๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๔ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันหยุดทำงานเพื่อพัฒนาใจ ผู้มีความรู้ความเข้าใจมีสติมีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบให้มาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละให้มาก ๆ เพื่อความสมดุลของความสงบและปัญญา
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรม ต้องทำทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ทำไปอย่างมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะ ๒ อย่างนี้คืออันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นความพอเพียงเพียงพอ เป็นความพอดี ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน เป็นการก้าวไปด้วยความดีและปัญญา
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อพัฒนาจิตใจ เพื่อเน้นปฏิบัติในเรื่องจิตเรื่องใจ เพื่อพัฒนาให้เกิดปัญญาประดิษฐ์ วัตถุต่าง ๆ ที่เราอำนวยความสะดวกความสบายนั้นเกิดจากปัญญาประดิษฐ์ เมื่อผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องมีความสงบมาก ๆ เพื่อไม่ให้มีความฟุ้งซ่าน เมื่อผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อจะก้าวได้ไปทั้งวัตถุและจิตใจไปพร้อม ๆ กันอย่างที่มีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้ ถ้าสติสัมปชัญญะเดินทางไปพร้อม ๆ กัน มันจะเป็นความดีและปัญญา มันเป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ทำความดีเพราะเราเห็นว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราเห็นว่าความดีนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่เราต้องมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราเลยทำความดีเพื่อความดี
เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตทั้งหลายที่ผ่านมาก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็มาพื้นฐานก็อยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ปัจจุบันนี้คือการประพฤติคือการปฏิบัติในการทำหน้าที่
เราต้องมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เมื่อมีความสงบเราก็ต้องเสียสละ อย่างนี้ถึงจะเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นอนัตตา ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อดีตที่ผ่านมาเราต้องเสียสละ เพราะมันได้ผ่านมาแล้ว มันได้เกษียณแล้ว เพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณไปแล้วเราก็ต้องปล่อยต้องวาง เพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณแล้ว ปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติของเรา เราต้องมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ เพราะหน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเพื่อพัฒนาสติสัมปชัญญะในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนเดินนั่งนอน ต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้รู้ชัดเจน เพื่อเราจะไม่ฟุ้งซ่าน เรามีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม เราจะไม่มีความฟุ้งซ่าน เราจะได้อยู๋กับสติอยู่กัสัมปชัญญะ อยู่กับธรรมอยู่กับปัจจุบันธรรม
เพื่อจะเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เป็นทางสายกลางระหว่างความสงบและปัญญา เราจะได้เข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ เหมือนคติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ท่านตรัสเป็นคติธรรมให้กับประชาชนชาวไทยและชาวโลก คติธรรมนี้เป็นอมตะธรรมมาก เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาจิตใจ
เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันคิดให้ดี ๆ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้ยอมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้หยุดความฟุ้งซ่าน ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิ
เราจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เราอยากได้มากมันก็ไม่มากมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อยมันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราทั้งหลายต้องมารู้มาเข้าใจ เราจะได้ก้าวไปด้วยความสงบและปัญญา ปัญญากับความสงบจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน ลมหายใจของเรากับสมองของเราจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันไม่ขัดแย้งกัน อันหนึ่งความสงบอันหนึ่งปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ไม่ขัดแย้งกัน
เรามีความสุขนั้นแหละคือเรามีความสงบ เรามีความสงบนั้นแหละคือความสุข ให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้ เราต้องเข้าใจว่าความสุขกับความสงบนั้นมันคืออย่างเดียวกัน เราต้องมีปัญญาประดิษฐ์อย่างนี้ เมื่อเรามีปัญญามาก ๆ เราก็ต้องปฏิบัติให้มาก ๆ ปัญญากับการปฏิบัติจะต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เพื่อปัญญาจะเป็นการประพฤติเป็นการปฏิบัติ ปัญญากับการปฏิบัติต้องไปพร้อมกัน
อย่างเราหายใจเข้าให้มีความสุข เราหายใจเข้าให้มีความสุข ความสุขนั้นก็จะเป็นความสงบ ความสงบจะเป็นการเสียสละ เพราะสติสัมปชัญญะนั้นได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน เราสังเกตุดูให้ดี ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ จะติดสุขติดสบาย ไม่อยากเสียสละ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อปัญหาจะได้เป็นปัญญา เราต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เราจะไม่ได้เป็นคนเซ่อ ๆ เบลอ ๆ งง ๆ สติสัมปชัญญะนั้นต้องไปพร้อม ๆ กันให้รวดเร็วว่องไว ผู้มีความสงบมาก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนซื่อบื้อ เราทุกคนต้องพากันฝึกพากันปฏิบัติ อย่าไปติดความสงบอย่าไปติดความซื้อบื้อ ต้องเสียสละ ให้รวดเร็วว่องไว เพื่อให้สติสัมปชัญญะได้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน
ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราเป็นบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนถึงเป็นคนซื่อบื้อ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เมื่อเรามีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เราจะไม่ได้เสียเวลาในการยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ถ้าเราไม่เสียสละเราก็ไปไม่ได้ เพราะเรามีความยึดมั่นถือมั่น ตัวตนนั้นคือความยึดมั่นถือมั่น ความรู้ความเข้าใจที่มันปํนติเป็นสัมปชัญญะ ผู้มีความสงบมาก ๆ มีความสุขมาก ๆ ถึงต้องพากันมาเสียสละ
เราพากันมาคิดดูดี ๆ ถ้าไม่มีหนาวมีร้อน ไม่มีสุขมีทุกข์ ไม่มีแก่เจ็บตายพลัดพราก เราก็ไม่ได้เสียสละ ถ้าไม่มีหน้าที่การงานเราก็ไม่ได้เสียสละ ถ้าไม่มีธาตุทั้ง ๔ ไม่มีขันธ์ทั้ง ๕ ไม่มีอายตนะ ๑๒ เราก็ไม่ได้เสียสละ เราจะไปเสียสละที่ไหนเพราะมันไม่มี เมื่อมันมีแล้วเราก็ต้องมาเสียสละ สติสัมปชัญญะนั้นคือความรู้ความเข้าใจคือการเสียสละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ ก้าวไปด้วยพระธรรมพระวินัย ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจรู้สมมติสัจจะ สมมติสัจจะถึงจะเป็นสมมติก็จริง เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาปฏิบัติ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติต่อสมมติสัจจะนั้น ๆ ให้สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่องไม่ให้ด่างไม่ให้พร้อยไม่ให้เศร้าหมอง มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ
เราต้องพากันหยุดทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย กเลิกการทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย มีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร เพราะอันนี้คือกกรรมคือกฎแห่งกรรมคือผลของกรรม ธรรมวินัยนั้นจะเป็นการหยุดการยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงเป็นสาระสำคัญมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่รู้ไม่เข้าใจเราเลยพากันซื่อบื้อ อะไรทำให้ซื่อบื้อ นิติบุคคลตัวตนความยึดมั่นถือมั่นนี้แหละจะทำให้เราทุกคนติดอยู่หลงอยู่ จะทำให้เราทุกคนซื่อบื้อ เราต้องหยุดความซื้อบื้อของตัวเองด้วยมาเสียสละทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน เราไม่อยากประพฤติไม่อยากปฏิบัติ เพราะเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะเราเป็นคนซื้อบื้อ ตัวตนนั้นคือความซื่อบื้อ เราต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินี้เป็นอุปกรณ์ที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นอุปกรณ์ที่หยุดตัวหยุดตน หยุดความซื้อบื้อของเรา
เราต้องรู้เข้าใจนะ ตัวตนนั้นมันจะทำให้เป็นคนสมองทึบ สมองคิดอะไรก็ไม่ค่อยออก มันมีตัวมีตนนั้นมันจะคิดออกได้อย่างไร ตัวตนนั้นมันจะคิดไม่ออก ตัวตนนั้นมันจะเป็นคนไม่รู้จักดีไม่รู้จักชั่ว ไม่รู้จักผิดไม่รู้จักถูก เพราะมันมีตัวมีตน มันเลยเป็นคนสมองทึบเป็นคนสมองซื่อบื้อ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ให้เรามีความสุขต่อพระธรรมพระวินัยต่อข้อวัตรข้อปฏิบัติ เรามาคิดดูดี ๆ นะ ถ้าไม่มีความสกปรก เราก็ไม่ได้ทำความสะอาด ให้เรารู้ให้เข้าใจ ปัญญานั่นแหละคือปัญญา เรายกเลิกตัวยกเลิกตนนี้เรียกว่าปัญญา เราไม่ยกเลิกตัวตนเค้าเรียกว่าไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้เข้าใจต้องขอบใจปัญญา เพราะปัญหานั้นคือปัญญา ปัญญานั้นแหละคือเราจะได้ยกเลิกตัวตน มีความสุขในการทำหน้าที่ในการทำงานในการเสียสะลนั่นแหละคือปัญญา เราไม่เสียสละมันจะมีปัญญาได้อย่างไร
เราต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัว เป็นผู้รู้เข้าใจ ยกเลิกความไม่ถูกต้อง ยกเลิกตัวยกเลิกตน วันหนึ่งคืนหนึ่งเราคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงเสียสละวันละ ๒๔ ชั่วโมง บรรทมพักผ่อนวันละไม่เกิน ๔ ชั่วโม งเสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมและสรรสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณวันละ ๒๐ ชั่วโมง รวมกันแล้วก็เป็น ๒๔ ชั่วโมง การเสียสละนี้ถึงเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นคุณเป็นประโยชน์หาโทษมิได้เลย พระธรรมพระวินัข้อวัตรข้อปฏิบัติถึงเป็นคุณเป็นประโยชน์หาโทษมิได้เลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ให้เราเข้าใจ ปัญหาต่าง ๆ นั้นถึงเป็นปัญญานะ
อย่างเราบวชเป็นพระ มาเสียสละยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน เพราะตัวตนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุท๔เจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นเปรียบเสมือนทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มี เปรียบเสมือนทะเลมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ เปรียบเสมือนไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อของเพลิง มันจะไม่อิ่มไม่เต็มไม่พอ
เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องรู้ว่าพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวันนี้เป็นยานที่จะนำเราไป เปรียบเสมือนรถ เปรียบเสมือนเครื่องบินเหมือนเรือเดินทะเลมหาสมุทร เราจะเดินทางไกลเราก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบินทางบกทางอากาศ ถ้าทางน้ำทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์เรือขนานยนต์ขนาดใหญ่ถึงจะเดินทางได้ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ ถ้าเราไม่มีพระธรรมพระวินัยไม่มีข้อวัตรข้อปฏิบัติเราก็ไม่มียานที่จะเดินทางไกล
ความรู้ต้องกับคู่การประพฤติการปฏิบัติ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ ต้องขอบใจพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร วัดป่าวัดพระธรรมฐานนี้ท่านมีข้อวัตรข้อปฏิบัติ กวาดใบไม้ทำความสะอาดห้องน้ำห้องสุขาที่ศาลา เพราะอันนี้เพื่อจะได้เจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องปฏิบัติมาก ๆ ความรู้กับการปฏิบัตินั้นมันเป็นความสงบ ถ้าเรามีความรู้ไม่มีการปฏิบัติมันจะมีความสงบได้อย่างไร เมื่อเรามีความสงบมาก ๆ เราต้องเสียสละมาก ๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ ความรู้กับความเข้าใจต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เมื่อเรารู้เข้าใจเราไม่ปฏิบัติเราจะมีความสุขได้อย่างไร เพราะตัวตนมันไม่ใช่ความสุข ตัวตนคือทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป เราต้องรู้จักว่าพระธรรมพระวินัย กฎหมายบ้านเมืองที่มันเป็นกฎแห่งกรรมที่มันเป็นผลของกรรม ที่มันเป็นกรรมกร ที่มันเป็นกรรมทางกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ ใจที่ยกเลิกอัตตา ยกเลิกตัวยกเลิกตน ใจที่จะต้องมาเสียสละ ละตัวละตน มีปัญญาแล้วไม่เสียสละมันจะมีประโยชน์อะไร เพราะการเสียสละนั้นคือสติสัมปชัญญะ คือเป็นการยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน มันเป็นการหยุดสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่มีตัวมีตนสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวกูของกู เป็นตัวสูของสู มันเป็นคนผีบ้า เป็นบักผีบ้าอีผีบ้า ที่เป็นข้าราชการ นักการเมืองผีบ้า เป็นนักบวชเป็นพระผีบ้า เป็น สตง.ผีบ้า กกต.ผีบ้า เป็น ปปง.ปปช.ผีบ้าน่ะ
คำว่าบ้าให้เรารู้เข้าใจนะ ตัวตนนี้แหละ ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านตรัสว่าตัวตนนี้มันคือความบ้าคือคนผีบ้า เอานิติบุคคลตัวตนนำชีวิต เอาความผิดนำชีวิตนั้นแหละคือคนบ้า ไม่มีเรื่องก็ไปหาเรื่องให้กับตนเอง ไปหาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น ไม่มีปัญหาก็กันไปสร้างปัญหา ชีวิตนี้มันเลยต้องเสียหายมันต้องพังทลายล้มละลายอย่างเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกล ศูนย์กลางอยู่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่าห่างกันเป็นระยะทางตั้งพันกว่ากิโล ความไม่ถูกต้องคือความเสียหาย คือการล้มละลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เอาตัวตนนำชีวิต ให้เอาธรรมนูญรัฐธรรมนูญนำชีวิต คำว่าธรรมนูญหมายถึงไม่มีทิฏฐิมานะ ไม่มีอัตตาตัวตน หมายถึงไม่มีตัวไม่มีตน ยกเลิกตัวยกเลิกตนถึงจะเป็นธรรมนูญ ถึงจะเป็นรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญนั้นถึงเป็นสติถึงเป็นสัมปชัญญะ เรามายกเลิกตัวยกเลิกตนเข้าสู่ธรรมนูญเข้าสู่รัฐธรรมนูญ โครงสร้างหมู่มวลมนุษย์เป็นโครงสร้างสีขาว เป็นความดีและปัญญา ก้าวไปด้วยความดีและปัญญา เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ด้วยความรู้ความเข้าใจ จะได้จบลงได้ในปัจจุบัน จะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวชีวิตนี้มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะได้จบลงที่ปัจจุบัน อดีตทั้งหลายจะได้หยุดลงที่ปัจจุบัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเรารู้เข้าใจ เพื่อยกเลิกธาตุยกเลิกขันธ์ยกเลิกอายตนะ เพื่อคืนอธิปไตยให้กับธรรมชาติให้กับปวงชน หยุดลิดรอนสิทธิเสรีภาพเสรีชน ไม่เอาความหลงนำชีวิต ไม่เอาความผิดนำชีวิต เดี๋ยวชีวิตมันจะพังทลายล้มละลาย
ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความดับทุกข์นี้มันอยู่ที่ปัจจุบัน หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องพากันรู้เข้าใจ ความดับทุกข์นั้นมันอยู่ที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าพื้นฐานก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะสองอย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มาเสียสละยกเลิกความไม่ถูกต้อง มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันที่มันเป็นปัญหา ปัจจุบันนั้นก็จะเป็นปัญญา ปัญญาในปัจจุบันก็จะเป็นความสง ความสงบนั้นก็จะเป็นการปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า ต้องเข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทั้งหลายเห็นคุณเห็นประโยชน์เห็นคุณค่าในปัจจุบัน ท่านถึงได้เมตตาตรัสปัจฉิมโอวาทเพื่อให้หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายอย่าพากันประมาท ต้องพากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน
ท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
ให้เรารู้ให้เราเข้าใจนะ ความดับทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นที่ปัจจุบัน เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญในการประพฤติการปฏิบัติ
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา