๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๓ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เกษตรกร อุตสาหกรรม พ่อค้าประชาชน เพื่อเป็นหลักการให้หมู่มวลมนุษย์ใช้เป็นหลักการในการดำรงชีวิต เพื่อพัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เป็นทางสายกลางระหว่างเรื่องจิตเรื่องใจและทางวัตถุด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้ไปพร้อม ๆ กัน

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการทำใจสบายไปพร้อม ๆ กัน มนุษย์เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเราก็มีความสงบ ความสุขกับความสงบนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าความสุขก็ได้ ด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นก็จะเป็นความสงบ เพราะความสุขนั้นเกิดจากปัญญา ปัญญาที่เสียสละ ปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในความขยันรับผิดชอบ ยกเลิกตัวยกเลิกตน มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนี้ถึงเป็นความสงบ ความสงบนี้ถึงเป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ ความสงบนี้จะเป็นการเสียสละ จะเรียกความสุขความสงบจากปัญญาสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ว่าพระนิพพานก็ได้ เพราะเป็นการทำงานที่มีความสุข เป็นความสุขในหน้าที่ หน้าที่ที่เป็นความสุข เราทำงานได้พระนิพพานไปในตัว เพราะเหตุผลว่านี้มันเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มันเป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีความสุขกับการทำงานพร้อมกับการปฏิบัติธรรมไปในตัว เราจะได้ทั้งทางวัตถุและจิตใจไปพร้อม ๆ กัน

 

 การทำงานนั้นถึงเป็นการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมถึงเป็นการทำงานนะ

 

เราทุกคนจะได้มีความสุขในการทำงาน ที่มันเป็นปัญหาทั้งหลายที่ผ่านมานั้นให้มันเป็นปัญญา เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ ความสงบจะได้เอามาเสียสละ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการตั้งมั่น การงานนั้นถึงเป็นพระนิพพาน มาทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำงานเพื่อจะเป็นคนดี มาทำงานเพื่อยกเลิกทั้งดีทั้งชั่ว ดีก็ไม่เอา ชั่วก็ไม่เอา มามีปิติมีความสุขในการเสียสละในการทำงาน

 

ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเราถึงมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อ้องการเป็นคนดี ปัจจุบันถึงเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ปัจจุบันเราถึงต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติในการปฏิบัติ

 

เรารู้เราเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ เพราะปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

เรามารู้มาเข้าใจ ดิถีปีใหม่ ๒๕๖๙ เราต้องก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยปิติด้วยความสุขด้วยเอกัคคตา ปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เบื้องต้นมายึดมั่นถือมั่นในหลักการอุดมการณ์อุดมธรรม เพราะความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นปัญญาประดิษฐ์ของชีวิต ยกเลิกปัญหาประดิษฐ์ พลิกวิกฤตเอาปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นโอกาส มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

 

มนุษย์เราทำได้ปฏิบัติได้ ความแห้งแล้งมนุษย์ก็พัฒนาแก้ไขได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทะเลมหาสมุทรที่เป็นน้ำเค็มก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยอาศัยหลักทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาให้เอาน้ำเค็มมาเป็นน้ำจืด เพื่อบริโภคใช้สอยได้ เอาความแห้งแล้งทะเลทรายเอามาใช้ให้เขียวชอุ่มเป็นอาหารเป็นออกซิเจนที่สบายก็ได้ ด้วยการมาเสียสละมายกเลิกตัวตน เพื่อปัญญาประดิษฐ์ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน เรื่องปัญญาสัมมาทิฏฐินี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อเป็นปัญญาประดิษฐ์ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อปัญญาประดิษฐ์

 

เราทั้งหลายจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ ก้าวไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ การเรียนการศึกษาของมนุษย์ก็จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นความดีเพื่อความดีเพื่อยกเลิกตัวตน การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์นี้ก็จะเป็นพระนิพพาน เพื่อจะหยุดสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตน

 

ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนต้องมามีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าไม่มีความทุกข์อะไรก็ได้ เพราะมนุษย์เราถ้ามีสติมีสัมปชัญญะแล้วความสุขมันก็จะไม่มี เพราะความทุกข์นั้นมีได้เพราะเราไปทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อจะเป็นคนนี้อันนี้เป็นความปรุงแต่งนะ มันไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะนะ ปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อให้ความดีและปัญญาก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

เราพากันมามีความสุขในการทำงาน เรามามีความสุขในการรักษาศีล เรามามีความสุขในการทำสมาธิ เรามามีความสุขในการเจริญปัญญา เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ยกเลิกเรายกเลิกเขา ยกเลิกตัวกูของกู ตัวสูของสู ด้วยปัญญาประดิษฐ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่เมื่อครั้งพุทธกาลเมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ใหม่ ๆส่งออกกไปเผยแผ่ ๖๐ รูปล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ให้ไปบอกให้ประชาชนมหาชนได้รู้ได้เข้าใจ จะได้เอาปัญญาประดิษฐ์นำชีวิต พากันให้ทรัพยากรของโลก มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการยกเลิกความไม่ถูกต้อง ในการยกเลิกตัวยกเลิกตน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการทำงาน ยกเลิกตัวตนเสีย มุ่งหวังสันติสุขเถิด เพราะต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าตัวตนนั้นมันเป็นความทุกข์เกิดขึ้นความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มีเลย มันเป็นความไม่อิ่มไม่พอไม่เพียงพอ มันไม่รู้จักพอเพียงเพียงพอ มันมีความพร่องอยู่เป็นนิจ เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่ สมัยนั้นมีพระอรหันต์อยู่ทั้งหมดหกสิบกว่ารูป

 

เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ความไม่มีทุกข์นั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ อยู่ที่เรามีความสุขในการมายกเลิกสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติให้ถูกต้อง ความยึดมั่นถือมั่นนั้นถึงเป็นพระนิพพาน ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนั้นคือสติคือสัมปชัญญะ เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่มีความสุข ใจที่เป็นพระนิพพานบ้านของเราเป็นประภัสสรที่ยกเลิกนิติบุคคลตัวตน เรามารู้แจ้งทางวัตถุ มารู้แจ้งทางจิตทางใจ ดิถีปีใหม่ปี ๒๕๖๙ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจอย่างนี้

 

เราทุกคนมาเน้นที่ตัวเรา เราไม่ต้องไปแก้ไขที่คนอื่น เราแก้ไขที่ตัวเรา เราไปแก้คนอื่นมันไม่ถูกต้อง มันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้แก่มหาชน ไม่ให้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีธรรม ต้องมอบความเป็นใหญ่ให้กับสิ่งเหล่านั้น อย่าไปก้าวก่ายหน้าที่เค้า เพราะทุกอย่างนั้นมันเป็นธรรมชาติอยู่ในตัว ความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากนั้นเป็นอธิปไตยของธรรมชาติ

 

เราไม่อยากให้แก่ไม่อยากให้เจ็บไม่อยากให้ตาย เราอยากให้มีแต่ความสุขไม่ให้มีความทุกข์ นี้คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพแห่งความจริงของสัจธรรม ให้พวกเรารู้เข้าใจ เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการคืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์อย่างนี้

 

เรามามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้นะ จะว่าความสงบก็ได้นะ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้นะ เพราะมันเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาประดิษฐ์ คำว่าปัญญาหมายถึงความรู้ความเข้าใจที่ยกเลิกตัวตน หยุดสัญชาตญาณ หยุดความไม่ถูกต้อง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่อวิชชาประดิษฐ์ นี้คือสตินี้คือสัมปชัญญะ นี้คือปัญญาประดิษฐ์นะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราพากันมารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ปี ๒๕๖๙ เราจะได้ก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ ก้าวไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่อวิชชาประดิษฐ์

 

เราทุกคนต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชนให้กับมหาชน คำว่าปวงชนนี้ก็หมายถึงธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราไม่ต้องไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เพื่อหยุดปัญหาไม่ให้มีปัญหา เพื่อปัญหานั้นเอามาเป็นปัญญา เอามาเป็นปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่เอาอวิชชามาประดิษฐ์ เพราะมันจะเกิดความเสียหาย มันจะเกิดการพังทลายของชีวิต ชีวิตนี้ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลโน้น ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า ห่างไกลจากกรุงเทพมหานครตั้งพันกว่ากิโล เพราะความไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องก็ได้แก่ไปทำความดีเพื่อจะเป็นคนดี ทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีมันเป็นตัวเป็นตน ชีวิตนั้นก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. อย่างเดียวกันไม่ผิดอย่างนี้

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้เอาปัญญามาประดิษฐ์ ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับธาตุให้กับขันธ์ให้กับอายตนะ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เอาความสงบนั้นมาเสียสละ ก้าวไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยอิทธิวิธี ด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างนี้

 

เรามารู้มาเข้าใจ เราจะไม่เป็นทุกข์กับอะไร ปัญหาต่าง ๆ นั้นเราต้องขอบใจปัญหานะ ปัญหานั้นคือปัญญา ปัญญามาก ๆ นั้นถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อปัญญาจะได้ประดิษฐ์ปัญญาของตัวเอง ผู้ที่มีปัญญามาก ๆ สงบมาก ๆ ก็ต้องพากันมาเสียสละมาก ๆ การเรียนการศึกษาของมนุษย์ถึงจะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ เพราะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ให้เรารู้ให้เข้าใจ กายวาจากิริยามารยาทเป็นอุปกรณ์ของใจนะ เปรียบเสมือนกรรมกร กรรมกรก็คืออุปกรณ์นั้นแหละที่เป็นกรรมทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีปัญญาที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ถ้าเราทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีมันไม่ถูกต้อง มันเป็นอวิชชาประดิษฐ์นะ

 

เราต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราไปแก้ที่คนอื่น เราคิดดูดี ๆ สิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็แก้ที่ท่าน พระอรหันต์แต่ก่อนท่านก็เป็นสามัญชนท่านได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนาท่านก็แก้ที่ท่านปฏิบัติที่ท่าน เราเป็นใครก็แก้ที่คนนั้น เพราะไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนกันได้

 

เรามาเน้นลงที่ใจของเราทุกคน มีความสุขในการทำงาน เพราะงานนั้นคือความสุข เรามีความสุขในการรักษาศีล เพราะศีลนั้นเป็นความสุข ศีลนั้นเป็นธรรมที่หยุดสัญชาตญาณ หยุดตัวหยุดตน ยกเลิกตัวยกเลิกตน เรามามีความสุขในการทำสมาธิ การทำสมาธิคือการยกเลิกตัวยกเลิกตนมีปิติความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติจนเข้าถึงนิโรธ ยกเลิกตัวตนนั้นคือนิโรธคือความดับทุกข์ นั้นเป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะเรียกว่าพระนิพพานก็ได้ นั้นคือสตินั้นคือสัมปชัญญะนะ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะไปแก้ไขตั้งแต่ภายนอก อันนี้มันเป็นความหลงประดิษฐ์นะ นี้เป็นอวิชชาประดิษฐ์นะ ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้เข้าถึงบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่เป็นหน้าที่ที่เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ เมื่อมันผ่านไปแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ให้เราปล่อยวาง เพราะสิ่งมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วเราต้องปล่อยต้องวาง ถ้าเราไม่ปล่อยไม่วางเราก็ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา ความสุขความไม่มีความทุกข์ของมนุษย์ถึงต้องมีอยู่ที่ปัจจุบัน

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วไม่ได้เกิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุขึ้นอยู่ที่ปัจจัย ขึ้นอยู่เงื่อนไขนะ มันอยู่ที่เหตุอยู่ที่ปัจจัย เราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันนี้แหละเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพราะทุกอย่างมันคือกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม เราต้องรู้เข้าใจในความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาท  กายวาจากิริยามารยาทในปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นวาระสำคัญ เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนี้

 

เราอย่าไปคิดว่าพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ให้เอาปัจจุบันนี้แหละ คือคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน  มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติเราจะได้เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่อวิชชาประดิษฐ์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา สิ่งที่เป็นปัญญาจะได้เป็นความสงบ สิ่งที่เป็นความสงบเราจะได้พากันมาเสียสละ เราต้องรู้เข้าใจ  อย่าไปเอาพระนิพพานอยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ มันไกลเหลือเกิน อย่างนี้ไม่ถูกต้องนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าใจของเราต้องมีความสุขอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ อยู่ในการทำหน้าที่ของเรา เราจะได้มีความสุขในการทำงาน เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน

 

ท่านองค์หลวงมหาบัว ญาณสัมปันโนท่านตรัสว่าให้เรารู้ให้เข้าใจนะ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจนี้เรียกว่าเป็นคนบ้านะ เป็นคนผีบ้า เป็นคนมีเชื้อบ้านะ มันเป็นข้าราชการผีบ้า นักการเมืองผีบ้า เป็นนักบวชผีบ้านะ เพราะเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิต มันก็ต้องเป็นคนบ้าเป็นคนผีบ้าสิ เอาความผิดนำชีวิต เอาความไม่รู้ไม่เข้าใจนำชีวิต เอาอวิชชาเอาความหลงนำชีวิต นี้มันเป็นความเห็นผิด นี้มันเป็นความไม่ถูกต้อง ความคิดเห็นผิดความเข้าใจผิด ท่านหลวงตามหาบัวท่านตรัสว่า เหมือนเราติดกระดุมเม็ดแรกผิดนี้ กระดุมเม็ดอื่นมันก็ผิดไปหมด อริยมรรคมีองค์แปดกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจมันก็ผิดหมด มันไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ มันเป็นอวิชชาความหลงเป็นตัวตนประดิษฐ์นี้มันเป็นคนบ้า เป็นคนผีบ้า นี้มันเป็นข้าราชการนักการเมืองนักบวชผีบ้า มันเป็น สตง.ผีบ้า กกต. ปปส. ปปช. ปปง. ผีบ้า โครงการสีขาวกลายเป็นโครงการสีเทา โปรแกมเมอร์สีขาวกลายเป็นโปรแกรมเมอร์สีเทา

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจถึงแม้เราจะรวย มียศฐาบรรดาศักดิ์  ถ้าเราเอาตัวเอาตนนำชีวิต มันก็ไม่มีความสงบ เพราะตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป นอกจากความทุกข์นั้นไม่มีเลย มันมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น เราเป็นคนไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง ยิ่งมีทุกข์มากทุกข์ทวีคูณทุกข์ทั้งสองอย่าง ทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจทุกข์ทั้งไม่มีวัตถุอำนวยความสะดวกความสบาย ความดับทุกข์อยู่ที่เรารู้อยู่ที่เราเข้าใจ อยู่ที่เราไม่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีธรรม เพราะทุกอย่างนั้นก็เป็นใหญ่เฉพาะตนแล้ว ความเกิดก็เป็นใหญ่ของความเกิด ความแก่ก็เป็นใหญ่ของความแก่ ความเจ็บก็เป็นใหญ่ของความเจ็บ ความตายก็เป็นใหญ่ของความตาย ความพลัดพราก็เป็นใหญ่ของความพลัดพราก เราจะไปก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพนั้นไม่ได้ เราต้องคืนอธิปไตยให้ปัญหานั้นเกิดปัญญา ให้ปัญญาเกิดความสงบ ความสงบนั้นจะได้เสียสละ เราจะได้ก้าวไปด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ

 

หลักการในการประพฤติการปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในการยืนเดินนั่งนอนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้รู้ดีรู้ชั่วรู้ผิดรู้ถูก รู้ไม่ดีไม่ชั่วไม่ผิดถูก ยกเลิกความไม่ถูกต้องด้วยสติด้วยสัมปชัญญะด้วยความรู้ความเข้าใจ ให้พากันมามีปิติมีความสุขในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะความดับทุกข์นี้อยู่ที่ปัจจุบันอยู่ที่เรารู้เราเข้าใจ เราทั้งหลายจะได้พากันจบลงที่ปัจจุบัน จบลงกับผัสสะของปัจจุบันนี้

 

อานาปานสติเป็นหลักการที่ดี หายใจเข้าหายใจออกเป็นหลักการในการเจริญสติสัมปชัญญะ เรามาหายใจเข้าให้มีความสุขให้สบายเพื่อเราจะได้เอาออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เรามาหายใจออกเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียเอาของปฏิกูลออกไป หายใจเข้าสั้นหายใจเข้ายาวก็มีความสุข หายใจเข้าหายใจออกก็รู้ว่ามันไม่แน่ไม่เที่ยงมันเข้าไปแล้วก็ออกมามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเป็นอาคันตุกะที่สัญจรไปมา เราทั้งหลายจะได้มาคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติที่บริสุทธิ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกัน เราเข้าใจนะ การเจริญสติสัมปชัญญะ อานาปานสติไม่ใช่ใช้เฉพาะเวลานั่งสมาธิต้องเอาใช้ทุกอิริยาบถ เพื่อเป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ เราทุกคนต้องรู้หลักการในการประพฤติการปฏิบัติ มาเน้นที่ตัวเรา อย่าเอาความฟุ้งซ่านนำชีวิต อย่าเอาการพลัดถิ่นนำชีวิต การพลัดถิ่นหรือว่าความหลงเป็นบุคคลที่ไม่มีบ้าน เป็นคนโฮมเลส

 

ให้รู้เข้าใจ เราอยู่ที่ไหนทำอะไรนั้นแหละให้เรามีความสุข อย่าเอาความหลงนำชีวิตอย่าเอาความผิดนำชีวิตให้เข้าถึงความพอพียงเพียงพอ ให้ระลึกถึงคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ท่านตรัสแก่พสกนิกรขชาวไทยและชาวโลกว่าต้องรู้เข้าใจความเป็นจริง เราอยากได้มากมันก็มันมากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอย่าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธรรมชาติ ต้องเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความสงบและปัญญา เราทั้งหลายเน้นไปปฏิบัติที่ตัวเอง

 

เราทั้งหลายต้องมาประพฤติมาปฏิบัติที่ตัวเอง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะ มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติด้วยปัญญาประดิษฐ์นั้นแหละคือพระนิพพานบ้านของเรา เราจะได้หยุดก่อนลาก่อนวัฏฏสงสารที่ท่องเที่ยวมานาน ที่ไม่จบไม่สิ้น เพราะทุกอย่างต้องรู้เข้าใจ เราจะจบลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยปิติด้วยความสุข ด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างนี้

 

เรามาระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณ ให้เรารู้เข้าใจ ที่เป็นสมมติสัจจะ ที่เป็นเราจะเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพื่อสติสัมปชัญญะของเราจะได้สมบูรณ์ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสมบูรณ์ของชีวิต เป็นปัญญาประดิษฐ์ ทุกคนจะบริสุทธิได้เพราะสติสัมปชัญญะ

 

เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 108,098