตติสุขที่
นั่นอีก 7 วัน
             สัปดาห์ที่ 7 เสด็จไปยังต้นเกดหรือราชายตนะ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของต้นมหาโพธิ์ ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่ที่นั่นเป็น
สัปดาห์สุดท้ายในสัปดาห์นี้มีพ่อค้า 2 พี่น้องชื่อตปุสสะและภัลลิกะเดินทางผ่านมาพบจึงนำเสบียงกรังเข้าไปถวายแล้วประกาศ
ตนเป็นอุบาสกคนแรกที่เข้าถึงพระรัตนะสองคือพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะ
    

         ครั้นเสวยวิมุตติสุขครบ 7 สัปดาห์แล้ว พระองค์เสด็จกลับมาประทับที่ควงไม้ไทรชื่ออชปาลนิโครธอีก ทรงดำริว่าธรรม
ที่พระองค์ตรัสรู้เป็นของลึกซึ่งยากที่ผู้อื่นจะรู้ตาม ท้อพระทัยในอันที่จะประกาศธรรม แต่อาศัยที่ทรงมีพระกรุณาในหมู่สัตว์์ประกอบกับพิจารณาทราบชัดถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 4 ประเภท อันเปรียบได้กับบัว 4 เหล่า คือ


            1. อุคฆฏิตัญญู ผู้มีปัญญาดีและมีกิเลสน้อย สามารถเข้าใจฉับพลันเพียงเพราะได้ยินหัวข้อธรรมที่ยกขึ้นแสดง เหมือน
ดอกบัวที่พ้นน้ำพอต้องแสงอาทิตย์ก็บานทันที
            2. วิปจิตัญญู ผู้มีปัญญาปานกลางและมีกิเลสปานกลาง สามารถเข้าใจธรรมได้ถ้ามีการอธิบายความให้พิสดารออกไป บุคคลประเภทนี้เปรียบได้กับดอกบัวที่อยู่เสมอน้ำพร้อมจะบานในวันรุ่งขึ้น
            3. เนยยะ ผู้มีปัญญาน้อยแต่มีกิเลสหนา สามารถเข้าใจธรรมได้ก็ต่อเมื่อมีการพร่ำสอนย้ำแล้วย้ำอีก เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำรอโอกาสบานในวันต่อๆ ไป
            4. ปทปรมะ บุคคลไร้ปัญญา เรียนหัวข้อธรรมได้บ้างแต่ไม่อาจเข้าใจความหมายของคำ เปรียบได้กับดอกบัวที่เพิ่งงอกขึ้นใหม่ ยังอยู่ในโคลนตม มักจะตกเป็นอาหารของปลาและเต่า
             ในจำนวนบุคคล 4 ประเภทนี้ สามประเภทข้างต้นยังเป็นผู้ที่พระองค์พอจะสอนให้ตรัสรู้ตามได้ ทรงพิจารณาเห็นดังนี้แล้วจึงตัดสินพระทัยแสดงธรรม


          ปฐมเทศนา
             เมื่อได้ตกลงพระทัยว่าจะประกาศศาสนาแล้ว ทรงนึกถึงบุคคลที่สมควรจะแสดงธรรมโปรดก่อนซึ่งจะต้องเป็นประเภท
ดอกบัวพ้นน้ำ ทรงนึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ทราบว่าท่านทั้งสองสิ้นชีพแล้ว จึงตัดสินพระทัยโปรดปัญจวัคคีย์ แล้วเสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ถึงที่นั่นในเวลาเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เมื่อแรกพบพระพุทธองค์ พวกปัญจวัคคีย์แสดง
อาการไม่เคารพเชื่อฟังพระศาสดา ต่อเมื่อพระองค์ตรัสเตือนแล้วจึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในวันรุ่งขึ้นมีชื่อว่าธรรมจักกัปปวัตตนสูตร พระสูตรนี้เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกจึงมีความหมายมาก เพราะถ้าหากไม่มีใคร
สามารถเข้าใจได้ก็จะทำให้พระองค์ท้อพระทัยไปว่า พระธรรมนั้นลึกซึ้งเกินกว่าคนทั่วไปจะหยั่งถึง ฉะนั้น เมื่อท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบันในเวลาจบเทศนา พระพุทธองค์จึงเปล่งอุทานว่า “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” (ท่านผู้เจริญ! โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ) เพราะอุทานนี้ท่านโกณฑัญญะจึงมีชื่อเพิ่มขึ้นว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ท่านได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในวันนั้นเอง พระองค์ทรงบวชให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยเปล่งพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด (เอหิ ภิกฺขุ) ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด” ท่านอัญญาโกณฑัญญะสำเร็จเป็นพระภิกษุด้วยพระวาจานี้ ท่านเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา


             อีก 4 วันถัดมาปัญจวัคคีย์ที่เหลือได้บรรพชาอุปสมบททั้งหมดในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 9 พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรโปรดพระปัญจวัคคีย์จนทั้ง 5 ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นับว่ามีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6 องค์รวมทั้งพระ
พุทธเจ้า

 

ตลอดระยะเวลา 45 พรรษาหลังตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาในสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (พรรษาที่ 1) พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ (พรรษาที่ 2–4) และทรงประทับจำพรรษาที่วัดเชตวันมหาวิหารกับบุพพาราม เมืองสาวัตถีมากที่สุดรวมถึง 25 พรรษา

 

ช่วงพรรษาแรกถึงพรรษาที่ 20

  • พรรษาที่ 1: ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (โปรดปัญจวัคคีย์)
  • พรรษาที่ 2–4: พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์
  • พรรษาที่ 5: กูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี
  • พรรษาที่ 6: มกุลบรรพต
  • พรรษาที่ 7: สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (โปรดพุทธมารดา)
  • พรรษาที่ 8: เภสกฬาวัน เมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ
  • พรรษาที่ 9: โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี
  • พรรษาที่ 10: ป่าปาริไลยกะ (อาศัยช้างปาลิไลยกะดูแล)
  • พรรษาที่ 11: หมู่บ้านพราหมณ์เอกนาฬา แคว้นมคธ
  • พรรษาที่ 12: เมืองเวรัญชา
  • พรรษาที่ 13: จาจาลบรรพต
  • พรรษาที่ 14: นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์
  • พรรษาที่ 15: นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์
  • พรรษาที่ 16: อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี
  • พรรษาที่ 17: เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์
  • พรรษาที่ 18: มกุลบรรพต
  • พรรษาที่ 19: เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี
  • พรรษาที่ 20: เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ [1, 2, 3, 4]

ช่วงพรรษาที่ 21 ถึงพรรษาที่ 45

  • พรรษาที่ 21–45: ทรงประทับจำพรรษาสลับกันระหว่าง วัดเชตวันมหาวิหาร และ วัดบุพพาราม (ปราสาทมิคารมาตุตัปปะ) ในเมืองสาวัตถีเป็นหลัก (รวมระยะเวลานี้ถึง 25 พรรษา)
  • พรรษาที่ 45 (พรรษาสุดท้าย): บ้านเวฬุวคาม ใกล้นครเวสาลี แคว้นวัชชี (ทรงปลงอายุสังขารก่อนปรินิพพาน)

 

ก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสบอกกับพระอานนท์และสงฆ์สาวกให้พากันรู้พากันเข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

ธรรมนูญที่เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องเอามาใช้ไปพร้อม ๆ กัน

 

เรามาบรรพชาเรามาอุปสมบท เรามาเอารัฐธรรมนูญมาใช้มาปฏิบัติเพื่อให้เกิดธรรมนูญ คำว่าพระนั้นจึงได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ เพื่เอารัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดธรรมนูญ ธรรมนูญกับพระนิพพานได้แก่สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้ตรัสแก่ผู้ที่จะมาบรรพชาอุปสมบทว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อเอามาใช้เอามาปฏิบัติเพื่อเอามาทำหน้าที่ เพื่อให้เกิดเป็นธรรมนูญ

 

ธรรมนูญนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณเป็นการยกเลิกอดีต ยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ธรรมนูญนั้นจึงเป็นทางสายกลางไม่เป็นขั้วบวกขั้วลบ เป็นความดับไม่เหลือเป็นวิมุตติหลุดพ้น ผู้มาบรรพชาอุปสมบทต้องรู้ต้องเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเรานั้นจึงเน้นที่บริสุทธิคุณ

 

ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทจึงได้ยกเลิกระบบนายทุน ระบบกรรมกร นายทุนก็ยกเลิก กรรมกรก็ยกเลิก เป็นบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ พระธรรมพระวินัยนั้นถึงเป็นบริสุทธิคุณ

 

ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทต้องเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นมุ่งเป้ามาที่บริสุทธิคุณ ใจของเราทุกคนตรึกนึกคิดอะไรไม่มีใครรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่เราทุกคนรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราปกปิดคนอื่นได้แต่ไม่สามารถปกปิดตัวเองได้ ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มาบรรพชาอุปสมบทจึงพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จึงยกเลิกระบบนายทุน ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ถึงยกเลิกระบบกรรมกร คำว่ากรรมกรต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรมต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจว่าเราต้องยกเลิกระบบนายทุน เราต้องเอากายวาจากิริยามารยาทเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติเพื่อมาเสียสละ การเสียสละนั้นจึงเป็นการก้าวไปด้วยบริสุทธิคุณ เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการที่หยุดอยู่นั้นคือเราไม่ได้ไป

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละแล้วเราจะก้าวไปไม่ได้ เพราะการเสียสละเท่านั้นถึงจะเป็นการก้าวไป เราอาศัยธรรมนูญก้าวไปด้วยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่

 

คำว่ายานเราต้องรู้ต้องเข้าใจคำว่ายาน คำว่ายานก็ได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นคือยาน ยานนั้นคือการเสียสละ ยานนั้นคือพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อจะก้าวไปสู่ธรรมนูญ

 

ด้วยเหตุผลนี้ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมพระวินัย พระองค์ได้ทรงตรัสถามสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระภิกษุสงฆ์มีความเห็นว่าสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ใช่สิกขาบทหลัก สงฆ์สาวกมีความรู้ความเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยเป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรมเพื่อหยุดวัฏฏสงสาร จึงได้มีความเห็นว่าไม่มีสิกขาบทเล็กน้อยที่ไหนที่จะต้องตัดออก สงฆ์สาวกจึงไม่ได้ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิกถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น

 

การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 1 (ปฐมสังคายนา) จัดขึ้นเมื่อหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน พระอานนท์และพระอุบาลีเป็นผู้รวบรวมพระธรรมและพระวินัย มีพระอรหันต์เข้าร่วม 500 รูป และมีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์

 

พระมหากัสสปะได้ตรัสถามพระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูปว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวว่า ถ้าพระภิกษุมีความเห็นว่าสิกขาบทเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่สิกขาบทหลักขัดกับวิถีชีวิตก็พึงเพิกถอนสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นได้ พระอรหันต์ขีณาสพ ๕๐๐ รูปมีความเห็นพร้อมเพรียงกันหลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ไม่ให้เพิ่มไม่ให้ตัดในสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น

 

เพราะสิกขาบทเล็กน้อยใหญ่เน้นไปยังบริสุทธิคุณ เพื่อความสำรวมเพื่อความระวังไม่ตั้งอยู่ในความประมาท จึงไม่สมควรที่จะเพิ่มและตัดในสิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น

 

พระธรรมพระวินัยพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพให้เรารู้ให้เราเข้าใจ พระธรรมจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยพระวินัย พระวินัยถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดพระธรรม

 

พระพุทธศาสนาจะเกิดได้ต้องอาศัยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ด้วยเหตุผลนี้พุทธบริษัทต้องพากันมารู้มาเข้าใจ

 

เรามาบรรพชาอุปสมบทเป็นสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย

 

 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าเธอทั้งหลายจงพากันประพฤติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดพระธรรม

 

 วัฏฏสงสารนั้นจะหยุดลงได้ก็เนื่องมาจากพระธรรมเนื่องมาจากพระวินัย พระธรรมพระวินัยจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดวัฏฏสงสาร

 

การเวียนว่ายตายเกิดจะหยุดลงก็เพราะเหตุเพราะปัจจัยพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้หยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้รู้ให้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่หยุดเวียนว่ายตายเกิด

 

ในคืนวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสกับพระอานนท์และภิกษุทั้งหลายว่า พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลายจงพากันรู้จงพากันเข้าใจ

อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า “ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดา ล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา” ดังนี้.

อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น.

อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักต้องมีตน เป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่เอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ;  เป็นอยู่

อานนท์! ภิกษุพวกใดเป็นผู้ใคร่ในสิกขา, ภิกษุพวกนั้นจักเป็นผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุดแล

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เราทุกคนต้องพากันเข้าใจ มุ่งเป้ามายังตัวเราที่ตัวเรา

 

เราทุกคนมาคิดด้วยปัญญาว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญพุทธบารมีใช้เวลายาวนานหลายล้านชาติหลายล้านปี ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์ แล้วออกเผยแผ่พระธรรมเทศนา เผยแผ่พระธรรมพระวินัยเพื่อให้ประชาชนให้มหาชนได้รู้ได้เข้าใจ ทำไมไม่เสวยวิมุตติสุขให้มากกว่านั้น เพราะเหตุผลว่าวิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นความดับไม่เหลือซึ่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเพียงเสวยวิมุตติสุขอยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้นเพื่อจะไม่ได้เสียเวลาในการทำพุทธกิจในการทำหน้าที่ พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็ประพฤติก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ออกเผยแผ่ออกทำศาสนกิจที่เป็นกิจของพระอรหันต์

 

วิมุตติสุขความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนั้นจึงยกเลิกระบบนายทุนระบบกรรมกร

 

พระธรรมพระวินัย จึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา การที่ทำหน้าที่ของตัวเองด้วยบริสุทธิคุณจึงเป็นการหยุดภพชาติหยุดสัญชาตญาณที่เป็นอวิชชาเป็นความหลงด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ มีฉันทะมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ ว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นมันเป็นโซเชียล ว่าสิ่งเหล่านี้มันคือกระแส เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้หยุดโซเชียลเราจะได้หยุดกระแส ไม่ไปตามโซเชียลไม่ไปตามกระแส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ปัจจุบันเราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องเอาพระธรรมพระวินัยเอามาใช้มาฏิบัติมาทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เหตุรู้ปัจจัยว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เราจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าเราทุกคนนั้นต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาดนั้นคือความเสียหาย จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนนั้นจะเอาความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนที่เป็นวัฏฏสงสารนำการประพฤตินำการปฏิบัตินั้นไม่ได้ เรามาเอาธาตุทั้ง ๔ เอาขันธ์ทั้ง ๕ เอาอายตนะภายนอกภายในมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ด้วยอาศัยพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อให้เกิดธรรมนูญ

 

เราทุกคนต้องหยุดสัญชาตญาณของตัวเองให้ได้ ด้วยอาศัยพระธรรมอาศัยพระวินัย พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

เรามาบรรพชามาอุปสมบทเพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตนเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นวัฏฏสงสารที่เป็นตัวเป็นตน

 

พระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าอยู่ภายนอกนั้นได้แก่สิ่งภายนอก ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมุ่งเป้ามายังพระธรรมมายังพระวินัย ที่ไหนมีธรรมมีวินัยที่นั่นจะไม่มีเรา พระธรรมพระวินัยนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกเราให้หยุดเรา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้มุ่งเป้ามายังพระธรรมพระวินัย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

พระธรรมพระวินัยนั้นจึงได้ยกเลิกระบบนายทุนจึงได้ยกเลิกระบบกรรมกร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้มายกเลิกเรื่องทาสเรื่องชาติชั้นวรรณะ ไม่มีชาติไม่มีวรรณะ มีแต่พระธรรมมีแต่พระวินัยในการทำหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัยจึงได้ยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน การยกเลิกตัวตนนั้นจะเป็นการหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันก็ย่อมว่างจากตัวจากตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนเข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ว่างจากนิติบุคคลว่างจากตัวว่างจากตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเป็นนายทุน เราลงทุนเรียนหนังสือเราลงทุนทำงานเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เราต้องรู้เข้าใจ เราเป็นนายทุนเราก็ต้องถอนทุน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโปรแกรเมอร์สีเทาสีดำสีสกปรก

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเป็นการหยุดขั้วบวกขั้วลบ ความไม่รู้ไม่เข้าใจมันเป็นขั้วบวกขั้วลบเป็นความไม่สงบ เป็นสงคราม สงครามในตัวไม่รู้ เป็นสงครามภายนอกภายในขยายวงกว้างไปยังครอบครัวหมู่บ้านตำบลอำเภอจังหวัดเมืองหลวง สงครามต่างประเทศสงครามโลก สงครามนั้นคือความไม่สงบ สงครามนั้นเป็นขั้วบวกขั้วลบ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ความรู้ความเข้าใจนั้นจึงไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนความจำนั้นก็จะหลงลืมเพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจว่าความทุกข์นั้นมันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้น ถ้าเรารู้เราเข้าใจแล้วจะไม่มีความทุกข์อะไร ความรู้ความเข้าใจนั้นจะหยุดความทุกข์ อย่างเราคิดดี ๆ มันก็ดีอยู่แล้วมันไม่มีชั่วเราจะไปเอาอะไรอีก อย่างเราพูดดี ๆ อย่างนี้มันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่วจะไปเอาอะไรอีก อย่างเรากิริยามารยาทดีมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่วจะไปเอาอะไรอีก อย่างเราอาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวตนมันก็ดีอยู่แล้วไม่มีชั่วจะไปเอาอะไรอีก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าความหวังนั้นมันคือความผิดหวัง ถ้าเรามีความหวังก็ต้องผิดหวัง

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้เข้าใจจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา จะได้เอาปัญญานั้นมามีความสุขในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าวาระต่าง ๆ นั้นมีอยู่เพียงวาระเดียว ไม่มี ๒ วาระ ถ้าใจของเราอยู่กับอดีตมันก็คืออดีตไม่มีวาระอื่น เมื่อใจของเราอยู่กับอนาคตมันก็อยู่กับอนาคตไม่มีวาระอื่น ถ้าใจของเราอยู่กับปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ถ้าใจของเรายกเลิกตัวยกเลิกตนพระนิพพานก็อยู่ที่ปัจจุบันนั่นแหละ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้เหตุรู้ปัจจัยเพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้าเรารู้เข้าใจ เอาพระธรรมพระวินัยมาทำหน้าที่เพื่อหน้าที่นั้นจะได้หยุดกระแสจะได้หยุดโซเชียล คำว่าหยุดนั้นก็เป็นเพียงวาระเดียว คำว่าก้าวไปนั้นก็เป็นวาระเดียว

 

อย่างเรามีความสุขกับการเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ความทุกข์นั้นก็ไม่มีเพราะเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

พระธรรมพระวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจเพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ เราจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาที่เก่าที่เดิม

 

พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทอาศัยพระธรรมพระวินัยเพื่อไปหยุดสัญชาตญาณ หลวงปู่มั่นภูริทัตโตท่านเกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๓

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. 2413-2492) เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานสายพระป่าที่มีชื่อเสียงในฐานะแม่ทัพธรรม ท่านได้ประพฤติได้ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยของเถรวาท  

 

ท่านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี ท่านปฏิบัติตามพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่อย่างเคร่งครัดไม่เคร่งเครียด ท่านปฏิบัติตามพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขีณาสพที่มีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใส ท่านรักษาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เน้นมายังใจมายังบริสุทธิคุณ

 

ท่านพระอาจารย์ชา สุภัทโท ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเดินตามรอยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินตามรอยของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 

หลวงปู่มั่นท่านนอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๔ ทุ่มตื่นตี ๒ กลางวันตื่นอยู่นี้ทำความเพียร

 

พระอาจารย์ชา สุภัทโท ท่านรักษาพระธรรมพระวินัย เน้นความบริสุทธิคุณที่ใจ ท่านนอนพักผ่อนจำวัดเวลา ๓ ทุ่มตื่นตี ๓ กลางวันทำความเพียร

 

พระกัณหา สุขกาโม ได้เคยอยู่ปฏิบัติอยู่กับท่านพระอาจารย์ชา สุภัทโท ได้เอาปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ชา สุภัทโทเอามาใช้เอามาประพฤติปฏิบัติ ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน พระอาจารย์ชานั้นท่านเอาสิกขาบทน้อยใหญ่มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ ท่านบอกกับพระภิกษุสามเณรว่าผมนี้แหละบอกสอนประพฤติปฏิบัติตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกสอนพวกท่านนั้นเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องมุ่งเป้ามายังตัวเรา

 

เราทุกคนทุกท่านเรามาเอาปฏิปทาของหลวงปู่มั่น เรามาเอาปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ชาเป็นตัวอย่างเป็นแบบอย่าง เน้นความบริสุทธิ์มายังผู้ประพฤติมายังผู้ปฏิบัติ ไม่เอาพระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดความเห็นความเข้าใจว่าการประพฤติการปฏิบัตินั้นค่อยเป็นค่อยไป พระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ของพระอาจารย์ชา สุภัทโท ความคิดอย่างนั้นย่อมไม่มีสำหรับหลวงปู่มั่น สำหรับท่านพระอาจารย์ชา ความคิดความเห็นว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนั้นเป็นความผิดพลาดถึง ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์เลยนะ

 

ท่านให้เน้นบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่ ให้ถือเหตุปัจจัยว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างนิพพานกับวัฏฏสงสาร ไม่มีการลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติในการทำหน้าที่

 

เพื่อหยุดตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจพระธรรมในพระวินัยในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ท่านให้ความรู้ความเข้าใจว่าปัจจุบันเราต้องหยุดวัฏฏสงสารด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบันไม่ใช่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระอรหันต์ขีณาสพเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบันไม่ใช่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ผู้ที่บรรลุพระอรหันต์พร้อมกับละสังขารนั้นมีน้อยมากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วไม่กี่เปอร์เซ็นต์

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ต้องเอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติ พระธรรมนั้นถึงจะเกิดได้ ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งหลายจะเป็นเพียงนักปรัชญาหรือเป็นเพียงนักจิตวิทยาเท่านั้น

 

มีคำถามว่า ประพฤติปฏิบัติเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ประพฤติปฏิบัติเหมือนพระอาจารย์ชา สุภัทโท เราทุกคนจะไม่เครียดเหรอ ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีสุขมีเอกัคคตามีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ความเครียดมันจะมาจากไหน

 

ในปัจจุบันปี ๒๕๖๙ เอไอทางวิทยาศาสตร์ได้ก้าวไปไกลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เอไอทางจิตใจต้องก้าวไปด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจมาใช้งานพร้อม ๆ กัน

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ด้วยปัญญา ถ้าเราเอาแต่ทางวัตถุเอาแต่เอไอทางวิทยาศาสตร์ก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราเอาแต่ทางจิตใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้นก็ย่อมแก้ปัญหาไม่ได้ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กันถึงจะแก้ปัญหาได้

 

ทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องก้าวหน้า ทางจิตใจก็ต้องทันสมัย ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

ทรัพยากรของโลกนี้ไม่มีการขาดแคลนด้วยเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ โลกนี้ย่อมไม่ขาดแคลนด้วยเอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราพากันมารู้มาเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่จะต้องเอาวินัยกับธรรมะมาใช้งานไปพร้อม ๆ กัน

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าเราต้องรู้เข้าใจในเรื่องกรรมเรื่องกฎแห่งกรรมผลของกรรม เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้นต้องเอามาใช้อยู่ที่ปัจจุบัน เอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิต้องเอามาใช้อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราทุกคนจะเอาความรู้สึกนำชีวิตไม่ได้ ต้องเอาเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เอาเอไอที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิเพื่อจะได้ผ่านโซเชียล เพื่อจะได้ผ่านกระแส เพื่อก้าวล่วงไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะนี้คือเหตุคือปัจจัย นี้คือความก้าวไปด้วยเหตุด้วยปัจจัย

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เรามาคิดดูดี ๆ ถ้าเราไม่เอาเอไอเป็นปัญญาประดิษฐ์เราจะแก้ปัญหาไม่ได้ แก้ไม่ได้ มีแต่จะสร้างปัญหา ถ้าเราไม่เอาเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิจะแก้ปัญหาได้ไหม ก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ มีแต่จะสร้างปัญหา

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ นะ ตั้งแต่ยังไม่ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ปัญหานี้มีน้อยกว่านี้ ผู้ที่เรียนผู้ที่ศึกษานั้นไม่รู้ไม่เข้าใจ เรียนศึกษาเพื่ออัตตาเพื่อตัวเพื่อตน มีแต่ปัญหา มีแต่เพิ่มปัญหา การเรียนการศึกษาที่เป็นเอไอนั้นถูกต้องแล้ว ต้องเอาเอไอทางจิตใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิไปพร้อม ๆ กัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ที่ไหนมีปัญญาที่นั้นต้องมีความสงบ ที่ไหนมีความสงบที่นั้นต้องมีปัญญา ความสงบและปัญญาจะแยกกันไม่ได้ ต้องอยู่คู่กันไป

 

เอไอทางวัตถุ เอไอทางจิตใจ ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน ถ้าเราจะเอาในเรื่องจิตเรื่องใจเราพากันคิดดูดี ๆ นะว่าเวลาทานอาหารทำไมถึงไม่คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่จิตที่ใจ ทำไมถึงทานอาหาร ทำไมถึงฉันภัตตาหาร

 

ด้วยเหตุผลนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชให้พสกนิกรชาวไทยรู้เข้าใจ ให้เอาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นทางสายกลาง เพื่อจะได้มีความสงบและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน จะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราต้องรู้เข้าใจอยากให้มันมากมันก็ไม่มาก อยากให้มันน้อยมันก็ไม่น้อย ความสงบและปัญญาต้องเป็นปฏิปทาไปพร้อม ๆ กัน

 

ปัญหาทั้งหลายจะจบได้ด้วยความสงบและปัญญาที่เป็นปฏิปทาไปพร้อม ๆ กัน ความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นวิมุตติสุขอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้ พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป จึงมีความเห็นว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรายกเลิกขั้วบวกขั้วลบ จะเป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอเป็นความพอดี

 

ทุก ๆ คนเน้นที่บริสุทธิคุณให้เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นต้องเป็นพระนิพพาน ความรู้ต้องคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่มีการเพิ่มและการตัด

 

เราทุกคนพากันมาเน้นหน้าที่ยังบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณนั้นไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ เป็นความสงบเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

รู้เข้าใจปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นได้แก่พระนิพพาน พระนิพพานนั้นถึงอยู่ทุกหนทุกแห่งที่เราเอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจพร้อมทั้งทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นเป็นความสงบและปัญญา

 

เรามารู้มาเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย พระนิพพานนั้นถึงได้แก่พระธรรมได้แก่พระวินัย กายวิเวกได้แก่ยกเลิกตัวตน วาจาวิเวกได้แก่ยกเลิกตัวตน กิริยามารยาทวิเวกได้แก่ยกเลิกตัวตน อาชีพวิเวกได้แก่ยกเลิกตัวตน ตัวตนนั้นแหละคือความไม่วิเวก ที่ไหนมีตัวมีตนที่นั่นแหละคือที่ไม่สงบคือที่วิเวก ที่ไหนรู้เข้าใจอาศัยพระธรรมพระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณยกเลิกตัวตน นั่นแหละคือนิโรธคือความดับทุกข์

 

ด้วยเหตุผลนี้ในการที่เราได้มาร่วมรวมกันมาทำความเข้าใจในเรื่องปัญหาจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา มาเข้าใจเรื่องวิกฤตจะได้เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส

 

เรามารู้มาเข้าใจคำว่าความเมตตา ความเมตตากับปัญญาเราต้องเอามาใช้พร้อม ๆ กัน เราไม่เอาพระธรรมพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่เราจะเป็นผู้ที่มีเมตตาได้อย่างไร เราไม่คิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ เราไม่ยกเลิกตัวตนเราจะชื่อว่าเป็นผู้มีเมตตาต่อตัวเราได้อย่างไร  เมื่อตัวเราก็ยังไม่มีเมตตาแล้วเราจะเมตตาแก่ผู้อื่นได้อย่างไร

 

เราจะชื่อว่าเราจะเป็นผู้กตัญญูกตเวทีได้อย่างไร พ่อแม่ได้แก่ดีเอ็นเอที่เป็นธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖นี้ได้แก่พ่อได้แก่แม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าเราต้องเป็นผู้กตัญญูกตวที  ความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นสมมติของผู้ดีเป็นสมบัติของคนดี เราต้องรู้จักคำว่ากตัญญญูกตเวที พ่อแม่บรรพบุรุษได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ เราเอาวัฏฏสงสารที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนจะชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวทีได้อย่างไร เพราะเราไม่มีปัญหาก็ไปสร้างปัญหา ไม่มีเรื่องก็ไปสร้างเรื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้เป็นคนกตัญญูกตเวทีไม่ไปตามโซเชียลไม่ไปตามกระแส อาศัยพระธรรมพระวินัย มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่เพื่อความกตัญญูกตเวที

 

เราคิดดูดี ๆ ธาตุขันธ์อายตนะที่เป็นดีเอ็นเอของพ่อแม่บรรพบุรุษต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจของความไม่เข้าใจ

 

เราพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าเราเมตตาตัวเองหรือว่ากำลังทำร้ายตัวเอง เราพากันนอนพักผ่อนจำวัดกลางคืนคืนละ ๕ ชั่วโมง กลางวันพักผ่อนก็ไม่เกิน ๑ ชั่วโมง พากันยกเลิกการใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะการมีโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นการนำภัยภายนอกมา นำภัยภายในออกไปนั้นมันเป็นโซเชียลเป็นกระแส

 

เรามาบรรพชาอุปสมบท เราต้องหยุดภายนอกภายในด้วยการยกเลิกภายนอกภายใน เพื่อไม่เอาสิ่งภายในออกเอาสิ่งภายนอกเข้ามา

 

โทรศัพท์มือถือนั้นเป็นทั้งคุณเป็นทั้งประโยชน์สำหรับนักบวชแล้วปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างการหยุดกับการไป ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องหยุดตัวเองให้ได้ ให้เราเข้าถึงพระนิพพานด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ปัจจุบันเวลาเราตื่นอยู่นี้เราเจริญสติสัมปชัญญะให้รู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อจะสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ จะได้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราสมบูรณ์ เอาปัญญากับความสงบเดินทางไปพร้อม ๆ กัน ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปโดยธรรมชาติ

 

เรามีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ เราทุกคนต้องเจริญสติสัมปชัญญะ เน้นการเสียสละ ให้เอากายวาจากิริยามารยาทที่เป็นความสงบและเป็นปัญญา เพื่อให้เป็นปฏิปทาเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เอาสมาธิมาเป็นปัญญาทำงานไปพร้อม ๆ กัน อย่าพากันมีความเป็นอยู่ด้วยการไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะพระธรรมพระวินัยจะเกิดได้อย่างไรเพราะเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความสงบและปัญญานั้นต้องเป็นพื้นเป็นฐานเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ

 

สติปัฏฐานทั้ง ๔ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม ต้องมีอยู่กับเราอยู่ที่ปัจจุบัน ที่ไหนมีสติปัฏฐานที่นั้นจะเป็นพระนิพพานอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะสติปัฏฐานทั้ง ๔ นิวรณ์ทั้ง ๕ อคติทั้ง ๔ นั้นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเรามีสติปัฏฐาน เรามีความสงบและปัญญา สติปัฏฐานนั้นจะเป็นออกซิเจนจะเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน จะเป็นการถ่ายเทความทุกข์ จะเป็นการถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป

 

เรามีสติสัมปชัญญะเราทุกคนจะมีความสุขมีความอบอุ่นมีความไม่ว้าเหว่ ที่ไหนไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะที่นั้นจะไม่มีความสุขจะไม่มีความอบอุ่นจะมีความว้าเหว่ เพราะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ

 

การได้เอาพระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็๗พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรยายเพื่อให้รู้เพื่อให้เข้าใจก็สมควรแก่กาลเวลา จึงได้จบการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื้อหาสาระใจความทั้งหมดสรุปลงในความไม่ประมาท โอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความสมบูรณ์จบลงด้วยความไม่ประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ย้ำเตือนพวกเราทั้งหลายก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานที่เป็นปัจฉิมโอวาทท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเย็นวันจันทร์ที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 132,150