๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันหยุดของข้าราชการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ข้าราชการรัฐวิสาหกิจได้บำเพ็ญความดี สร้างบารมี เพื่อให้เกิดคุณธรรม วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุด วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ให้แยกกัน
ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ การทำงานคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ๒ อย่างนี้จะแยกกันไม่ได้ อันหนึ่งความดี อันหนึ่งปัญญา ๒ อย่างนี้ต้องเดินควบคู่กันไป อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา มนุษย์เรามีหลักการที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา
มนุษย์เราองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จะได้เอาปัญญากับการปฏิบัติ เอามาใช้เอามาปฏิบัติในปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่า อดีตทั้งหมดนั้นมารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะก้าวไปข้างหน้าก็เป็นฐานไปจากปัจจุบัน ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อจะได้เอาปัญญานำชีวิต เอาความรู้ความเข้าใจนำชีวิต ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจจะได้ผ่านสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน ที่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ความไม่รู้ไม่เข้าใจ พวกเราถึงได้เวียนว่ายเกิดเพราะด้วยไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราได้พากันธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ นี้มาเป็นตัวเราของเรา ด้วยเหตุผลนี้เราถึงต้องรู้ต้องเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เราจะไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มันครองใจเรา ครอบครองสติปัญญาของเรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้รู้เข้าใจ จะได้คืนอธิปไตยของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ให้กับธรรมชาติเดิมแท้ เราจะไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เราจะได้คืนอธิปไตยให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงด้วยความรู้ความเข้าใจ เราจะหยุดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ผู้ที่เอาธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาเป็นเรามาเป็นของเรา มาเป็นตัวกูของกู มาเป็นตัวสูของสู เราจะมาหยุดได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย พระธรรมพระวินัยเป็นหลักการที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นเราเป็นเขา
ให้ทุกคนรู้ทุกคนเข้าใจ เราจะเดินทางไกล เราต้องอาศัยยานในการเดินทาง ถ้าทางบกทางอากาศเราก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบิน ถ้าทางทะเลมหาสมุทรเราก็ต้องอาศัยเรือเดินทะเล เดินมหาสมุทร เราจะเดินทางไกลออกจากวัฏฏสงสาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาพระธรรมเอาพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตรเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้ปฏิบัติในปัจจุบัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสสะมาก ก ๆเพื่อความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กัน ความสงบนั้นเป็นออกซิเจน เราต้องมีความสุขในพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรข้อปฏิบัติ เพื่อเราจะได้ออกซิเจน เมื่อมันผ่านไปแล้วองค์สมด็จพระพุทธเจ้าให้เราปล่อยวาง ไม่ให้เรายึดมั่นถือมั่น เพื่อทิ้งอดีต ผู้มีความสงบมาก ๆ หรือว่าผู้มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเราจะได้ตัดเรื่องอดีตที่ผ่านมาเพื่อเป็นธรมเป็นปัจจุบัน เพื่อยกเลิกนิติบุคคลตัวตน เพื่อหยุดสัญชาตญาณที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นคนหนุ่มคนสาวเป็นคนแก่เฒ่าชรา เป็นคนแก่เจ็บตายพลัดพราด เป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวช เป็น สตง. กกต. ปปง. ปปช.
เราต้องมีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นเป็นความสุขเป็นความดับทุกข์ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะมันคืออย่างหนึ่งอย่างเดียวกัน หรือจะว่าพระนิพพานก็ได้ มันเป็นพระนิพพานชั่วขณะ ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะที่ติดต่อต่อเนื่องด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยเรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ที่เป็นการทำความดีเพื่อความดี เพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นความถูกต้อง ไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี ทำความดีเพื่ออยากเป็นดีนั้นเป็นความปรุงแต่ง ไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อยกเลิกตัวยกเลิกตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจว่าตัวตนนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย เพราะตัวตนนั้นคือความทุกข์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อท่านตรัสรู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เข้าถึงความบริสุทธิคุณ ด้วยพระปัญญาบริสุทธิคุณ ท่านได้ส่งพระอรหันต์ขีณาสพออกไปเผยแผ่บอกให้หมู่ชนมหาชนได้รู้เข้าใจในการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเอาความรู้ความเข้าใจนั้นไปประพฤติไปปฏิบัติในปัจจุบันของชีวิตประจำวัน เพื่อเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ก้าวไปด้วยความดีและปัญญา เป็นปฏิปทาในการดำเนินชีวิตทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ จะได้เป็นอริยมรรคเป็นหนทางในการดำเนินชีวิต จะได้ก้าวไปด้วยความดีและปัญญาให้เป็นทางสายกลางระหว่างจิตใจกับวัตถุ ให้ ๒ อย่างได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน จะได้ทั้งทางวัตถุเพื่ออำนวยความสะดวกความสบาย ทางวัตถุนั้นก็ต้องอาศัยปัญญาประดิษฐ์ อาศัยความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติเป็นปัญญาประดิษฐ์ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีคาวมสุขในปัญญาประดิษฐ์
มนุษย์เราเกิดมาต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยสิ่งแวดล้อมที่ดี อาศัยพ่ออาศัยแม่ อาศัยครูบาอาจารย์ อาศัยพระอริยสงฆ์ สิ่งแวดล้อมนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงตรัสมงคล มงคลที่ดีที่สุดคือสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ดีที่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาที่ประกอบด้วยความดี สิ่งที่ดีนั้นถึงเป็นปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นการทำความดีเพราะเห็นว่าความดีนั้นเป็นความถูกต้อง เป็นความเมตตาตัวเองอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจในความเมตตา ผู้ที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้เราจะไปช่วยเหลือใคร เพราะผู้มีปัญญาไม่มีความสงบคือผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นะ ผู้มีความสงบไม่เสียสละนั้นคือผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นะ
การปฏิบัติการทำหน้าที่เราทุกคนถึงต้องมาเน้นที่ตัวของเราเอง เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติให้เราได้แทนเราได้ ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้ทุกคนเข้าใจว่า ความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน เมื่อมีความสุขก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบก็มีความสุข ความสุขกับความสงบนั้นอยู่ที่เรารู้เข้าใจ ในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราไม่เอาธาตุเอาขันธ์เอาอายตนะ ไม่เอาผัสสะมาเป็นตัวเราของเรา
เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยพระธรรมพระวินัยที่เป็นบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามายาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติเพราะนี้เป็นความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ความดีที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เป็นความดีที่หยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ให้ปล่อยให้วางเพราะมันผ่านไปแล้วมันเกษียณแล้ว
เราต้องรู้เข้าใจ เราทุกคนต้องเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยความรู้ความเข้าใจ เราต้องตัดปริโพธความกังวล ไม่ต้องไปห่วงพ่อห่วงแม่ห่วงพี่ห่วงน้องห่วงเพื่อน ห่วงประเทศชาติบ้านเมือง
เราต้องรู้เข้าใจในอริยสัจ ๔ เพื่อพัฒนาความดีและปัญญาด้วยสติสัมปชัญญะ ทุกอย่างจะได้จบลงที่ปัจจุบัน เป็นความดีที่ติดต่อต่อต่อเนื่องเป็นขบวนการของขบวนการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าปัจจุบันนี้ป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบันแล้ว อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง
มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีเมตตาตรัสบอกว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขนะ เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้นให้เรารู้ให้เข้าใจ เอาปัจจุบันนี้แหละ เอาปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้ดับทุกข์ได้ ไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน อย่าไปเอาอนาคต ต้องเอาปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นฐานของอนาคตให้รู้เข้าใจ เป็นความดีและปัญญา ก้าวไปด้วยศีลสมาธิปัญญา
เราอย่าไปเข้าใจเหมือนแต่ก่อนนะ แต่ก่อนเราเข้าใจว่า ความสุขนั้นอยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญมันไกลเหลือเกินนะมันไม่ใช่ปัจจุบัน อันนี้เป็นความฝันความหลง ความดับทุกข์ความไม่มีทุกข์มันต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ให้เราไม่มีทุกข์ในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานเป็นกรรมเป็นกฎแห่งกรรม เรียกว่ามีกรรมเป็นพื้นฐาน เป็นกรรมฐาน เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้หยุดปัญหาจะไม่ได้สร้างปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เอาความสงบนั้นมาเสียสละที่ก้าวไปเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นอนัตตาไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน
เราทุกคนต้องพากันรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มันมีอยู่นี้ ว่างจากสิ่งที่ไม่มีอยู่นี้มันจะมีประโยชน์อะไร คนตายแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร คนไม่มีตาไม่มีหูไม่มีจมูกไม่มีลิ้นไม่มีกายไม่มีใจ เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่นี้ เราต้องเข้าถึงความว่างด้วยความรู้ความเข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆต้องสงบมาก ๆ นั่นแหละคือความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละนั่นแหละคือความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจด้วยสติสัมปชัญญะ
เราทั้งหลายต้องรู้เข้าใจเรื่องของความว่างนะ ต้องเข้าใจเรื่องพระนิพพานนะ แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราเลยพากันปฏิบัติไม่ถูก เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ เรารู้เข้าใจนะ เข้าใจอย่างไรล่ะ เข้าใจว่าเรามีตามันถึงมีรูป ถ้าเราไม่มีตารูปมันจะมีมั๊ย เรามีหูมันถึงมีเสียง ถ้าไม่มีหูมันจะมีเสียงมั๊ย เราต้องรู้เข้าใจว่าเรามีจมูกมันถึงมีกลิ่นต่าง ๆ เรามีลิ้นถึงมีรสต่าง ๆ เรามีกายถึงมีสัมผัสหนาวร้อนสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรามีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด ถ้าเราไม่มีใจมันจะมีความรู้สึกนึกคิดได้อย่างไร เราต้องรู้เข้าใจ เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้มันถึงมี
เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้จบลงที่ผัสสะนี้ เพื่อเราจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิตไม่ได้เอาความปรุงแต่งนำชีวิต สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้จบลงที่ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเอาความรู้กับการปฏิบัติมาใช้พร้อม ๆ กัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสุขมาก ๆ มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละ เพื่อเอาปัญหาที่เกิดกับเรามาเป็นปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ มีความสุขที่สุดในโลกในการทำหน้าที่ ผู้มีความสุขที่เกิดจากปัญญาสัมมาทิฏฐินี้ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ
มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าการที่เป็นพระอริยเจ้าเป็นได้เฉพาะศาสนาพุทธเหรอ..?
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ให้เราเข้าใจเรื่องพระศาสนานะ พระศาสนาคือความเห็นถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง อยู่ที่ปัจจุบันที่เรารู้เข้าใจ เพราะความรู้ความเข้าใจนั้นมันไม่ใช่ความจำ ความจำนั้นไม่วันกี่เดือนกี่ปีมันก็หลงก็ลืมแล้ว แต่ความรู้ความเข้าใจนั้นมันจะไม่หลงไม่ลืม เพราะนั่นเป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ใดรู้เข้าใจ ผู้นั้นคือผู้รู้ปัญหา ทุกอย่างจะจบลงที่ปัจจจุบัน จบลงที่ผัสสะที่ป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความเป็นพระอริยเจ้าก็จะมีได้ทุก ๆ ศาสนา ให้เรารู้เข้าใจ อย่าเอาพระศาสนาเป็นนิติบุคคลตัวพระศาสนาเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นปัญญาและความสงบเป็นความสงบและปัญญา
เราต้องเข้าใจในพระศาสนาอย่างนี้เช่นนี้ พระศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน พระศาสนาคือความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นวิสุทธิทางปัญญา เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เอาทางสายกลางนำชีวิต พัฒนาวัตถุด้วยปัญญาบริสุทธิคุณประดิษฐ์
เราอย่าพากันทะเลาะกันเรื่องพระศาสนา เราไม่รู้ไม่เข้าใจเอาพระศาสนาเป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นไม่ได้ แม้แต่ธรรมกถึกกับวินัยธรในพระพุทธศาสนายังไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะพระศาสนาคือยกเลิกตัวยกเลิกตน เมื่อเรายกเลิกตัวยกเลิกตนเราจะทะเลาะกันได้อย่างเพราะยกเลิกตัวยกเลิกตนแล้วเราจะทะเลาะกับใครไม่ได้ เพราะอันนี้ไม่มีความปรุงแต่ง ความปรุงนั้นไม่ใช่สติไม่ใช่สัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นไม่ใช่ความปรุงแต่งนะ พระศาสนาอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล เป็นวิมุติความหลุดพ้นจากนิติบุคคลตัวตน เป็นความสงบและปัญญา เป็นปัญญาและความสงบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจในเรื่องพระศาสนา พระศาสนานั้นไม่ใช่นิติบุคคลตัวตน พระศาสนาคือบริสุทธิคุณเป็นความรู้ความเข้าใจ รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เป็นความไม่มีทุกข์เลย ไม่มีความปรุงแต่งอะไรเลย เป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานในปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้าในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจมันเสียหายนะ เสียหายมากเลยนะ มันจะพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้น แผ่นดินไหวอยู่ไกลพันกว่ากิโล ศูนยฺกลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ประเทศพม่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ไปตรวจแต่คนอื่นไปแก้ที่ปลายเหตุ ต้นเหตุเราไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ความไม่ถูกต้องนั้นมันเลยเกิดความเสียหายเกิดการพังทลายนะ ตึกทั้งหลายมีมากมายตั้งหลายตึกใหญ่กว่าสูงกว่าเค้ายังไม่พังเลย เพราะความถูกต้องเค้ายังพอมีอยู่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจนะ เราพากันรู้เข้าใจ พัฒนาทางสายกลาง เอาวิทยาศาสตร์กับทางจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วยปัญญาประดิษฐ์ ให้เรามีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน
ความรู้ความเข้าใจนั้นต้องเอามาประพฤติเอามาปฏิบัติในปัจจุบันที่เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยมารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน ให้เรารู้เข้าใจ การดำเนินชีวิตของเราก็จะเป็นพระนิพพานทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ
เราต้องรู้เข้าใจ เห็นภัยในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เห็นปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ตั้งอยู่ในความหลง อยู่ในความเพลิดเพลิน อยู่ในความประมาท เพราะความหลงความเพลิดเพลินความประมาทนั้นคือความเสียหาย นั้นจะเป็นเหตุให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.
เราทุกอย่าประมาทเพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต เราต้องผ่านปัจจุบันไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ มาครอบงำใจของเรา ปัญญาบริสุทธิของเราต้องประดิษฐ์ ประดิษฐ์การวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ เราโฟกัสเอาพระธรรมพระวินัยแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านวางหลักการในการประพฤติการปฏิบัติมาใช้มาปฏิบัติเพื่อหยุดสัญชาตญาณของเราทุกคน สติสัมปชัญญะนั้นแหละจะหยุดสัญชาตญาณ
ให้เราทุกท่านทุกคนมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


