๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒๑ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร
ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม
ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง เข้าใจให้ถูกต้องเราถึงจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายในนี้ไม่ใช่เรา เราทุกคนต้องรู้ว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายในนี้ไม่ใช่เรา รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ไม่ใช่คนอื่น เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ สิ่งภายในก็ไม่ใช่เรา สิ่งภายนอกก็ไม่ใช่คนอื่น นี้เป็นเพียงเป็นเพียงปัจจัย ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเป็นวัฏฏสงสาร
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจเพื่อเราทุกคนจะได้ยกเลิกเรา เพื่อเราทุกคนจะได้ยกเลิกคนอื่น
ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนรู้เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจแล้วการปฏิบัตินั้นจะไม่ถูกต้อง เหมือนท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า เราต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ถึงจะปฏิบัติถูกต้องได้ เพราะความผิดนั้นก็ต้องเป็นความผิดไม่ใช่ความถูก เหมือนเราทุกคนติดกระดุมลูกแรกผิด กระดุมลูกต่อไปก็ต้องผิด ปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ คำว่าเรานี้ได้แก่วัฏฏสงสาร คำว่าคนอื่นได้แก่วัฏฏสงสาร พระนิพพานนั้นจึงไม่ใช่เรา จึงไม่ใช่คนอื่น
พระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น พระธรรมพระวินัยจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น
เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้ามีเราแล้วก็ต้องมีปัญหา ถ้ามีคนอื่นแล้วก็ต้องย่อมมีปัญหา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดเราจะหยุดคนอื่น วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ถ้ามีเราก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้ามีคนอื่นก็เป็นวัฏฏสงสาร ถ้ายกเลิกเรายกเลิกคนอื่นนั้นก็เป็นพระนิพพาน
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ การปฏิบัตินั้นจึงมายกเลิกเรามายกเลิกคนอื่น ยกเลิกอดีตที่ผ่านมา ถ้าเราไม่ยกเลิกอดีตเราก็ไปไม่ได้ ถึงมีคำศัพท์ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เพื่อเอาปัญหามาเป็นปัญญา เพื่อเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส อดีตที่ผ่านมาเราทุกคนต้องละความยึดมั่นถือมั่น
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้อยู่เพียง ๗ สัปดาห์เท่านั้น เพราะวิมุตติความหลุดพ้นไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เพราะเหตุผลว่าสมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
ความรู้ความเข้าใจเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น เป็นบริสุทธิคุณ สิ่งที่ผ่านมาเป็นอดีตแล้ว เราทุกคนต้องปล่อยต้องวาง ปัจจุบันเราต้องมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องมีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติของเราทุก ๆ คน
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าให้เราทุกคนรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เราทุกคนต้องมีสติมีสัมปชัญญะเป็นเครื่องอยู่ พระนิพพานนั้นจึงเป็นความสงบและปัญญา เราทุกคนนั้นถ้ามีความสงบและปัญญาก็จะมีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน พระนิพพานนั้นจึงไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระนิพพานนี้อยู่ที่ปัจจุบัน สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดเรื่องอดีต จะหยุดเรื่องอนาคต ปัจจุบันก็จะว่างจากตัวจากตน เพราะเหตุผลว่านี้คือสติคือสัมปชัญญะ เป็นความสงบและปัญญา
การปฏิบัติของเรา เราทุกคนถึงยกเลิกอดีตทั้งหมด ยกเลิกอนาคตทั้งหมด ปัจจุบันเราก็ยกเลิกเรา ยกเลิกคนอื่น ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ถึงจะยกเลิกเรื่องอดีต ไม่วิตกกังวลในเรื่องอนาคต
ความรู้ความเข้าใจ มีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง รู้จักกระแส หยุดกระแสด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ มีฉันทะมีความพอใจ ฉันทะความพอใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นบริสุทธิคุณ ฉันทะตัวนี้ถึงไม่ใช่เป็นนิติบุคคลไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราหยุดขั้วบวกขั้วลบ เป็นการก้าวไปด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ถ้าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก้าวไปด้วยพุทธกิจ ถ้าเป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้วก้าวไปด้วยศาสนกิจ ถ้าเรายังเป็นสามัญชนเป็นปัญญาชน เป็นปัญญาประดิษฐ์ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาทางจิตใจกับทางวัตถุเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่ออบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
ปัญญาสัมมาทิฏฐิพร้อมทั้งการประพฤติพร้อมทั้งการปฏิบัติจึงไม่มีความทุกข์อะไร เพราะมีความรู้ความเข้าใจ ผู้ที่เป็นเสขบุคคล ผู้ที่เป็นปัญญาชนทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เพื่อยกเลิกเราเพื่อยกเลิกคนอื่น ถ้าเราไม่เสียสละก็ย่อมมีเราก็ย่อมมีคนอื่น
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนนั้นจะไปมีเราไม่ได้ เราทุกคนนั้นจะไปมีคนอื่นนั้นไม่ได้
เราพากันคิดดูดี ๆ ถ้ามีเรามีคนอื่นแล้วก็ย่อมมีปัญหา ปัญหานั้นอยู่ที่มีเรามีคนอื่น
ความทุกข์นั้นมาจากไหน ความทุกข์นั้นมันมาจากเรา มาจากคนอื่น สติสัมปชัญญะนั้นจึงเป็นอุปกรณ์ที่หยุดเราหยุดคนอื่น เราพากันไปปฏิบัติกันดูนะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้วเราจะไม่มีเรา เราจะไม่มีคนอื่น เพราะสติสัมปชัญญะนั้นไม่มีเราไม่มีคนอื่น รู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม สิ่งนี้ได้แก่สติสัมปชัญญะนะ ได้แก่ความสงบและปัญญา
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงอยู่ด้วยพุทธกิจ อยู่ด้วยหน้าที่ ท่านยกเลิกเรายกเลิกคนอื่น อยู่กับพุทธกิจอยู่กับหน้าที่ ด้วยเหตุผลนี้ พระอรหันต์ขีณาสพท่านถึงอยู่กับศาสนกิจอยู่กับหน้าที่ ไม่มีคำว่าเรา ไม่มีคำว่าคนอื่น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราคิดดูดี ๆ นะ ถ้ามีเราแล้วเราจะแก้ปัญหาได้ไหม ถ้ามีคนอื่นแล้วเราจะแก้ปัญหาได้ไหม มีคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ได้ มีแต่สร้างปัญหา
การอบรมบ่มอินทรีย์ของเราทุกคนต้องอาศัยพระธรรมพระวินัยเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้ เพราะข้อแม้นั้นคือความเสียหายเพราะเป็นการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
สติสัมปชัญญะที่เป็นปัญญาความสงบ ที่ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นจะหยุดสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นของเราทุก ๆ คน ที่มีข้อแม้ต่าง ๆ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่มีไว้สำหรับหยุดสัญชาตญาณ มีไว้เพื่อหยุดข้อแม้ต่าง ๆ
ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจว่าพระวินัยเป็นหลักการ เป็นอุดมการณ์อุดมธรรมเพื่อจะมาหยุดสัญชาตญาณ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าพระวินัยคือยานจะได้หยุดสัญชาตญาณ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจ พากันมายกเลิกสัญชาตญาณ พากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไม่มีความสงบและปัญญา มีใครในโลกนี้ไม่เสียสละมีสติมีสัมปชัญญะ มีคำตอบอยู่แล้วว่าไม่มี เพราะไม่เสียสละ
พุทธกิจคือการเสียสละ ศาสนกิจนั้นคือการเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละแล้วสติสัมปชัญญะนั้นก็ย่อมไม่มี
ด้วยเหตุผลนี้ เราทุกคนต้องพากันมาเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เพื่อหยุดสัญชาตญาณ หยุดวัฏฏสงสารของตัวเอง มาเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมะ กฎหมายนั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมนูญ
เราทุกคนต้องอบรมบ่มอินทรีย์ เอาพระวินัยมาใช้มาปฏิบัติเพื่อยกเลิกสัญชาตญาณ เพราะเหตุผลว่าพระวินัยเป็นเหตุปัจจัยให้หยุดวัฏฏสงสาร เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดพระนิพพาน
ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้วเพราะเรายกเลิกเรา เพราะเรายกเลิกคนอื่นความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันเรายกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนความทุกข์มันจะมาจากไหน
ถ้าเรายกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วก็จะเป็นการยกเลิกระบบนายทุน ระบบกรรมกร ตัวตนนั้นแหละมันคือนายทุน ตัวตนนั่นแหละกรรมกร เรามีตัวมีตน เรามีความยึดมั่นถือมั่นเรียกว่านายทุน กรรมกรนั้นหมายถึงเราเป็นทาสของตัวของตน เรามีตัวมีตนเราก็เป็นกรรมกร เพราะเรามีทาสของตัวของตน กรรมกรกับนายทุนก็คือคนเดียวกันนั่นแหละ
ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ เราต้องยกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเรามีตัวมีตนเราก็ไม่ใช่บริสุทธิคุณ เพราะตัวตนนั้นมันคือปัญหา มันคือเจ้าปัญหา คือเจ้าเสือร้ายคือเจ้าอันตราย มันเป็นนายทุน ความไม่รู้ไม่เข้าใจจึงเป็นกรรมกร เป็นทาสของนายทุน
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ต้องพากันมายกเลิกตัวยกเลิกตน ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตนเราก็ต้องเป็นทาสเป็นกรรมกรรับใช้นายทุน
เรามาคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ หนุ่มสาวส่วนใหญ่แต่งงานกันก็ย่อมมีบุตรมีธิดา นอกจากผู้นั้นเป็นหมัน ทุกคนส่วนใหญ่ก็ย่อมมีบุตรมีธิดา
ฉันใดก็ฉันนั้น เรามีตัวมีตนก็ย่อมมีบุตรมีธิดามีลูกมีหลาน ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เพราะว่าถ้าเราติดลูกกระดุมลูกแรกผิด ลูกกระดุมเม็ดต่อไปก็ย่อมผิด
ด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนต้องรู้จักกระแส ต้องรู้จักโซเชียล ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนี้มันเป็นกระแส ถ้าเราไม่เอาพระธรรมเอาพระวินัย ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะทุกคนก็ย่อมไปตามกระแสไปตามสิ่งแวดล้อม
การเจริญสติสัมปชัญญะนี้อาศัยพระวินัยเพื่อให้เกิดพระธรรมที่เป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ เพื่อหยุดกระแส เพื่อหยุดโซเชียลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด เข้าถึงความบริสุทธิคุณ ยกเลิกเรายกเลิกคนอื่นเพื่อเข้าถึงความบริสุทธิคุณ เพื่อหยุดกระแสหยุดโซเชียล เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ ความทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะความทุกข์นั้นไม่มีอยู่ในสติไม่มีอยู่ในสัมปชัญญะ เพราะเรารู้เราเข้าใจว่าจะไปทุกข์ทำไม เรารู้จักทุกข์จะไปทุกข์มันทำไม เพราะทุกข์ทางกายมันเป็นสิ่งที่มีอยู่ สุขทางกายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ ไม่สุขไม่ทุกข์ทางกายนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ ถ้าไม่มีสุขไม่มีทุกข์ไม่มีแก่เจ็บตายพลัดพรากพระนิพพานนั้นจะมีมาจากไหน พระนิพพานนั้นมีอยู่จากความรู้ความเข้าใจ ปัญญานั้นต้องมาจากปัญหา โอกาสนั้นก็ย่อมมาจากวิกฤต
วิถีชีวิตของเรา เราต้องเอามาใช้ให้มีพระนิพพานอยู่ในวิถีชีวิต วิกฤตต้องเอามาใช้เป็นโอกาส สติสัมปชัญญะนั้นต้องเอามาใช้อยู่ที่ปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยนั้นต้องเอามาใช้อยู่ที่ปัจจุบันเพื่อพระธรรมพระวินัยนั้นจะได้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะนั่นแหละคือการเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้ให้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
พระพุทธศาสนาได้แก่พระธรรมพระวินัยเพื่อเราจะเอามาใช้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นเอไอที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ อาศัยความสงบและปัญญาเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้เพื่อเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ให้เราอาศัยพระธรรมพระวินัยมาใช้เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ อาศัยพระศาสนามาใช้มาเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
เราทุกคนจะเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นประชาชนเป็นนักบวชก็ต้องพากันมารยกเลิกตัวยกเลิกตนมายกเลิกคนอื่นนะ เพื่อเอาความถูกต้องนำชีวิต
การประพฤติการปฏิบัตินั้นของเราทุกคนไม่มีการยกเว้น ทุกคนต้องยกเลิกตัวยกเลิกตนยกเลิกคนอื่นหมด ถ้าเราไม่ยกเลิกตัวยกเลิกตน การพัฒนาเอไอการพัฒนาปัญญาสัมมาทิฏฐิจะเป็นไปได้อย่างไร มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้
การปฏิบัตินั้นถึงเป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน เพราะการยกเลิกตัวตนนั้นเป็นการติดกระดุมลูกแรกถูกต้อง การปฏิบัติของเราสิ่งที่มันเป็นได้อย่างนี้มันถึงจะแก้ปัญหาได้
ถ้าเอาตัวเอาตนอยู่นั้นพระธรรมพระวินัยความดับทุกข์นั้นมันมีไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทางสายกลางที่เป็นเอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรามีความรู้ความเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความมสุขสดชื่นเบิกบานในการทำหน้าที่
เราทุกคนต้องปฏิบัติให้ง่าย ๆ ให้สบายด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะเหตุปัจจัยที่ถูกต้องนั้นจะหยุดความไม่ถูกต้อง
คนเราถ้ามีสติสัมปชัญญะอย่างนี้ความทุกข์ก็ไม่มี
คนเราถ้ายกเลิกตัวตนมันจะมีความทุกข์อะไร มีตัวมีตนมันถึงมีความทุกข์
ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
---------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๒๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
