๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๙ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี วาระต่าง ๆ นั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

การดำเนินชีวิตของเราทุก ๆ คนเป็นธนาคารแห่งชีวิต กายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นรายรับรายจ่าย เป็นกระทรวงการคลังแห่งชีวิต

 

เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจเพื่อจะได้เอาปัญญามาใช้ประพฤติมาปฏิบัติเป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาประดิษฐ์นั้นต้องเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกที่เป็นความเศร้าหมอง

 

ปัจจุบันเป็นกรรม จะเป็นกฎแห่งกรรมแล้วจะได้รับผลของกรรม

 

เราทุกคนพากันมุ่งเป้ามายังตัวเรา มีความตั้งใจตั้งเจตนาเหมือนดั่งภาชนะตั้งไว้ ภาชนะที่ตั้งไว้เป็นภาชนะที่ใช้งานได้ ภาชนะที่คว่ำภาชนะที่ล้มเป็นภาชนะที่ใช้งานไม่ได้

 

 ผู้ปฏิบัติเราทุกคนต้องรู้เข้าใจ การปฏิบัตินั้นต้องตั้งใจตั้งเจตนา ใจของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร แต่ตัวของเราเองรู้ว่าเราตรึกนึกคิดอะไร

 

เราทุกคนมีตัวมีตน ทุกคนก็รู้แก่ใจของตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องตั้งอกตั้งใจตั้งเจตนา

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวช คือผู้ที่ใช้ทรัพยากรของผู้อื่น ไม่ใช่ทรัพยากรของตัวเอง เราเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชใช้ทรัพยากรของผู้อื่น

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชพากันรู้พากันเข้าใจ เพราะเงินเดือนและปัจจัย ๔ นั้นเป็นของประชาชน เป็นของมหาชน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของพ่อแม่ของเราเป็นของประชาชนเป็นของมหาชน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็เป็นนิติบุคคลตัวตน ไมใช่บริสุทธิคุณ

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชต้องเป็นทรัพยากรที่เป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่เป็นทรัพยากรที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน ต้องเป็นทรัพยากรที่บริสุทธิคุณ

 

เราอาศัยตำแหน่งข้าราชการนักการเมืองนักบวชมาทำงานมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละก็ไม่สมควรที่จะเป็นข้าราชการนักการเมืองไม่สมควรที่จะเป็นนักบวช

 

พื้นฐานของเราทุกคนมาจากสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกมาจากความเศร้าหมอง ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจว่าพื้นฐานของเรานั้นมาจากสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง มาจากความเศร้าหมอง

 

ชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นธรรมนูญเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชต้องเข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ยกเลิกปัญญาที่เป็นตัวเป็นตน

 

โครงสร้างของมนุษย์ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นนิติบุคคลไม่ใช่ปัญญาที่เป็นตัวเป็นตน

 

ข้าราชการนักการเมืองการดำรงชีพมาจากภาษีอากร นักบวชนั้นมาจากศรัทธามหาชน

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชได้รับการแต่งตั้งที่เป็นสมมติสัจจะเพื่อให้ทำหน้าที่บริสุทธิคุณ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงมาจากบริสุทธิคุณ เป็นการทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อเป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นการทำงานเพื่องาน ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เพราะผู้ที่ทำงานไม่หวังอะไรตอบแทนก็ได้ผลตอบแทนอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราคิดดีก็เป็นความดี เราพูดดีก็เป็นความดี เรากิริยามารยาทดีก็เป็นความดี เราอาชีพดีที่เป็นอาชีพที่เป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่อาชีพที่เป็นตัวเป็นตนก็เป็นความดีอยู่แล้ว

 

ด้วยเหตุผลนี้บริสุทธิคุณนั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชที่เป็นบริสุทธิคุณ

 

ถ้าเรามีความคิดว่าเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชที่บริสุทธิคุณอย่างนั้นจะมีใครทำได้ปฏิบัติได้

 

ปฏิบัติไม่ได้ก็อย่าไปเป็นข้าราชการ อย่าไปเป็นนักการเมือง อย่าไปเป็นนักบวช ให้พากันรู้พากันเข้าใจ ไม่มีใครข้าราชการไม่มีนักการเมืองไม่มีนักบวชก็ยังดีกว่าความไม่มีเลย

 

เพราะเหตุผลว่างบประมาณของข้าราชการนักการเมืองนั้นมาจากภาษีอากรของประชาชน เพราะปัจจัยทั้ง ๔ นั้นมาจากศรัทธามหาชน ไม่มีพระก็อย่าให้มีโจร ให้มันเจ๊ากันไป เราไม่ต้องมีภาระกับพวกข้าราชการนักการเมืองกับนักบวช ไม่มีก็ไม่เป็นไรให้มันเจ๊ากันไป

 

ผู้เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช ตามเหตุผลแล้วทุกคนนั้นย่อมทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ปฏิบัติไม่ได้มีอยู่ ๒ ประเภท ๑.ผู้ที่ตายแล้วทำไม่ได้ ๒.คนที่เป็นคนบ้า ๒ ประเภทนี้ปฏิบัติไม่ได้

 

ผู้ที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชต้องพากันเข้าใจ อย่าพากันคิดว่าในโลกนี้เค้าทำกันอย่างนี้แหละ จริงอยู่ โลกนี้ดำเนินชีวิตด้วยสายมูสายหลงที่เป็นโปรแกรมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองที่เป็นความเศร้าหมอง

 

ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นเราต้องรู้เข้าใจ ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นต้องเป็นบริสุทธิคุณ ต้องไม่เป็นตัวไม่เป็นตน ต้องเป็นบริสุทธิคุณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นทำได้ปฏิบัติได้เพราะเราทุกคนไม่ได้ไปแก้ที่คนอื่น แก้ที่ตัวของเราเอง ไม่มีใครไปแก้ไขที่คนอื่นได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์นั้นก็ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ ข้าราชการนักการเมืองนักบวชก็ทำหน้าที่ของข้าราชการนักการเมืองนักบวช

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องแก้ที่ตัวของข้าราชการ ตัวของนักการเมือง ตัวของนักบวชเอง

 

ระบบความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพต้องเป็นบริสุทธิคุณ ด้วยเหตุผลนี้การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ไม่ใช่ปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ เพื่อเน้นมายังบริสุทธิคุณ ทำความดีเพื่อความดี

 

ด้วยเหตุผลนี้สมาธิสมาบัตินั้นจึงเป็นสถานที่พักผ่อนทางกายทางใจชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เหนื่อยก็พักผ่อน หายเหนื่อยก็เดินทาง

 

เราอาศัยสมมติสัจจะที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชมาเสียสละ ถ้าไม่เสียสละก็อย่าพากันมาเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เพราะทรัพยากรที่เราบริโภคใช้สอยนั้นเป็นของประชาชนเป็นของมหาชน ไม่ใช่ของเราไม่ใช่ของพ่อของแม่ของเรา

 

เราจะเอาเปรียบประชามหาชนได้อย่างไร ปัจจุบันนี้ข้าราชการก็มีแต่เรื่องมีแต่ราว นักการเมืองก็มีแต่เรื่องข่าวคราวเรื่องโกงกินคอร์รัปชั่น นักบวชก็มีแต่เรื่องราวข่าวที่ไม่ดี มีแต่เรื่องมีแต่ราว

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องพากันมาเข้าใจ จะไม่ได้ไปแก้ไขที่บุคคลอื่น เพราะไปแก้ที่คนอื่นนั้นมันแก้ไม่ได้ เราทุกคนต้องพากันมาแก้ที่ตัวเอง เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชก็ต้องมาแก้ไขที่ตัวเอง

 

สมมติสัจจะที่เราได้รับแต่งตั้งที่เป็นยศเป็นตำแหน่ง เราต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

ชาติศาสน์กษัตริย์นั้นจะได้ก้าวไปด้วยศีลสมาธิปัญญาของตัวเราเอง ไม่ใช่ของผู้อื่นคนอื่นต้องเป็นตัวของเราเอง

 

เราทุกคนเอาศีลสมาธิปัญญามาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่ เพราะศีลสมาธิปัญญานั้นเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นบริสุทธิคุณ เพราะเงินเดือนของเรานั้นมาจากภาษีอากรของประชาชน เพราะปัจจัย ๔ นั้นมาจากศรัทธาของประชาชน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีข้อแม้แล้วก็ย่อมเกิดความเสียหาย ก็ย่อมเกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพต้องเป็นบริสุทธิคุณ ต้องไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องเป็นบริสุทธิคุณ

 

สมมติสัจจะนั้นต้องเป็นสมมติสัจจะที่บริสุทธิคุณ ไม่ใช่สมมติสัจจะที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน สมมติสัจจะนั้นต้องเป็นสมมติสัจจะที่เป็นบริสุทธิคุณ ไม่ใช่สมมติสัจจะที่เป็นนิติบุคคลเป็นตัวเป็นตน

 

ถ้าเราเอาสมมติสัจจะเป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นก็ไม่ใช่บริสุทธิคุณ การประพฤติการปฏิบัตินั้นต้องเน้นความบริสุทธิคุณ บริสุทธิคุณทุกคนนั้นก็ย่อมรู้แก่ใจของตัวเราเอง

 

เราเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะท่านเป็นผู้บริสุทธิคุณ เราเคารพพระอรหันต์ขีณาสพก็เพราะท่านเป็นผู้บริสุทธิคุณ เรามีตัวมีตนเราจะเคารพตัวเองได้อย่างไร

 

ความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชจึงต้องเป็นบริสุทธิคุณ ยกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกที่เป็นความเศร้าหมอง

 

โลกนี้จะเป็นสแกมเมอร์สีดำสีสกปรกสีเศร้าหมองที่เป็นความเศร้าหมองนั้นเป็นสิ่งภายนอก ภายนอกเราไม่ต้องไปแก้ไข เพราะเราแก้ไขภายนอกไม่ได้ เราต้องปฏิบัติที่ตัวของเราเอง

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชผู้ที่ได้รับตำแหน่งบริสุทธิคุณ ต้องพากันทำหน้าที่ของตัวเอง ให้หน้าที่นั้นบริสุทธิคุณ

 

เราได้รับค่าตอบแทนด้วยภาษีอากรของประชาชน ด้วยศรัทธาของประชาชน

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชนั้นได้เข้าถึงความบริสุทธิคุณด้วยการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่แล้วหรือยัง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงให้นักบวชพิจารณาตนเอง ว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

 

ธรรม ๑๐ ประการที่บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ

  1. เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว (อาการกิริยาใดๆ ที่ทำให้เป็นสมณะ เราต้องทำสิ่งนั้น)
  2. การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น (ต้องอาศัยปัจจัย 4 จากศรัทธาญาติโยม จึงควรประพฤติตนให้เขาเลี้ยงง่ายและมีประโยชน์)
  3. อากัปกิริยาอย่างอื่นอันเราพึงทำมีอยู่ (กิจวัตรความประพฤติที่ดีงามอื่นๆ ที่สมณะควรปฏิบัติยังมีอีก ไม่ใช่แค่นี้)
  4. เราย่อมติเตียนตนเองได้โดยศีลหรือไม่ (สำรวจตัวเองว่ามีความบกพร่องในศีลหรือไม่)
  5. เพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนพิจารณาแล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่ (สำรวจว่าผู้รู้หรือเพื่อนพระภิกษุด้วยกันจะติเตียนความประพฤติของเราไหม)
  6. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น (ระลึกถึงความพลัดพรากเป็นธรรมดาของชีวิต)
  7. เรามีกรรมเป็นของของตน (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นทายาทรับผลของกรรมนั้น)
  8. วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ (หัวข้อตามคำถาม เพื่อเตือนสติว่าเวลาผ่านไปแล้วเรากำลังสร้างกุศลหรือทำหน้าที่สมณะอยู่หรือไม่)
  9. เรายินดีในที่สงัดหรือไม่ (สำรวจใจว่าชอบความสงบวิเวก หรือยังติดในหมู่คณะและความสนุกทางโลก)
  10. คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ (สำรวจว่าเรามีธรรมะ ญาณทัศนะ หรือคุณความดีที่จะทำให้ไม่เก้อเขินเมื่อเพื่อนพระภิกษุสอบถามในกาลภายหลัง)

 

ข้าราชการนักการเมืองนักบวชต้องพากันพิจารณาตนเองว่าเราได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้เข้าถึงบริสุทธิคุณแล้วหรือยัง สมกับเป็นที่ไว้วางใจเป็นปูชนียบุคคลแล้วหรือยัง

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเอาวงจรที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเข้าถึงคำว่าชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นบริสุทธิคุณ ให้เอาที่ปัจจุบัน เพื่อผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติที่เป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชจะได้เข้าถึงความบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ถ้าเอาวาระทางร่างกายนั้นมันนานเกิน ผู้ที่เกิดมาพัฒนาเทคโนโลยีพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กันอายุขัยอยู่ได้ร่วม ๆ ร้อยปี ถ้าเราเอาวงจรทางร่างกายนั้นมันนานเกิน เราจะไม่เข้าถึงบริสุทธิคุณ เพราะวงจรทางร่างกายนั้นมันนานเกิน

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาวงจรที่ปัจจุบัน จะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ต้องพากันคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เราคิดอย่างนี้เป็นเหตุผลให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความประมาท

 

จะได้เอาปัจจุบันที่เราเป็นข้าราชการนักการเมืองเป็นนักบวชมาใช้มาปฏิบัติมาทำหน้าที่เพื่อให้ปฏิปทาของเรานั้นได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราต้องรู้เข้าใจว่าปัจจุบันนั้นมีเพียงขณะเดียวไม่มีหลายขณะ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมีเพียงขณะเดียวอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นถึงเป็นชาติศาสน์กษัตริย์ที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ เพื่อความเป็นข้าราชการนักการเมืองนักบวชของเรานั้นจะได้เป็นบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ทางสายกลางนั้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรให้ปัญวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้เข้าใจ เพื่อให้เป็นปัญญาบริสุทธิคุณเพื่อทำหน้าที่ในวาระจิต กิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ ด้วยเหตุผลนี้คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ต้องพากันเข้าใจ จะได้เอาบริสุทธิคุณที่เป็นชาติศาสน์กษัตริย์ให้เป็นบริสุทธิคุณ

 

เอไอที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้นจะได้เป็นเอไอที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นทางสายกลาง เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ความดับทุกข์จึงมีอยู่ที่รู้เข้าใจและอยู่ที่ทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงเกิดจากเอไอที่บริสุทธิคุณ ที่ให้วัตถุก้าวหน้าปัญญาก็ว่องไว ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ  กัน

 

ยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองที่เป็นความเศร้าหมอง ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ จะได้เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เพื่อความสมดุลรายรับรายจ่าย เราจะได้เข้าถึงความสมดุลที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ท่านถึงตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอังคารที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 145,372