๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์เป็นผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

ขณะนี้เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรม ให้ทุกท่านทุกคนพากันตั้งใจฟัง ทุก ๆ คนพากันปิดโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อไม่ให้รบกวนในการบรรยายธรรมไม่รบกวนในการฟังธรรม ในศาลาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพื่อจะไม่ได้รบกวนคนอื่น อนุญาตให้บันทึกเสียงธรรมะไว้ในโทรศัพท์ได้ ไม่ให้อนุญาตให้พูดคุยกันอยู่ในศาลาเวลาแสดงธรรม ไม่ให้เดินไปเดินมาเวลาบรรยายธรรม เมื่อมีความจำเป็นจะไปห้องสุขาก็ไปได้ ให้รักษาความสงบ ผู้ที่จะรับโทรศัพท์คุยโทรศัพท์ต้องให้ห่างจากศาลาไม่น้อยกว่า ๔๐ เมตร

 

ผู้ที่นำเด็กมา เด็กที่ควบคุมตัวเองยังไม่ได้ให้ผู้ปกครองนำเด็กออกไปจากศาลาต้องการฟังธรรมะ ลำโพงขยายเสียงก็มีอยู่นอกศาลาอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรยายธรรมและการฟังธรรม

 

ให้พากันนั่งให้สบาย นั่งให้ตัวตรง ๆ อย่าไปนั่งตัวโค้งตัวงอ เพื่อเราจะได้มีสติมีสัมปชัญญะ ใจไม่สงบไม่เป็นไรให้ตัวของเราตรง ๆ ไว้ก่อน ถ้าตัวเราตรงใจของเราก็จะสงบเอง การปฏิบัติใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่กาย    ใจไม่สงบก็ให้ตัวตรงไว้ก่อนใจเราก็จะสงบเอง ใจของเรานั้นเป็นนามธรรม การฝึกใจปฏิบัติใจนั้นต้องไปปฏิบัติที่กาย ไปปฏิบัติที่วาจาที่กิริยาที่มารยาทที่อาชีพ อาศัยกายวาจากิริยามารยาทเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

เราทุกคนต้องเอาธรรมนำชีวิต ไม่เอาตัวเอาตนนำชีวิต เอาธรรมนำชีวิต การปฏิบัติต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน เอากายวาจากิริยามารยาทอาชีพเอามาใช้เอามาปฏิบัติเอามาทำหน้าที่

 

กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้เป็นอุปกรณ์ของใจ ใจต้องอาศัยกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเป็นผู้ประพฤติเป็นผู้ปฏิบัติ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงประพฤติจึงปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตก็ปฏิบัติไม่ได้ อนาคตก็ปฏิบัติไม่ได้ ปัจจุบันนั้นจึงเป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ปัจจุบันเป็นพื้นฐานของอนาคต เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนจะไปมีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนั้นไม่ได้ ถ้ามีข้อแม้แล้วก็จะเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

เราทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจว่าไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ ความรู้ต้องเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติเป็นตัวของตัวเอง ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

 

พระพุทธเจ้านั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือผู้ที่พุทธกิจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่ทำหน้าที่ของพระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่ทำศาสนกิจของพระอรหันต์

 

เราทุกคนก็เช่นเดียวกัน เราก็ทำหน้าที่ของเรา ทำหน้าที่ในกิจที่ควรทำ ยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ

 

วาระนั้นมีเพียงวาระเดียว วาระกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นมีเพียงวาระเดียว ไม่มีหลายวาระ

 

ยานในการเดินทางก็ได้แก่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ยานพาหนะนั้นจึงได้แก่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพคือยานพาหนะ

 

ใจของเราต้องอาศัยยานพาหนะได้แก่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงเป็นความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ วิมุตติความหลุดพ้นนั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ สมาธิสมาบัตินั้นเป็นเพียงสถานที่พักผ่อนทางกายทางใจชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เหนื่อยก็พักผ่อน หายเหนื่อยก็ทำงานทำหน้าที่

 

สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จึงอยู่ที่เราทุกคนรู้เข้าใจและทำหน้าที่ พระนิพพานนั้นจึงอยู่ที่ทุกหนทุกแห่ง ที่เราเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องอยู่ที่ปัจจุบัน

 

พระนิพพานนั้นจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ พระนิพพานนั้นจึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ที่ไหนเป็นปัจจุบันที่นั้นจึงเป็นพระนิพพาน ที่ไหนไม่ใช่ปัจจุบันที่นั้นไม่ใช่พระนิพพาน

 

พระนิพพานนั้นจึงได้แก่ทานศีลสมาธิปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการทำหน้าที่

 

มีคำถามว่าเราเอาธรรมนำชีวิตใจของเราจะไม่มีความทุกข์เหรอ ใจของเราจะไม่มีความเครียดเหรอ มีคำตอบว่าไม่มีความทุกข์ไม่มีความเครียดทางใจ เราทุกคนต้องรู้เข้าใจว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียว เรามีฉันทะมีความพอใจ มีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่ ความทุกข์ความเครียดทางใจนั้นจะไม่มีเลย เพราะเหตุผลว่าวาระนั้นมีเพียงวาระเดียวไม่มีหลายวาระ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่อัตตาประดิษฐ์ เป็นปัญญาประดิษฐ์

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจะยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมอง ยกเลิกความเศร้าหมอง ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นไม่ใช่ความจำเป็นความรู้ความเข้าใจ ถ้าเป็นความจำแล้วไม่กี่วันไม่กี่เดือนไม่กี่ปีความจำนั้นก็จะหลงลืม เพราะความจำนั้นเป็นเพียงสัญญาขันธ์ ความรู้ความเข้าใจแล้วจะไม่มีวันหลงลืม

 

ความรู้จะเป็นเนื้อเดียวคู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติคู่กับการทำหน้าที่ เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

อริยมรรคที่เป็นความรู้จึงคู่กับการประพฤติการปฏิบัติที่เป็นเนื้อเดียวกัน กายวาจากิริยามารยาทอาชีพจึงเป็นบริสุทธิคุณ จึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน กายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นจึงเป็นบริสุทธิคุณ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นการอบรมบ่มอินทรีย์สำหรับเสขบุคคล บุคคลประพฤติพึงปฏิบัติพึงทำหน้าที่ จึงเป็นการยกเลิกอกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทำ เพื่อให้ปฏิปทาของการประพฤติการปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงได้เน้นมายังบริสุทธิคุณ คำว่านายทุนได้แก่ลงทุนเพื่อหวังอะไรตอบแทน คำว่ากรรมกรนั้นคือผู้ที่ทำงานเพื่อหวังอะไรตอบแทน การลงทุนเพื่อหวังอะไรตอบแทนนั้นไม่ใช่บริสุทธิคุณ การทำงานเพื่อหวังอะไรตอบแทนนั้นจึงไม่ใช่บริสุทธิคุณ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพอยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงจะเป็นบริสุทธิคุณ การปฏิบัติกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนั้นต้องเป็นบริสุทธิคุณจึงไม่เป็นการลงทุนเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน จึงเป็นการทำงานเพื่อไม่หวังผลตอบแทน เพื่อให้ใจของเราเข้าถึงพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่า พระนิพพานไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ พระนิพพานนี้อยู่ในปัจจุบัน อยู่ที่หน้าที่อยู่ที่บริสุทธิคุณ ไม่ต้องการผลตอบแทน

 

ด้วยเหตุผลนี้มนุษย์เทวดาพรหมต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ทำอะไรหวังผลประโยชน์ตอบแทนมันจะเป็นกับดักที่จะให้เราติดกับของตัวเอง สิ่งที่เป็นคุณที่เรียกว่ากามคุณนั้นจะเป็นโทษ ความสุขนั้นจะเป็นโทษ

 

ด้วยเหตุผลนี้จึงมีคำศัพท์ว่าปัญญาบริสุทธิคุณ การทำหน้าที่นั้นถึงจะเป็นบริสุทธิคุณ เป็นพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ

 

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านเสด็จดำเนินจาริกไปที่ไหน ที่นั้นจึงมีแต่บริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เพราะความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติจึงเป็นวิมุตติความหลุดพ้นจากหน้าที่

 

มีคำถามว่า ผู้บรรยายเน้นให้ผู้ฟังให้เข้าใจว่าพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่หน้าที่ หมายถึงเราทุกคนเมื่อร่างกายของเราตายหมดอายุขัย ตายแล้วก็แล้วไป

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เน้นการประพฤติการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบันนั้น ท่านให้เราเข้าถึงบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางใจ ถ้าไปเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางกายนั้นมันนานเกิน เราไม่สามารถจะเข้าถึงบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบันได้

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเอาวงจรการเวียนว่ายตายเกิดทางใจ เพื่อผู้ปฏิบัติจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงจะเป็นไปได้

 

ถ้าเราคิดว่า พระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราจะเข้าถึงความบริสุทธิคุณในปัจจุบันนั้นไม่ได้

 

จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราลูบคลำในศีลในพรตในข้อวัตรข้อปฏิบัติกับการทำหน้าที่ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัตินั้นมีโอกาสจะตั้งอยู่ในความประมาทได้ ถ้าเราไม่เอาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดทางจิต ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในก็จะครอบงำใจของผู้ประพฤติของผู้ปฏิบัติ

 

การปฏิบัติเราเอาวงจรทางจิตใจ ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในที่เป็นโลกธรรมที่เป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ นั้นก็จะไม่ครอบงำใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติได้

 

ด้วยเหตุผลนี้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องเอาการเวียนว่ายตายเกิดของใจถึงจะเข้าถึงบริสุทธิคุณ ธาตุขันธ์อายตนะที่เป็นโลกธรรมเป็นนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอคติทั้ง ๔ ถึงจะไม่ครอบงำจิตใจของผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติได้

 

เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าเราเอาสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตนก็ย่อมเป็นไปตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะไปตามผัสสะ ไปตามเหตุปัจจัย เป็นอบายภูมิ ภูมิที่ไปตามกระแสไปตามโซเชียลไปตามผัสสะ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติเอาการเวียนว่ายตายเกิดทางใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะเข้าถึงบริสุทธิคุณอยู่ที่ปัจจุบัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านตรัสภพภูมิของพระอริยเจ้า

พระโสดาบัน: จะเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แบ่งย่อยได้แก่:

  • สัตตักขัตตุปรมะ: เกิดอีก 7 ชาติ
  • โกลังโกละ: เกิดอีก 2-3 ชาติ
  • เอกพีชี: เกิดอีกเพียง 1 ชาติเท่านั้น

พระสกิทาคามี (พระสกทาคามี): จะกลับมาเกิดในมนุษยโลกหรือกามภูมิอีกเพียง 1 ชาติ เท่านั้น

พระอนาคามี: จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีก หากจุติจะไปเกิดในพรหมโลกและบรรลุเป็นพระอรหันต์ที่นั่นแล้วปรินิพพาน

พระอรหันต์: ดับกิเลสและสังโยชน์ได้หมดสิ้นแล้ว จึงไม่เกิดอีกเลย เป็นชาติสุดท้าย

 

มนุษย์เทวดาพระพรหมต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อเอาปัจจุบันมาทำหน้าที่ที่มีคำว่าเหนื่อยแล้วพักผ่อน หายเหนื่อยแล้วทำงาน เป็นความรู้ความเข้าใจ ธาตุขันธ์อายตนะภายนอกภายในจะไม่ได้เป็นโลกธรรมครอบงำใจของเราทุก ๆ คน

 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนอริยสัจ ๔ ในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่น

 

เพื่อให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ธาตุขันธ์อายตนะที่เป็นกระแสที่เป็นโซเชียลที่เป็นข้อสอบอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันนั้นเป็นวาระแห่งชาติ เป็นไฟต์ของการประพฤติการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นจึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ระหว่างวัฏฏสงสารกับพระนิพพาน เอาวงจรทางใจในการเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจเป็นหลัก ไม่ให้เอาวงจรทางกาย เพราะทางกายนั้นมันนานเกิน ต้องเอาวงจรทางใจเป็นหลัก ใจของเราต้องเอาวาระทางใจ เอาการเวียนว่ายตายเกิดในวาระของใจ ไม่ให้เอาการเวียนว่ายตายเกิดในวาระของกาย

 

เราเอาวาระในการเวียนว่ายตายเกิดของกายนั้นเราทุกคนต้องยกเลิกความคิดอย่างนั้น ความคิดที่ว่าเราทำความดีเพื่อพระนิพพานอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ความคิดอย่างนี้ต้องพากันยกเลิก ความคิดอย่างนี้เป็นความคิดเห็นผิดเข้าใจผิดร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ไม่ใช่ ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นความคิดเห็นผิดเข้าใจผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ความคิดอย่างนี้ใจของเราจะเข้าถึงบริสุทธิคุณนั้นไม่ได้

 

ท่านผู้ประพฤติปฏิบัติทั้งหลาย เราต้องมุ่งเป้ามาเอาการเวียนว่ายตายเกิดทางใจ ถ้าเรายังไม่เข้าถึงพระนิพพานร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ย่อมอยู่ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ พระอริยเจ้าตามลำดับที่เป็นบริสุทธิคุณที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นจึงเป็นความบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ การปฏิบัตินั้นจึงจะเป็นการปฏิบัติครบวงจรทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่บริสุทธิคุณ

 

ใจบริสุทธิคุณนั้นเมื่อเรามีปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใจที่บริสุทธิคุณที่ยกเลิกตัวตนนั้นจะเป็นออกซิเจน มันจะเป็นการยกเลิกความทุกข์ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เป็นขยะ เป็นสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองที่เป็นความเศร้าหมอง จะก้าวไปทั้งความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงครบวงจร การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงยกเลิกสแกมเมอร์สีดำสีเทาสีสกปรกสีเศร้าหมองที่เป็นความเศร้าหมอง

 

ความรู้ความเข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติธาตุขันธ์อายตนะจะครอบงำใจของผู้ประพฤติของผู้ปฏิบัตินั้นไม่ได้

 

สติสัมปชัญญะนั้นจะได้ทำหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน ปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญาสัมมาทิฏฐินั้นจึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณของพระอรหันต์

 

ทานศีลสมาธิปัญญาที่เป็นยานที่จะต้องหยุดวงจรอวิชชาวงจรของความหลงอยู่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน

 

การประพฤติการปฏิบัติ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติจึงเน้นบริสุทธิคุณอยู่ที่ในหน้าที่อยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อหยุดวงจรเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจอยู่ที่ปัจจุบัน

 

ใจของเราทุกคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจว่าเราตรึกนึกคิดอะไร เรามีตัวมีตนหรือไม่มีตัวมีตนไม่มีใครรู้เข้าใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่นถึงให้เราเอาความบริสุทธิคุณอยู่ที่ใจ เพื่อให้ทานศีลสมาธิปัญญาได้ทำงานที่ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เอาปัญหามาเป็นปัญญา เอาวิกฤตมาเป็นโอกาส มีฉันทะมีความพอใจมีปิติมีความสุขมีความสดชื่นรู้ตื่นเบิกบานในการทำหน้าที่

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นท่านตรัสว่าทุกคนนั้นรู้เข้าใจ ทุกคนนั้นประพฤติทุกคนนั้นปฏิบัติได้ เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนที่นั้นก็จะมีพระนิพพาน ที่ไหนยกเลิกตัวยกเลิกตนที่นั้นจะมีพระนิพพาน ที่ไหนยกเลิกตัวตนที่นั้นจะเป็นบริสุทธิคุณทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ

 

พระนิพพานนั้นถึงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ที่เรายกเลิกตัวยกเลิกตน ที่ไหนยกเลิกตัวยกเลิกตนที่นั้นก็จะมีพระนิพพาน

 

ทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้ ผู้ที่ทำไม่ได้ก็มีแต่ผู้ที่ตายไปแล้ว ผู้ที่ตายไปแล้วนั้นทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ ผู้ที่เป็นคนบ้า ผู้นั้นทำไม่ได้

 

ด้วยเหตุผลนี้เราต้องพากันรู้เข้าใจว่าเราทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ การเวียนว่ายตายเกิดเราก็ยังทำได้ปฏิบัติได้ การหยุดเวียนว่ายตายเกิดด้วยการยกเลิกตัวตนเราทุกคนก็ย่อมทำได้

 

เพราะเรารู้เข้าใจว่าปัจจุบันนี้เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงตรัสว่าทุกคนนั้นทำได้ปฏิบัติได้

 

พุทธประวัติ ตอน ปัจฉิมวาจา
          ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ได้มาประชุมพร้อมกันหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุ สงฆ์ไว้อย่างนี้
               1. เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว อย่าพึงมีความคิดว่า ศาสดาไม่มีแล้ว เพราะธรรมและวินัยที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนพระองค์
               2. การร้องเรียกกันด้วยคำว่า “ อาวุโส” ในตอนนี้เป็นการเสมอกันไปทั้งแก่และอ่อน ฉะนั้น ต่อไปนี้ ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยชื่อ ด้วยตระกูล หรือด้วยคำว่า “ อาวุโส” ส่วนภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ ภันเต” หรือ “ อายัสมา”
               3. ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ในเวลาที่ตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็อนุญาตให้สงฆ์ถอดถอนได้
               4. ให้พระอานนท์ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ ด้วยการไม่ให้คณะสงฆ์ว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน และคบหาสมาคมด้วย
          จากนั้น ประทานโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ถามความข้องใจสงสัยในพระรัตนตรัย หรือแม้ในข้อปฏิบัติที่ยังสงสัยอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม แม้พระพุทธองค์จะทรงตรัสถามถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะภิกษุที่ประชุมกันอยู่ 500 รูปนี้ อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีทางที่จะได้ตรัสรู้ต่อไปในภายภาคหน้า พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไป เป็นครั้งสุดท้ายว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า
          ” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” พระโอวาทนี้จัดเป็นปัจฉิมโอวาท เป็นโอวาทสุดท้ายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พุทธบริษัททั้ง 4

พุทธประวัติ ตอน เสด็จปรินิพพาน

          หลังจากนี้พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงสงบนิ่งทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุบุพพวิหารหรือสมาบัติทั้ง 9 โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ

 

พระอานนท์ผู้นั่งเฝ้าดูอาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงถามถึงการปรินิพพานกับพระอนุรุทธะซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์มองเห็นการปรินิพพานของพระพุทธองค์ตลอดมา ตอบว่า ยังไม่ได้ปรินิพพาน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน
   

      เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหว มหาสมุทรปั่นป่วนหวั่นไหว เกิดคลื่นเคลื่อนไปไม่มีหยุด พายุพัดกรรโชกกระหน่ำเกิดความขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น

 

---------------------------------

 

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 138,704