๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒ ของเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
มนุษย์เรามีหลักการในการดำเนินชีวิต เอาทางสายกลางนำชีวิต เอาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นการทำงาน ๒ อย่าง ใจกับวัตถุไปพร้อม ๆกัน วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานภายนอก พัฒนาใจอย่างเดียว มนุษย์เราต้องเอาความสงบและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งก็ความสงบอันหนึ่งก็ปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีปัญญาก็ต้องมีความสงบควบคู่กันไป ผู้มีความสงบก็ต้องเสียสละ เพื่อปัญญากับความสงบจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน เรามารู้มาเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นเราทุกคนต้องพากันปฏิบัติเอาเอง ไม่มีใครปฏิบัติแทนกันได้
ความสุขกับความสงบนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข ๒ อย่างนี้คืออันเดียวกัน ถ้าเรามีสติเราก็ย่อมมีสัมปชัญญะ เรามีสัมปชัญญะเราก็ย่อมมีสติ เพราะสติกับสัมปชัญญะนั้นคืออันหนึ่งอันเดียวกัน
เราต้องพากันรู้เข้าใจ ถ้าเรามีความสุขในการทำงานอย่างนี้เราก็มีความสงบ มันเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี ๒ อย่างนี้มันคนละอย่างนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เราอย่าไปอยากทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดีอยากเป็นคนมีปัญญา ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการเสียสละการทำหน้าที่
เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเราเอง เน้นที่ใจที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ความสุขนั้นคือไม่มีความทุกข์ มีความสุขในการทำงาน งานนั้นก็ย่อมเป็นพระนิพพาน มีความสุขในการรักษาศีล ศีลนั้นก็เป็นพระนิพพาน มีความสุขในการทำสมาธิ สมาธินั้นก็เป็นพระนิพพาน มามีความสุขในการเจริญปัญญา ปัญญานั้นก็เป็นพระนิพพาน เพราะเป็นความสุขที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ
พระนิพพานต้องอยู่กับเราในปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตทั้งหลายก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐาน ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ เราก็มีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน
มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเมตตาตรัสว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัย ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข การประพฤติการปฏิบัติของเราองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านว่าให้เราเอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง
ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะไม่ได้ไปตามความปรุงแต่ง จะไม่ได้ไปตามความหลง จะไม่ได้ไปตามผัสสะ เราทั้งหลายจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ไม่ได้เอาความปรุงแต่งนำชีวิต พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าเรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ มีความสุขในการรักษาศีลประพฤติปฏิบัติธรรม เราก็มีพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนี้นะ ไม่ใช่อยู่ที่เบื้องหน้าในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ
ให้เราทุกคนรู้เข้าใจ เราจะไปเอาความหลงนำชีวิต เอาความฟุ้งซ่านนำชีวิตนี้ไม่ได้ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละให้มาก ๆ เพื่อความสมดุลระหว่างความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน ปัจจุบันเป็นทั้งรายรับรายจ่ายให้เรารู้ให้เราเข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นรายรับรายจ่ายนะ จะเป็นความพอดีเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เป็นความพอดี เป็นความพอเพียงเพียงพอ
พระนิพพานมีอยู่กับเราทุก ๆ คน ทุกชาติทุกศาสนา เพราะพระนิพพานนั้นมันเป็นเรื่องสากล เช่น ความแก่ ความเจ็บความตายความพลัดพรากนี้เป็นสากล ความร้อนความหนาวความสุขความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์มันเป็นสากล พระนิพพานอยู่ที่รู้เข้าใจ อยู่ที่มีความสุขมีปิติมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่
มีผู้ที่มีความลังเลสงสัยว่าการประพฤติการปฏิบัติธรรมนั้นทำไปถึงไหนถึงจะได้หยุดการประพฤติการปฏิบัติธรรม ให้ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติทั้งหลายรู้เข้าใจ การปฏิบัติธรรมนี้เปรียบเสมือนลมหายใจนี้แหละ เมื่อเรามีลมหายใจอยู่เรามีลมปราณอยู่ เราต้องประพฤติต้องปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นพระนิพพานที่คิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
การประพฤติการปฏิบัติธรรมเป็นคู่ชีวิตเป็นคู่ของลมปราณ เพราะเป็นความสุขไม่มีความทุกข์อะไร มีแต่ความสุขเกิดขึ้น ความสุขตั้งอยู่ ความสุขดับไป นอกจากความสุขไม่มีเลย จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือสติคือสัมปชัญญะ เป็นความดับทุกข์ของเราทุก ๆ คน เมื่อเรายกเลิกความทุกข์แล้ว ยกเลิกอย่างไรความทุกข์น่ะ ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ อันไหนไม่ดีไม่คิดอันนี้เรียกว่าไม่ตรึกในกามไม่ตรึกในพยาบาท อันนี้ไม่ดีไม่พูดไม่ทำ กิริยามารยาทอันไหนไม่ดีน่ะไม่แสดงออก อาชีพที่เบียดเบียนคนอื่น สัตว์อื่น นี้มันเป็นอาชีพที่ไม่ดี เราจะไปเอาความสุขจากการเบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่นนั้นไม่ได้ เราเกิดมาเราต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ
เราดูตัวอย่างแบบอย่างขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ให้เป็นผู้เสียสละ ตลอดกาลตลอดเวลา อมตะตลอดกาลในการเสียสละ วันหนึ่งคืนหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง พระองค์ทรงพักผ่อนให้สรีระร่างกายวันละ ๔ ชั่วโมง เพื่อสรีระร่างกายน่ะ เสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวาอินทร์พรหมมารสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วเป็น ๒๔ ชั่วโมง
เราต้องมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดว่าการที่เรามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละมันจะดับทุกข์ได้อย่างไร การที่เรามาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้เสียสละนี้แหละถึงจะดับทุกข์ได้
เรามาคิดดูดี ๆ นะ ผู้ที่เป็นคนรวยถ้าไม่มีความสงบมันก็ดับทุกข์ไม่ได้เพราะมันฟุ้งซ่าน ผู้ที่เป็นคนจนก็ยิ่งทุกข์ทวีคูณ ทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ ชีวิตที่เป็นผู้ให้ถึงเป็นชีวิตที่รู้เข้าใจในอริยสัจสี่ ในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดขึ้น ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เรามาคิดดูดี ๆ นะ คติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาชที่ ๙ ของเมืองไทยประเทศไทย ท่านตรัสคติธรรมให้รู้ให้เข้าใจ เพื่อให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์อยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขในธรรมในสภาวธรรม ให้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอเข้าถึงเศรษฐกิจพอเพียงในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเราต้องยกเลิกความฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ อย่าไปฟุ้งซ่าน ผู้มีความสงบมาก ๆ อย่าไปติดสุขติดสบายอย่าไปขี้เกียจขี้คร้านต้องพากันมาเสียสละ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน
เราเป็นใครอยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ เพราะความสุขนั้นอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ เมื่อรู้เข้าใจแล้วก็ทำหน้าที่ หน้าที่ถึงเป็นธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสไว้ว่า สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เมื่อเรามีความสุขเราก็มีความสงบ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เรารู้ให้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ธรรมให้กับประชาชนมหาชน ได้รู้ได้เข้าใจในการดำเนินชีวิตของตนเอง เพื่อเป็นความดีและปัญญา เป็นปัญญาและความดีไปพร้อม ๆ กัน
เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ทุกคนให้มามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ความประมาทนี้คือความเสียหาย ชีวิตนี้มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึกสตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น แผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลมากกว่าพันกิโล ศูนย์กลางอยู่ที่มัณฑะเลย์ประเทศพม่า เพราะเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิต เอาทุจริตนำชีวิต สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถึงได้พังทลาย เนื่องจากแผ่นดินไหว
ให้เรารู้ให้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราทุกคนอย่าพากันประมาท เพราะความประมาทนั้นคือความผิดพลาด ความผิดพลาดนั้นเนื่องมาจากความประมาท เราต้องรู้เข้าใจเห็นภัยในความประมาท ให้รู้เข้าใจ ไม่มีใครใหญ่อยู่เหนือกรรม อยู่เหนือกฎแห่งกรรม อยู่เหนือผลของกรรมนะ
เรามาเสียสละยกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ยกเลิกตัวเราของเรา ตัวกูของกู ตัวสูของสู ยกเลิกจากการเป็นคนบ้ามาเป็นคนมีปัญญา คนมีปัญญามาเป็นคนสงบ คนสงบมาเสียสละ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกเป็นคนบ้าคนมีเชื้อบ้าที่ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่า ตัวตนนั้นมันคือบ้านะ ไม่ใช่คนมีปัญญา ตัวตนมันคือบ้า มันคือเชื้อบ้า มันคือบักผีบ้า อีผีบ้า
เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องมารู้อริยสัจสี่ มารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ มาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่มาทำความดีเพื่อจะต้องการที่จะเป็นคนดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามาลงรายละเอียดในตัวเอง ทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุข มีความสุขในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพูดให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รู้เข้าใจ ท่านเมตตาตรัสบอกปัญญวคคีย์ทั้ง ๕ ว่า ปัญวัคคีย์ทั้ง ๕ ต้องรู้เข้าใจ จะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความปรุงแต่งนำชีวิต ต้องเอาสติสัมปชัญญะ เราต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เพื่อเข้าสู่ทางสายกลางที่เป็นอริยมรรคที่กายวาจากิริยามารยาทรวมลงที่ใจ ที่ใจที่มีความสุขที่สุดในโลกในการยกเลิกตัวตน มีความสุขในการทำหน้าที่ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ นี้คือพรหมจรรย์ เราคิดดูดี ๆ มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะนะ
เรามารู้มาเข้าใจ เราจะได้คิดดี ๆ ที่ประกอบด้วยปัญญา พวกเราต้องมารู้กรรม รู้กฎแห่งกรรม รู้ผลของกรรม เราจะหยุดกรรมได้ก็เพราะเรารู้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ กรรมที่มันเกิดจากกายวาจากิริยามารยาทเกิดจากใจ เมื่อใจเรารู้เราเข้าใจ ใจของเรามีสติมีสัมปชัญญะ มันเป็นการทำงานเพื่องาน มีความสุขในการทำงาน ความสุขถึงมีได้ที่กายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ
เราทุกคนอย่าไปหนักอกหนักใจว่าปฏิบัติเมื่อไหร่ถึงจะได้หยุด เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อสติสัมปชัญญะจะได้ติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปมันจะเป็นเมมโมรี่ฝังอยู่ในขันธ์ในสัญญาขันธ์ถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสว่าการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้เป็นหลักการเป็นอุดมการณ์อุดมธรรม ผู้ประพฤติปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง อย่างเร็วใช้เวลา ๗ วัน อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างมาก ๗ ปี เราต้องรู้เข้าใจเราจะได้มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัติมันไม่มีความทุกข์อยู่แล้ว เพราะการปฏิบัติธรรมมันคือความสุข หรือว่าการปฏิบัติธรรมมันคือความสงบ หรือว่าการปฏิบัติธรรมคือการทำที่สุดแห่งความไม่มีทุกข์ ถึงจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้นี้คือสติคือสัมปชัญญะ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติมันจะมีความสุขอย่างนี้
ผู้ที่รู้เข้าใจ ผู้ที่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิจะมีความรู้สึกในใจว่า อ้อ... ทำไมถึงมีความสุขอย่างนี้มีความดับทุกข์อย่างนี้ เพราะการประพฤติการปฏิบัติมันต้องมีความสุขอย่างนี้มีความดับทุกข์อย่างนี้ พระนิพพานถึงเป็นเรื่องปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญนะ ให้เรารู้เข้าใจ
ในชีวิตประจำวันเรามีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ เราก็ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ เพื่อความดีเพื่อบารมีเพื่อสติสัมปชัญญะจะได้สมบูรณ์ การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ทวนธาตุทวนขันธ์ทวนอายตนะ เป็นสิ่งที่ทวนกระแส สติสัมปชัญญะนั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแสนะ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำ ผู้มีความสุขมาก ๆ มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำปัญญา เพื่อจะได้เอาปัญญามาเป็นความสงบ เพื่อจะเอาความสงบมาเสียสละ เพื่อเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา
เราเจริญสติสัมปชัญญะมันจะหยุดอดีตหยุดอนาคต ปัจจุบันนี้มันจะได้ว่างจากตัวว่างจากตน จะได้เป็นความพอเพียงเพียงพอ ผู้ปฏิบัติธรรมถึงไม่เอาความรู้สึกนำชีวิต ไม่เอาหนาวเอาร้อนไม่เอาสุขเอาทุกข์นำชีวิต เอาสติสัมปชัญญะเอาความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะสิ่งแวดล้อมมันครอบงำเรา ถ้าเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ธาตุขันธ์อายตนะสิ่งแวดล้อมก็ย่อมครอบงำ ให้เรารู้ให้เข้าใจ
เราทุกคนต้องมารู้จักปัญหา เพื่อไม่ให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะครอบงำเรา เพื่อให้ธาตุให้ขันธ์ให้อายตนะให้เป็นปัญญา เราจะได้ไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา เราต้องรู้เข้าใจ เราต้อบขอบใจธาตุขอบใจขันธ์ขอบใจอายตนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้พวกเรามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นเป็นสิ่งที่ทวนกระแส ไม่ไปตามธาตุตามขันธ์ไม่ไปตามผัสสะ ไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นผัสสะทั้งหลายก็จะเป็นปัญญา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะอยู่ทีไหน ที่ไหนคือความสงบที่นั้นคือความวิเวก ที่นั้นเป็นสภาวะที่ว่างจากสิ่งที่มี่อยู่ด้วยความรู้ความข้าใจ ถ้าว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่มันจะมีประโยชน์อะไร คนตายแล้วจะมีประดยชน์อะไร ผู้ที่ไม่มีตาไม่มีหูไม่มีจมูกไม่มีลิ้นมันจะมีประโยชน์อะไร
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้เอาปัญหามาเป็นปัญญา ถ้าไม่มีปัญหาเราจะมีปัญญาได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้
เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจ เราทั้งหลายก็จะไปลิดรอนสิทธิด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพราก อยากให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ นี้แหละคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
ปีเก่าได้ผ่านไปปีใหม่ได้ย่างเข้ามา เราต้องรู้ต้องเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อจะได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้เราทั้งหลายระลึกถึงปัจฉิมโอวาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีเมตตาตรัสไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา