๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันพุธที่ ๑๔ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งฟังให้สบาย

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้พวกเราทั้งหลายพากันรู้พากันเข้าใจในเรื่องอริยสัจ ๔ ในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อจะไม่ให้ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ครอบงำจิตใจของเรา เพื่อจะไม่ได้ครอบงำสติปัญญาของเรา เพื่อไม่ให้อวิชชาครอบงำจิตใจของเรา เพื่อไม่ให้รูปเสียงกลิ่นรสโผฐฐัพพะธรรมารมณ์ครอบงำจิตใจ ไม่ได้ครอบงำสติปัญญาของเรา ลาภยศสรรเสริญนินทาสุขทุกข์จะไม่ได้ครอบงำจิตใจ

 

เราต้องพากันมารู้พากันมาเข้าใจ ในเรื่องเหตุเรื่องปัจจัยในสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่มันเป็นปัญหาจะได้เป็นปัญญา ปัญญาจะได้เป็นความสงบ ความสงบจะได้เอามาเสียสละ

 

รู้เรื่องของความทุกข์ รู้เรื่องเหตุเกิดทุกข์ รู้เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราจะได้รู้ปัญหา เพื่อปัญหาต่าง ๆ นั้นจะได้เกิดปัญญา เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ เพื่อพัฒนาวัตถุพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ทางวัตถุก็พัฒนา ทางใจก็พัฒนา เพื่อเอาความรู้มาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เพื่อเราจะได้รู้ได้เข้าใจ เราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเป็นหลักการในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

การประพฤติการปฏิบัติของเราปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบันนี้เอง ปัจจุบันเรารู้เราเข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เรามามีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ เพราะความสุขกับความสงบนั้นมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขแล้วเราก็จะมีความสงบ ถ้าเรามีความสงบแล้วเราก็จะมีความสุข

 

ทางสายกลางให้พวกเรารู้เข้าใจ ทางสายกลางนั้นเป็นการพัฒนาระหว่างวัตถุกับจิตใจเพื่อจะได้ทำหน้าที่ทั้ง ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ให้รู้เข้าใจ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เราทำความดีเพื่อความดี เพราะเรามีความรู้ความเข้าใจในทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจต้องไปพร้อมกัน ลมหายใจกับระบบสมองต้องไปพร้อม ๆ กัน อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญาต้องไปพร้อม ๆ กัน ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อวัตถุจะได้ไปพร้อม ๆ กัน ระบบสมองกับลมหายใจก็จะได้ไปพร้อม ๆ กัน เป็นความสมัครสมานสามัคคี เป็นความดีและปัญญาก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน

 

สติกับสัมปชัญญะนี้เป็นออกซิเจน เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยวางของเสีย ปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จะเป็นความดี เป็นคามพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน มันเป็นความสมดุลทางชีวิต เป็นธนาคารชีวิต รายรับรายจ่ายเสมอกัน  พอเพียงเพียงพอ ความรู้ความเข้าใจ มีปิติมีความสุขในการทำหน้าที่ เรามาทำความดีเพื่อความดี เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่มาทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ความอยากความไม่อยากนั้นให้เราเข้าใจ ความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นคือความทุกข์ เพราะความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ ความไม่สงบนั้นคือความทุกข์

 

เราจะหยุดความปรุงแต่งได้อย่างไร..?

เราจะหยุดความปรุงแต่งได้ก็ด้วยเรารู้เข้าใจ เพราะเรามีสติมีสัมปชัญญะ ผู้ที่มีความรู้ มีตัวผู้รู้ ถึงต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีความสงบ ความสงบกับความสุขคือสิ่งเดียวกัน

 

ให้เรารู้ให้เข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความสุขเพราะปัญญามันมีมาก ผู้มีปัญญามากนั้นใจมันจะไม่สงบ

 

ผู้มีปัญญามากต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้มีหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ว่าตัวเองยืน ตัวเองนั่ง ตัวเองเดิน ตัวเองนอน ต้องอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับกับปัจจุบัน ต้องมีความสุขกับการอยู่กับปัจจุบัน รถดี ๆ เขาต้องมีเบรกดี ๆ เครื่องบินดี ๆ ก็ต้องมีเบรกดี ๆ เรือดี ๆ ก็ต้องมีเบรกดี ๆ ผู้มีปัญญามากก็ต้องมีความสงบมาก ๆ ปัญญากับสมาธิถึงต้องเดินควบคู่กันไป อันหนึ่งความสงบ อันหนึ่งปัญญา อันหนึ่งสมถะ อันหนึ่งวิปัสสนา ๒ อย่างนี้ต้องเดินทางไปพร้อม ๆ กัน

 

สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นพระนิพพานชั่วขณะ หรือว่าเป็นขณิกสมาธิ เป็นอุปจารสมาธิในชีวิตประจำวัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นอริยมรรคที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจในเรื่องทุกข์ ในเรื่องเหตุเกิดทุกข์ ในข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ใจเอาสมถะกับวิปัสสนาเดินไปพร้อม ๆ กัน เพื่อยกเลิกนิวรณ์ทั้ง ๕ ยกเลิกอคติทั้ง ๔ ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นสมถะวิปัสสนา ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เป็นการพัฒนาวัตถุพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

 

ด้วยเหตุผลนี้ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อความสงบและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันเพื่อเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นการพัฒนาจิตใจพัฒนาวัตถุด้วยอาศัยหลักเหตุผลทางวัตถุและจิตใจ เป็นปัญญาประดิษฐ์ เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ความจำ ถ้าความจำแล้วไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปีความรู้ความเข้าใจนั้นก็จะลืม

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราพากันมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราจะไม่ได้เสียกาลเสียเวลา การประพฤติการปฏิบัตินี้คือการหยุดกาลหยุดเวลานะ เป็นการหยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรมนะ หยุดด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อเราจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ไม่ต้องเสียกาลไม่เวลารอโอกาสหน้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติในปัจจุบัน

 

ศีลสมาธิปัญญาเป็นหลักการของการประพฤติการปฏิบัติ เป็นยานในการเดินทาง เราจะเดินทางไกลต้องอาศัยยาน ถ้าทางบกทางอากาศก็ต้องอาศัยรถอาศัยเครื่องบิน ถ้าทางน้ำทางทะเลมหาสมุทรเราก็ต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระธรรมพระวินัยเป็นยานที่จะพาเราไป เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยนี้คือยานที่จะนำเราไป พระธรรมพระวินัยที่เป็นสมมติสัจจะชี้ให้เห็นทุกแง่ทุกมุม ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งผิดทั้งถูก ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก ที่เป็นพระธรรมพระวินัย

 

ให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัย เป็นทั้งคำสั่งให้ประพฤติสั่งให้ปฏิบัติ เป็นทั้งคำสั่งให้หยุด ไม่ให้ประพฤติไม่ให้ปฏิบัติ เป็นกรณียกิจ กิจที่ควรทำและกิจไม่ควรทำ เป็นธุรกิจเป็นหน้าที่การงาน เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าการทำงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนั้นคือการทำงาน ที่เป็นงานทางกาย เป็นงานทางวาจา เป็นงานทางกิริยา เป็นงานทางมารยาท มารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ใจที่รู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องผลของกรรม กรรมนี้มันอยู่ที่เรา อยู่ที่กายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจของเรา เราทุกคนมารู้มาเข้าใจ เพื่อเราจะได้ประพฤติจะได้ปฏิบัติ เราต้องรู้เข้าใจ ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนเราได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติแทนเราได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ไม่ต้องอาศัยใคร อาศัยตัวผู้รู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ

 

หลักการของมนุษย์ วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงาน ทำธุรกิจหน้าที่การงานพร้อมกับการทำจิตใจให้ใจมีปัญญาไปพร้อม ๆ กัน การทำงานกับการปฏิบัติธรรมต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราจะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ย่อมเกิดความเสียหาย เกิดการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย แผ่นดินไหวอยู่ตั้งไกลโน้น อยู่ที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครร่วมพันกิโล ด้วยความไม่ถูกต้องที่ความไม่เข้าใจ เอาทุจริตนำชีวิต ตึก สตง.เลยพังทลาย ตึกอื่นใหญ่กว่าสูงกว่ามีมาก แต่เค้าไม่พังทลาย เพราะความถูกต้องเค้ายังมีมากเพียงพอ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ เพื่อเอา ๒ อย่างเดินทางไปพร้อม ๆ กัน เอาทั้งเรื่องจิตเรื่องใจและเรื่องวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เป็นอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาททั้งอาชีพ ใจกับกายต้องไปพร้อม ๆ กัน เพราะใจกับกายจะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันนั้นคือตาย ๒ อย่างนี้ต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน หยุดทำไม หยุดเพื่อไปพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจไปทำความดี เพื่อให้ความดีและปัญญาจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน ไปถือเนกขัมมะบารมี ไปเอาความสุขกับการเจริญสติสัมปชัญญะ ไปถือศีลอุโบสถ ครั้งพุทธกาลได้ใช้หลักการ วัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ไปถือศีลอุโบสถ วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ไปถือศีลอุโบสถ

 

หลักการของมนุษย์ วันทำงานกับการพัฒนาใจ ๒๒ วัน ๒๒ วันเป็นวันทำงานกับการปฏิบัติธรรม ทั้ง ๒ นี้ควบคู่กันไปเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ การทำงานคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน ๒ อย่างนี้จะแยกจากกันไม่ได้ อันหนึ่งสติอันหนึ่งสัมปชัญญะจะแยกจากกันไม่ได้ ๒ อย่างนี้ต้องควบคู่กันไป

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันพัฒนาเรื่องจิตเรื่องใจอย่างเดียว  มนุษย์เรานี้ความเข้าใจที่สูงสุดอยู่ที่เรามีสติสัมปชัญญะ วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่เจริญสติเจริญสัมปชัญญะ เป็นวันยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน เป็นวันที่อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นวันที่มาอยู่กับสติสัมปชัญญะ มาอยู่กับอิริยาบถทั้ง ๔ การยืนเดินนั่งนอน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ยกเลิกปริโพธความกังวล อยู่กับเนื้ออยู่กับตัว ยกเลิกสิ่งภายนอกทั้งหมด อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ แม้ปัจจุบันนี้ก็ว่างจากตัวว่างจากตน มีแต่สติมีแต่สัมปชัญญะ ไม่มีนิติบุคคลตัวตน มารู้เรื่องของธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ทั้งภายนอกภายใน มายกทุกอย่างเข้าสู่ความว่างจากความเป็นนิติบุคคลตัวตน มารู้มาเข้าใจสิ่งภายนอกภายใน ว่าสิ่งภายนอกภายในนี้มันเกิดมาได้อย่างไร มันเกิดมาได้เพราะเหตุเพราะปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี

 

เรารู้เข้าใจ เราจะได้หยุดลงที่ปัจจุบันนี้ หยุดลงที่ผัสสะ มารู้เข้าใจว่าเรามีตารูปถึงมี เรามีหูเสียงถึงมี เรามีจมูกกลิ่นถึงมี เรามีลิ้นรสถึงมี เรามีกายถึงมีสัมผัสสะ เรามีจิตใจถึงมีความรู้สึกนึกคิดถึงมีเจตสิก เรามารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้ถึงไม่ใช่ความจำ มันเป็นความรู้ความเข้าใจ เราทุกคนต้องมารู้เหตุรู้ปัจจัย เราจะได้หยุดเหตุหยุดปัจจัย เราจะได้จบลงที่ปัจจุบันนี้ จบลงด้วยความรู้ความเข้าใจ จบลงด้วยศีลด้วยสมาธิด้วยปัญญา

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำงานเพื่อพัฒนาจิตใจ เพื่อให้ใจรู้ เพื่อให้สติสัมปชัญญะมันได้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะหยุดปริโพธกังวล ไม่ต้องห่วงเรื่องธุรกิจหน้าที่การงาน ไม่ต้องห่วงพ่อห่วงแม่ห่วงลูกห่วงหลาน เราทุกคนต้องตัดปริโพธกังวล เรามามีเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ เราคิดดูดี ๆ นะ เราจะไปช่วยใครได้ ถ้าเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ท่านถึงให้เราเจริญเมตตา เพื่อเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ แล้วมีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เราก็มีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่พร้อมกับพัฒนาใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะทุกอย่างนั้นมันคือกรรม คือกฎแห่งกรรม คือผลของกรรม เราต้องรู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องพากันมาเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เราหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน มาพัฒนาจิตใจ เพื่อถือเนกขัมมะบารมี มาอยู่กับสติสัมปชัญญะ มาอยู่กับความสงบ มาอยู่กับความวิเวก สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความสงบเป็นความวิเวก ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะเมื่อไหร่ ทุกหนทุกแห่งก็จะมีแต่ความสงบ มีแต่ความวิเวก ให้เรารู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเข้าสู่ความวิเวก เรามารู้เข้าใจ เราทั้งหลายจะได้พากันมายกเลิกความไม่ถูกต้อง มายกเลิกธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ ยกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เราทั้งหลายจะได้มีเมตตาตนเอง เราห่วงพ่อห่วงแม่ห่วงลูกห่วงหลานญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลธุรกิจหน้าที่การงาน อันนั้นให้เราเข้าใจนะ อันนั้นไม่ใช่ความเมตตา อันนั้นเป็นความหลง ผู้ที่เข้าใจเมตตา ต้องรู้จักเมตตานะ เราทุกคนต้องเมตตาตนเองด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจที่เอาความดีเพื่อความดี เอาความดีเพราะเห็นว่าความดีนี้ถูกต้อง ไม่ต้องเอาความดีมาเป็นนิติบุคคลตัวตน เราทุกคนถึงจะเมตตาตนเองนะ เรามาคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ อาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวตนด้วยสติด้วยสัมปชัญญะนี้ชื่อว่าบุคคลที่เมตตาตนเอง ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นผู้รู้ปัญหารู้จักปัญหา เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญานั้นมาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละยกเลิกตัวตน บุคคลนั้นถึงจะเป็นผู้มีเมตตาตัวเองนะ

 

เรามาคิดดูดี ๆ นะ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้มันคือของพ่อของแม่ของญาติบรรพบุรุษนะ เราเอานิติบุคคลตัวตนเป็นที่ตั้ง มันเป็นการสร้างกรรมสร้างกรรมสร้างเวรสร้างภัยนะ ทำให้พ่อแม่ญาติบรรพบุรุษต้องเวียนว่ายตายเกิด เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เราจะได้มองเห็นว่าธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้คือพ่อแม่บรรพบุรุษนะ เราไปเอาตัวเอาตน ตัวตนมันก็มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีเลย ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ยากลำบากทั้งกายทั้งใจ

 

เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ความกตัญญุกตเวทีเป็นเครื่องหมายของผู้ดี ของคนดี ความดีต้องประกอบด้วยปัญญา ปัญญาประกอบด้วยความดี เราคิดดี ๆ พูดดี ๆ กิริยามารยาทดี ๆ ที่ยกเลิกตัวตน บุคคลนั้นคือบุคคลที่กตัญญูกตเวทีนะ เราเอาตัวตนนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิต เอาความไม่ถูกต้องนำชีวิตจะถือว่าเราเป็นผู้ที่กตัญญูกตเวทีนั้นไม่ได้

 

เราคิดดูดี ๆ สิ เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้งนั้นมันทุกข์มาก ทุกข์จนนอนไม่หลับ ทำให้ร่างกายที่เป็นธาตุทั้ง๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะทั้ง ๖ นี้นอนไม่หลับ นี้คือความไม่กตัญญูกตเวทีนะ เรามีความร็มาก ๆ ถึงต้องสงบมาก ๆ ถึงเรียกว่าเป็นผู้กตัญญกตเวที เรามีความสงบมาก ๆ เราต้องเสียสละมาก ๆ ถึงเรียกว่าเป็นผู้กตัญญูเวที เอาความดีและปัญญาก้าวไปเป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เราต้องรู้ต้องเข้าใจในความกตัญญูกตเวทีที่เป็นคุณสมบัติของผู้ดีของคนดีที่ประกอบด้วยปัญญา

 

ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ความสงบและปัญญาต้องก้าวไปพร้อม ๆ กัน

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ต้องพากันนอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงก็เพียงพอ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านมีความสุข มนุษย์เราถ้ายกเลิกตัวตน ความสุขถึงจะมี จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าความสงบก็ได้ให้เรารู้เข้าใจ การยกเลิกตัวตนนี้เป็นความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ให้เรารู้เข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงทรงบรรทมพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมงก็เพียงพอ ท่านเสียสละให้หมู่มวลมนุษย์เทพเทวามารพรหมสรรสัตว์ทั้งหลายวันละ ๒๐ ชขั่วโมง เพราะผู้เสียสละคือผู้มีความสุข เราไม่เสียสละเราจะมีความสุขได้อย่างไร เพราะความสุขนั้นอยู่ที่เราเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละศีลก็ไม่มีสมาธิก็ไม่มีปัญญาก็ไม่มี งานถึงเป็นความสุข ความสุขถึงเป็นงานถึงเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย

 

ให้พวกเรารู้เข้าใจ เราทั้งหลายต้องพากันมาเสียสละ เสียสละทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่มันเป็นตัวเป็นตน เราไปเอาความสุขจากความหลงมันไม่ได้ เพราะความหลงจะเป็นความสุขได้อย่างไร ความหลงนั้นเป็นความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มี เพราะมันเป็นความหลง ความหลงนั้นเป็นได้แต่เพียงคน เดินไปข้างหน้าแล้วก็ถอยกลับมาอยู่ที่เดิม ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่า อันนี้เค้าถึงมีคำศัพท์ว่าคน มันย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม เราไปเอาความสุขจากความหลงนั้นไม่ได้ ต้องรู้เข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ มาให้ทานทางวัตถุ มาให้ทางกายวาจากิริยามารยาทาอาชีพ มายกเลิกความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

 

เราต้องรู้เข้าใจก่อนที่เราจะทำทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเรายังอยู่ว่าง ๆ เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ ผู้มีปัญญามาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ ผู้มีความสงบมาก ๆ ก็เสียสละมาก ๆ เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนั้นจะหยุดกรรม หยุดกฎแห่งกรรม หยุดผลของกรรมด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นถึงไม่ใช่ความจำ มันเป็นความรู้ความเข้าใจ

 

หลักการในการดำเนินชีวิตต้องเกิดจากความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้ทุกเป็นพระ เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ไม่มีตัวไม่มีตนเป็นความรู้ความเข้าใจเป็นสติสัมปชัญญะ เราถึงต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ถึงเป็นหลักการสากล ทุกคนต้องใช้หลักการเดียวกันนี้หมู่มวลมนุษญ์ทั้งหลายในโลกนี้ปัจจุบันนี้มีแปดพันกว่าล้านคน มี ๑๙๕ ประเทศต้องใช้หลักการเดียวกันนี้หมด เพราะหลักการนี้เป็นหลักการนี้เป็นหลักการสากล ทุกชาติทุกศาสนาก็ใช้หลักการเดียวกันนี้

 

มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มรรคผลนิพพานมีเฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้นเหรอ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ผู้ใดรู้ผู้ใดเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความจำมันเป็นความรู้ความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนั้นจะเป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะว่ารู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ ไม่คิดไม่พูดไม่ทำกิริยามารยาทที่ไม่ดี อาชีพนี้ยกเลิกตัวตน บุคคลนั้นก็จะมีสติมีสัมปชัญญะ บุคคลนั้นก็จะเป็นบุคลมีศีลมีสมาธิมีปัญญามีพระนิพาน คือมีความสงบและปัญญา สติสัมปชัญญะที่เป็นความรู้ความเข้าใจ จะเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรารู้เข้าใจในเรื่องสากล ความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก หนาวร้อนสุขทุกข์มันเป็นสากล กายวาจากิริยามารยาทเป็นสากล

 

เราต้องรู้เข้าใจ เราต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ รู้เข้าใจว่าความสุขทางกายทางใจทุกคนก็เหมือนกันหมด ความแก่เจ็บตายพลัดพรากทุกคนก็เหมือนกันหมด นรกสวรรค์นิพพานก็อันเดียวกันนี้แหละ เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจแล้วมันจะไม่สงบ ความไม่สงบคือความแตกแยก ความไม่สงบคือสังฆเภท คือนักรบคือสงคราม สติสัมปชัญญะนั้นถึงเป็นความพอดีความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกินไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เราต้องรู้เข้าใจในเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัย ผู้มีความรู้มาก ๆ ก็ต้องปฏิบัติมาก ๆ ปฏิบัติมาก ๆ ก็ได้แก่สติได้แก่สัมปชัญญะนั้นแหละ

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์มันก็ไม่มี ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะภายนอกภายใน ๑๒ มันก็ครอบงำเราไม่ได้ ให้เรารู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจเราทั้งหลายก็จะมีแต่ความทุกข์ ทุกข์ทั้งกายทุกข์ทั้งใจ ทุกข์ทวีคูณ ยิ่งแก่ก็ยิ่งทุกข์ เป็นทุกข์เมื่อแก่ให้เรารู่ให้เข้าใจ เมื่อเรารู้เข้าใจแล้วปัญหาต่าง ๆ นั้นมันจะเป็นปัญญา ปัญญานั้นก็จะเป็นความสงบ ความสงบก็จะเป็นการเสียสละ นี้คือสตินี้คือสัมปชัญญะ นี้คือปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้เราพากันรู้พากันเข้าใจ นี้คือพระนิพพานบ้านของเราที่อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ อยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าไม่อยู่ที่ปัจจุบันดับทุกข์ไม่ได้

 

ที่มีผู้ไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าตายแล้วเกิดหรือว่าตายแล้วสูญ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าขึ้นอยู่ที่เหตุที่ปัจจัยขึ้นอยู่ที่เงื่อนไข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เอาที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจุบันอนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปีจจุบัน เราต้องเข้าถึงพระนิพพานดับไม่เหลือในปัจจุบัน เพราะจะเป็นประโยชน์ทั้งในอดีตอนาคตปัจจุบัน ที่เป็นบารมีเบื้องต้นท่ามกลางถึงที่สุด ให้เรารู้เข้าใจอย่างนี้

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าพระนิพพานความทุกข์นี้ต้องอยู๋ที่ปัจจุบัน มีปัญญามาก ๆ ต้องสงบมาก ๆ ในปัจจุบัน มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ ในปัจจุบัน เพื่อใจจะไม่ได้เป็นเพียงสมาธิสมาบัติ ต้องเสียสละ ถ้าไม่เสียสละมันไม่ได้ เพราะมันเป็นความยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา

 

เราต้องมีความสุขในการทำงาน เราคิดดูดี ๆ นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเสียสละจนวาระสุดท้าย ไม่ใช่เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องเสียสละเพราะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเสียสละ เป็นพระอรหันต์ก็ต้องเสียสละ เราเป็นใครมาจากไหนก็ต้องเสียสละ การเสียสละนี้เป็นการเจริญสติสัมปชัญญะ อย่างเราทำงานก็ต้องมีความสุขในการทำงานนั้นคือการเสียสละ อย่างเรานั่งสมาธิก็มีความสุขในการนั่งสมาธิ มีความสุขในการหายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย เราทำหน้าที่เพื่อให้ใจของเราสบาย หายใจเข้าก็เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย หายใจออกก็เอาคาร์บอนไดออกไซด์เอาของเสียออกไป เรามีหน้าที่ทำความดีอย่างนี้ เราอย่าไปเอาความอยากกับความไม่อยาก เพราะธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้สติให้ปัญญากับเราก่อนท่านจะละธาตุละขันธ์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

 

Visitors: 108,094