๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๘ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เรามารู้มาเข้าใจ เอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้เราไปเอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิตนั้นไม่ได้ ต้องเอาความรู้ความเข้าใจมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ ปัจจุบันนั้นถึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติปัญหานั้นจะได้เป็นปัญญา วิกฤตนั้นจะได้เป็นโอกาส วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ที่ปัจจุบัน เราทุกคนต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าอันไหนผิดอันไหนถูก อันไหนดีอันไหนชั่ว อันไหนไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว

 

เราอาศัยความรู้ความเข้าใจ เอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่ มามีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

เราทุกคนได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน อาศัยทรัพยากรที่เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน อาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพในการประพฤติในการปฏิบัติ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เราเป็นผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอง อาศัยพระธรรมพระวินัยเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

เราเกิดมาต้องมาพึ่งพาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราทุกคนก็ย่อมรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เราทุกคนต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องกระแสในเรื่องโซเชียล ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายในนั้นคือกระแสคือโซเชียล เราต้องรู้เราต้องเข้าใจว่านี้คือกระแสนี้คือโซเชียล

 

เพื่อจะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เพื่อเอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ

 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นคือนายทุน ลงทุนมีความหวังว่าเมื่อทำธุรกิจแล้วจะได้รับความสุข ลงทุนว่าเมื่อทำงานเสร็จแล้วจะได้รับความสุข

 

ด้วยเหตุนี้นายทุนกับกรรมกรก็คือบุคคลเดียวกันนั่นแหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจในเรื่องปัญหา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญ เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ต้องพากันรู้พากันเข้าใจในปัญหา ถ้าไม่เข้าใจในปัญหา ปัญญานั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

 

โปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจเป็นการลงทุนเพื่อตัวเพื่อตน ความไม่รู้ไม่เข้าใจนี้เป็นทาสกรรมกรรับใช้อวิชชา รับใช้ความหลง ไม่ได้เกิดจากความรู้ความเข้าใจ เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำงานเพื่อหวังผลประโยชน์ตอนแทน เราหวังผลประโยชน์ตอบแทนนั้นเรียกว่านายทุน เราทำงานเพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนเรียกว่าเป็นทาสกรรมกร

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทั้งนายทุนให้ทั้งกรรมกรให้รู้ให้เข้าใจ จะได้เข้าถึงความบริสุทธิคุณ

 

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อท่านได้ตรัสรู้แล้ว ท่านจึงเพียงเสวยวิมุตติสุขจากการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียง ๗ สัปดาห์ จากสมาธิจากสมาบัติ เพราะสมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น หากไม่ใช่พระนิพพาน ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ที่เราทุกคนพากันเสียสละ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นหน้าที่ ปัญญาสัมมาทิฏฐินี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจเพื่อเอาทรัพยากรที่เป็นมนุษย์มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้พิจารณาขบวนการของวัฏฏสงสาร วิมุตติความหลุดพ้นจากขบวนการของวัฏฏสงสาร มีความรู้ความเข้าใจว่าวิมุตติความหลุดพ้นนั้นอยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ อยู่ที่เสียสละ อยู่ที่ทำหน้าที่ เป็นการหยุดสัญชาตญาณ ด้วยเหตุด้วยปัจจัยด้วยพระธรรมพระวินัยและการทำหน้าที่

 

คำว่าพระนั้นคือผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจในการทำหน้าที่ พระนั้นจึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัยเป็นการทำหน้าที่ เราอาศัยความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจว่าวาระมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ เมื่อเรามีฉันทะมีความพอใจมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ทางจิตใจนั้นก็ย่อมไม่มีอยู่แล้ว เพราะมีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

จึงมีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าความทุกข์ไม่มี ความเครียดไม่มี เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ เราก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยในการทำหน้าที่

 

ธรรมวินัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนของเราทุกคน การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องหยุดข้อแม้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็จะเกิดการเสียหายจะเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทุกคนให้กลับมารู้มาดูจิตใจของเราเอง เรายังเอาสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนำชีวิตหรือไม่ หรือว่าเอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต เรามามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้เรื่องผิดเรื่องถูกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูกไม่ดีไม่ชั่ว เราเอาสัญชาตญาณเอาความรู้สึกที่เป็นตัวเป็นตนนำชีวิตหรือไม่

 

ทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะเอาความรู้สึกไม่ได้ เราจะเอาตัวเอาตนไม่ได้ เมื่อมีตนแล้วก็จะไม่มีพระธรรมไม่มีพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลา ๕ ปี ๕ พรรษา เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ถ้าเรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพก็ให้ปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราถึงเอาความรู้สึกนั้นไม่ได้ เราต้องรู้เข้าใจ ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นจะเป็นนิติบุคคลตัวตน ความไม่รู้ไม่เข้าใจนั้นเราจะเอาตัวเอาตนนำชีวิต ตัวตนนั้นอย่างมากก็เป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ ไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิคุณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันรู้จักปัญหา เรามีปัญหานั้นเราไม่แก้ปัญหา ปัญหานั้นจะหมดไปได้มั๊ย มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าปัญหานั้นย่อมไม่หมด ปัญหานั้นมันคือปัญหา ปัญหานั้นจะไม่มีเวลาหมด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติคือการการชิงแชมป์ ธาตุขันธ์อายตนะนั้นเราต้องรู้เข้าใจว่านี้คือการชิงแชมป์ที่จะต้องผ่าน เราต้องมารู้มาเข้าใจในเรื่องการชิงแชมป์ การซ้อมการฝึกหัดนั้นยังไม่ใช่การชิงแชมป์ การชิงแชมป์นั้นต้องเป็นผู้ที่ฉลาดรวดเร็วว่องไว

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันเราต้องฉลาดว่องไว ไม่ใช่คนเซ่อ ๆ เบลอ ๆ งง ๆ ต้องมีความฉลาดรวดเร็วว่องไว เราเอาความรู้สึกนำชีวิตก็ย่อมเป็นคนไม่ฉลาด ไม่เป็นคนรวดเร็วว่องไว เพราะเหตุผลว่าตัวตนคือคนไม่ฉลาด คือคนไม่รวดเร็วว่องไว เป็นคนเซ่อ ๆ เบลอ ๆ งง ๆ

 

ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันมามีปิติสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ให้รวดเร็วว่องไวคล่องแคล่ว เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมครอบงำจิตใจของเรา จะได้เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาวิกฤตนั้นมาเป็นโอกาส

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงต้องสง่างามด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา เพื่อให้ปฏิทาของเราได้มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ปฏิบัติถึงเป็นผู้ที่สง่างามในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดในการทำหน้าที่ ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นโลกส่วนตัว ที่เป็นโรคตัวกูของกู ตัวสูของสู ต้องยกเลิกหมด

 

เราจะมาเอาความรู้ว่าเรานี้ไม่ได้ เราจะมาเอาความรู้สึกว่าคนอื่นนี้ไม่ได้ ไม่มีเราแล้วไม่มีคนอื่นแล้ว มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ อาศัยพระธรรมพระวินัย เพื่อเป็นหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม

 

 สติสัมปชัญญะนั้นเป็นธนาคารแห่งชีวิต เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นธนาคารแห่งชีวิต เป็นความสมดุล เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความรู้ความเข้าใจที่เป็นปิติสุขเอกัคคตาสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

ความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติ ไม่อาศัยใคร เพราะเหตุผลว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ ความคิดก็ต้องคิดเอง คิดเองรู้เองปฏิบัติเอง คำพูดนี้คิดเองรู้เองพูดเอง ไม่มีใครมาพูดให้เราได้ กิริยามารยาทนี้ทำเองปฏิบัติเอง เพราะไม่มีใครทำให้ได้ อาชีพที่เรายกเลิกตัวตนไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้ เราประพฤติปฏิบัติของเราเอง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องไม่อาศัยใคร อาศัยพระธรรมพระวินัยในการทำหน้าที่ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ เพราะวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าถ้าเรายกเลิกเราทุกคนก็ปฏิบัติได้ คนที่ปฏิบัติไม่ได้ก็มีอยู่ ๒ คน ได้แก่ ผู้ที่ละสังขารวายชน์ ผู้ที่เป็นคนบ้า ๒ คนนี้ปฏิบัติไม่ได้ เมื่อเรายกเลิกเรา เมื่อไม่มีเราแล้วเราทุกคนก็ทำได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนพากันเข้าใจง่าย ๆ ไม่มีใครปฏิบัติไม่ได้ มีแต่คนตายเท่านั้นแหละปฏิบัติไม่ได้ มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละปฏิบัติไม่ได้ เราเอาตัวเอาตนนำชีวิตเรื่องถึงเป็นคนบ้าเป็นคนมีเชื้อบ้า

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้ต้องเข้าใจเราไม่ต้องอาศัยใคร ด้วยเหตุผลนี้ พระธรรมพระวินัยจึงมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ จึงมีคำกล่าวไว้ว่า พุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ เป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์

 

สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนนั้นไม่เป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์ สัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน อานิสงส์ก็ได้ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก

 

ตัวตนเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ เป็นการไหลไปตามกระแสไปตามโซเชียล เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจ

 

ทรัพยากรที่เป็นมนุษย์นี้สำคัญ ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ พระธรรมพระวินัยนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทรัพยากรของมนุษย์นี้สำคัญ พระธรรมพระวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญ สำคัญมาก ๆ สำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำคัญจริง ๆ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจในสิ่งที่สำคัญ เมื่อเรามีของสำคัญมีสิ่งที่สำคัญ เราไม่เอาของสำคัญมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ สิ่งที่สำคัญก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องมีปิติมีความสุข มีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติไม่ต้องอาศัยใคร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่อาศัยใคร พระอรหันต์ขีณาสพนั้นไม่อาศัยใคร เป็นตั้งแต่ผู้ให้เป็นตั้งแต่ผู้เสียสละ คำว่าอาศัยนี้ได้แก่ผู้ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าเราเอาความรู้สึกก็ชื่อว่าเป็นผู้ที่อาศัยความหลงเป็นเครื่องอยู่ เป็นผู้อาศัยความหลง เป็นผู้อาศัยโซเชียลเป็นเครื่องอยู่

 

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์เป็นบริสุทธิคุณ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ไม่ได้อาศัยใคร เป็นผู้หยุดสัญชาตญาณ ไม่พึ่งสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน พึ่งพุทธะที่เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

เราทุกคนลองพากันมาคิดดูดี ๆ ว่าเราพากันพึ่งอะไร เราพึ่งธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน หรือว่าพึ่งความรู้ความเข้าใจ พึ่งการเสียสละ พึ่งการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราจะได้พึ่งสติพึ่งสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขในการมีสติมีสัมปชัญญะ เพราะเหตุผลว่าสติสัมปชัญญะนั้นจะยกเลิกอดีตยกเลิกอนาคต ปัจจุบันก็ย่อมว่างจากนิติบุคคลตัวตน พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นพระรัตนตรัย เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องยกเลิกระบบทุนระบบกรรมกรด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความรู้ความเข้าใจที่จะเป็นเอไอเราเอามาใช้เอามาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อให้เอไอได้ก้าวหน้า ปัญญาจะได้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เพราะนี้คือกรรมคือกฎแห่งกรรมและผลของกรรม

 

เราทุกคนนั้นไม่ได้ไปแก้ที่คนอื่นเลย ทำหน้าที่ของตัวเอง การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงเป็นสิ่งที่ง่าย เพราะเราไม่ได้แก้ที่คนอื่น

 

การที่เราประพฤติปฏิบัติตัวเองแก้ตัวเองนั่นแหละคือการทำประโยชน์และประโยชน์ของผู้อื่นไปในตัว ทางวิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้า ปัญญาก็ว่องไว

 

ทางสายกลางนั้นถึงเป็นธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นถึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ธรรมนูญก็คือธรรมนูญ ธรรมนูญไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

 

เรามีความรู้ความเข้าใจ มีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานประพฤติปฏิบัติด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ปัญหานั้นก็ย่อมเป็นปัญญา วิกฤตนั้นก็ย่อมเป็นโอกาส มีความรู้ความเข้าใจ ไม่มีความคิดว่าเมื่อทำหน้าที่ดี ๆ เราจะได้รับรางวัล

 

มีความคิดมีความเข้าใจว่าชีวิตของเรานี้อยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อให้ศีลสมาธิปัญญาก้าวไปด้วยกัน ไม่มีความคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เพราะความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาด ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นคือผู้บริสุทธิคุณได้แก่ความวิมุตติหลุดพ้นอยู่ที่หน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราพากันพิจารณาด้วยปัญญาว่าพระอรหันต์ขีณาสพที่บรรลุธรรมพร้อมทั้งการละสังขารนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นมีน้อยมาก

 

ด้วยความเข้าใจนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้ตรัสปัจฉิมโอวาทที่เป็นโอกาสสำคัญก่อนที่เสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 145,371