๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๖ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

ให้ทุกท่านทุกคนพากันนั่งให้สบาย เพื่อฟังการบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นแนวทางของการประพฤติการปฏิบัติ

 

เราทุกคนจะได้รู้จะได้เข้าใจ เพื่อจะเอาไปใช้เอาไปประพฤติปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัติให้เราประพฤติให้เราปฏิบัติกันในปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นการประพฤติการปฏิบัติของเรา เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องรู้เข้าใจ ปัจจุบันเราต้องประพฤติเราต้องปฏิบัติ

 

ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เราจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ทุกคนจะได้มีหลักการในการประพฤติการปฏิบัติ การดำเนินชีวิตของเราจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน เราพากันมามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ คำว่าความสุขหมายถึงไม่มีความทุกข์ เรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง เรามาทำความดี เห็นว่าความดีเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 

เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าไปทำความดีเพื่อเป็นนิติบุคคลตัวตน เราอย่าไปทำความดีเพื่ออยากเป็นคนดี เพราะเหตุผลว่าความอยากความไม่อยากนั้นมันเป็นความปรุงแต่ง ให้เรารู้ให้เราเข้าใจนะ ความปรุงแต่งนั้นคือความทุกข์ ความปรุงแต่งนั้นคือความไม่สงบ ถ้าเรามีความปรุงแต่งเราก็มีความทุกข์ ถ้าเรามีความปรุงแต่งเราก็ไม่มีความสุข

 

ทุกคนต้องรู้ต้องเข้าใจ ความสุขกับความสงบนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเรามีความสุขเราก็มีความสงบ ถ้าเรามีความสงบเราก็มีความสุข ด้วยเหตุผลนี้ อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพเราต้องมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อทำหน้าที่ เพื่อเข้าถึงความพอดี ความพอเพียงเพียงพอ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ต้องการที่จะเป็นคนดี สติสัมปชัญญะให้เรารู้ให้เข้าใจ มันเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน ไม่ได้เพิ่มไม่ได้ตัด เราทุกคนต้องมีความสุขในการเจริญสติสัมปชัญญะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนพากันรู้พากันเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราทุกคนต้องพากันประพฤติพากันปฏิบัติเอาเอง ไม่มีใครประพฤติปฏิบัติให้เราได้ เราต้องมีความตั้งมั่นด้วยความรู้ความเข้าใจ ความตั้งมั่นนี้สำคัญ ถ้าเราไม่มีความตั้งมั่นเราก็ย่อมไปตามผัสสะ ไปตามสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลนี้เราทุกคนถึงต้องมีสติเป็นพื้นฐาน มีปัญญาเป็นพื้นฐาน เพื่อเป็นกรรมฐาน ฐานของเราคือความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะไม่ได้ไปตามผัสสะทั้งหลาย เพื่อจะไม่ได้ไปตามสิ่งแวดล้อม เพื่อเอาพระธรรมเอาพระวินัยนำชีวิต

 

พระธรรมพระวินัยเป็นยานในการเดินทางของเรา เค้าจะเดินทางไกลเค้าต้องอาศัยยาน ทางบกก็ต้องอาศัยรถยนต์ ทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบิน ทางน้ำทางทะเลทางมหาสมุทรก็ต้องอาศัยเรือยนต์ขนาดใหญ่ พระธรรมพระวินัยถึงเป็นยาน ให้เราทุกคนพากันเข้าใจ เพื่อความตั้งมั่นความตั้งใจ เราจะไม่ได้ไปทิ้งพระธรรมพระวินัย เราจะไม่ได้ทิ้งยาน ยานนี้แหละเป็นยานที่หยุดสัญชาตญาณที่มันเป็นนิติบุคคลตัวตน ที่มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเรา เราจะหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตนได้ก็เพราะพระธรรมพระวินัยที่เป็นยาน เพื่อหยุดสัญชาตญาณ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจในเรื่องพระธรรมพระวินัย เพื่อเป็นความดีและปัญญา เพื่อสร้างบารมีเบื้องต้น ท่ามกลาง ถึงที่สุด ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ สติสัมปชัญญะนั้นคือความสำคัญ เราทุกคนต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในเรื่องผิดในเรื่องถูก ในเรื่องสิ่งเรื่องชั่ว เรื่องไม่ผิดไม่ถูก เราต้องรู้เข้าใจ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ความรู้ความเข้าใจปัญหาต่าง ๆ นั้นก็จะเป็นปัญญา ปัญญาก็จะเป็นความสงบ ความสงบจะเป็นการเสียสละ จะเป็นทานศีลสมาธิภาวนา เป็นการเสียสละ ยกเลิกแคนเซิลสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัยด้วยความเข้าใจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราทั้งหลายอย่าไปทำอะไรตามความรู้สึก ตามสัญชาตญาณ ตามอัธยาศัย

 

เราต้องรู้ต้องเข้าใจ จะไปทำอะไรตามสัญชาตญาณตามอัธยาศัยไม่ได้ ให้เรารู้เข้าใจ เรามีความรู้มาก ๆ ก็ต้องสงบมาก ๆ อย่างนี้ เรามีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละมาก ๆ เพื่อให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันหยุดลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ปัจจุบัน ให้มันจบลงที่ผัสสะ เพื่อไม่ให้เกิดความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งจึงจะหยุดการทำงาน สติสัมปชัญญะนี้แหละจะหยุดความปรุงแต่งเพื่อไม่ให้ความปรุงแต่งทำหน้าที่ ไม่ให้ความปรุงแต่งทำงาน นี้เป็นสัมมาสังกัปปะ ที่ดำริชอบ ดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท สติสัมปชัญญะนี้แหละจะเป็นเบรก เป็นเซฟตี้ที่ให้เราหยุดตรึกในกาม หยุดตรึกในพยาบาท ผู้มีปัญญามีความรู้มาก ๆ ถึงต้องมีความสงบมาก ๆ

 

มีคำถามว่า ผู้มีปัญญามาก ๆ ทำไมใจมันไม่สงบ เพราะเหตุผลว่า ผู้มีปัญญามากเอาปัญญามาเป็นตัวมาเป็นตน ตัวตนนั้นคือความไม่สงบ ความสงบคือตัวคือตน

 

ให้ผู้มีปัญญามาก ๆ รู้เข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ต้องมีความสงบมาก ๆ ความสงบกับความสุขมันคืออันเดียวกันนะ เราต้องมีความสุขในการทำหน้าที่ ให้เข้าใจว่าการทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดีมันไม่สงบนะ เราต้องรู้เข้าใจว่า การทำความดีเพื่อความดีไม่ใช่ทำความดีเพื่ออยากให้มันสงบ เพราะตัวตนความอยากนั้นแหละคือตัวไม่สงบ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถ้าทำความดีเพื่อจะเป็นคนดีมันจะไม่มีวันที่จะสงบเลย เพราะมีความอยากมีความต้องการมันยังมีกาลมีเวลา

 

การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้เรารู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเป็นการยกเลิกกาลยกเลิกเวลา มายกเลิกความปรุงแต่ง เราต้องรู้ต้องเข้าใจว่าพระนิพพานคืออสังขตธรรม ไม่มีความปรุงแต่ง ให้เข้าใจว่าศีลสมาธิปัญญานี้มันเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ เป็นการหยุดความปรุงแต่ง เป็นการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี มีความสุขในการทำความดี จะว่าความสุขก็ได้จะว่าความสงบก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ เป็นพระนิพพานชั่วขณะ เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม

 

เราต้องรู้เข้าใจว่าทานศีลสมาธิปัญญานี้เป็นสติสัมปชัญญะ เป็นสภาวธรรมที่หยุดกาลหยุดเวลา ไม่ต้องการอะไร เป็นการหยุดกาลหยุดเวลา ที่เป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เข้าใจอย่างนี้ เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราจะไปทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี ความคิดอย่างนี้ไม่ใช่พระนิพพาน มันยังต้องการผลประโยชน์ตอบแทน มันเป็นการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ พัฒนาปัญญาเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน

 

ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์เทวดาพรหม มีความเห็นความเข้าใจว่า ทุกอย่างคือเหตุคือปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปก็ย่อมมี ด้วยเหตุผลนี้จึงพากันให้ทานรักษาศีล ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้คติธรรมผู้รู้ผู้เข้าใจอย่างนี้ให้เข้าใจ เมื่อมีความเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นคือเหตุคือปัจจัย เราต้องรู้เข้าใจ พากันละเหยื่อในโลกนี้เสีย มุ่งหวังสันติเถิด มารู้เข้าใจ มาให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา พัฒนาปัญญา เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะ เพื่อไม่ต้องการอะไร เพื่อจะหยุดกาลหยุดเวลาด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ เจริญวิปัสสนา ด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อมาละเหยื่อในโลกนี้ เพื่อมุ่งสันติ คือความสุข จะว่าความสุขก็ได้ จะว่าไม่มีทุกข์ก็ได้ จะว่าพระนิพพานก็ได้ นี้คือความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เป็นการทำงานที่มีความสุข เป็นการทำงานของกายวาจากิริยามารยาทอาชีพที่มีความสุข เป็นความสงบ ทานศีลสมาธิภาวนาถึงจะเป็นความดับทุกข์ ถึงจะเป็นพระนิพพาน พระนิพพานนี้ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ที่อนาคต เป็นพระนิพพานชั่วขณะ ๆ เมื่อเรามีความดีและปัญญา มีการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิวิปัสสนา สติสัมปชัญญะ อินทรีย์บารมีความดีและปัญญาติดต่อต่อเนื่องก็จะเป็นพระนิพพานถาวรยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยการหยุดกาลหยุดเวลา ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราจะได้นิพพานเป็นที่อยู่ที่อาศัย ด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้ถึงเป็นคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เราจะได้มีพระธรรมพระวินัยเป็นเครื่องอยู่ พระธรรมพระวินัยให้เราเข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นจะเป็นพระนิพพาน ให้เราเอาหลักปัจจุบันนี้ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่หยุดกาลหยุดเวลา หยุดความปรุงแต่งด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า พระนิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน เราต้องเข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัยที่เป็นบรมสุขอย่างยิ่ง เมื่อเรารู้เมื่อเราเข้าใจ ธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ จะครอบงำเราไม่ได้ ปัญหาเรื่องธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัญหาก็จะเป็นปัญญา ปัญญาก็จะเป็นความสงบ ความสงบก็จะเป็นความสุข ความสุขกับความสงบมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็อยากจะไปเอาความสงบ ความอยากนั้นมันคือความทุกข์ ให้เรารู้ให้เข้าใจ

 

เราก็ยังมีคำถามว่า เมื่อไม่มีความอยากแล้วจะไปทำทำไม เมื่อไม่มีความอยากแล้วเราก็ต้องมาเสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละมันก็จะเป็นตัวเป็นตน มันจะเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ สติสัมปชัญญะมันจะก้าวไปไม่ได้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ละความยึดมั่นถือมั่น ให้เราปล่อยให้เราวาง เมื่อมีความสงบแล้วก็ต้องมาเสียสละ

 

เราคิดดูดี ๆ นะ คนมีปัญญามาก ๆ มีเยอะแยะเลย มีเต็มไปหมดเลย ผู้ที่เป็นคนดีทั้งหลายมีเยอะแยะมาก เต็มไปหมด ผู้มีปัญญาเอาปัญญามาเป็นตัวเป็นตน ผู้ที่เป็นคนดีเอาความดีมาเป็นตัวเป็นตน สองคนนี้แหละคือเป็นบุคคลที่ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะนะ เป็นคนมีปัญญามากไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ เป็นคนดีไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ทั้งคนมีปัญญาทั้งคนดีนั้นก็ย่อมเสียหาย ก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกใหญ่สูง ๓๐ กว่าชั้นอยู่ใจกลางเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร แผ่นดินไหวอยู่ห่างไกลที่ประเทศพม่า ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ทำให้เกิดความเสียเกิดการพังทลายเนื่องมาจากความไม่ถูกต้อง มีการโกงกินคอร์รัปชั่น ทุจริต ถึงได้เกิดความเสียหาย เกิดการพังทลาย ตึกที่อยู่ใกล้เคียงกัน ใหญ่กว่าสูงกว่ามีอยู่หลายตึก แต่ความถูกต้องเค้ามีมากกว่า เค้าไม่เสียหาย เค้าไม่พังทลายเหมือนตึก สตง. ผู้มีปัญญามาก ๆ ไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะก็ต้องพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. ผู้ที่เป็นคนดีไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะก็ย่อมพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง.

 

การให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญสมถะวิปัสสนา เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีความตั้งมั่น ความตั้งมั่นนี้คือความรับผิดชอบ ผู้มีปัญญามากแต่ขาดความรับผิดชอบก็ย่อมพังทลาย ผู้ที่เป็นคนดีแต่ขาดความรับผิดชอบก็ย่อมพังทลายเช่นเดียวกัน เราต้องรู้ต้องเข้าใจนะ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจ จะทำให้เราเสียหายจะทำให้เราพังทลาย จะทำให้เราเป็นโรคไบโพล่า อารมณ์เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตามผัสสะ ตามสิ่งแวดล้อม เราไม่เข้าใจเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้จักปัญหา เพื่อเอาปัญหานั้นให้เกิดปัญญา  เอาปัญญามาเป็นความสงบ เอาความสงบมาเสียสละ การเสียสละนั้นจะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ

 

การเสียสละนี้ให้เรารู้ให้เข้าใจ การเสียสละนี้มันคือสติคือสัมปชัญญะ ถ้าเราไม่เสียสละเราก็จะไม่มีสติไม่มีสัมปชัญญะ ด้วยเหตุผลนี้ เราให้ทานเพื่อละเหยื่อในโลกนี้มุ่งหวังสันติ ถึงไม่หวังผลอะไรตอบแทน เรารักษาศีลเพื่อเสียสละ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เราทำสมาธิเพื่อเสียสละ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นการทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำความดีเพื่อต้องการสิ่งที่ดี ๒ คำนี้มันคนละความหมายนะ ทำความดีเพื่อความดีนี้เป็นความหมายหนึ่งนะ ทำความดีเพื่อต้องการนั่นคือความปรุงแต่งนะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัยอย่างนี้ พระธรรมพระวินัยเป็นอมตะ หยุดกาลหยุดเวลา เป็นสิ่งที่ขลังศักดิ์สิทธิ์ ยกเลิกความแก่เจ็บตายพลัดพราก เป็นความขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นอมตะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ขลังศักดิ์สิทธิ์ พระอรหันต์ขีณาสพเป็นผู้ขลังศักดิ์สิทธิ์ เพราะท่านทำความดีเพื่อความดีไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนท่านจึงขลังศักดิ์สิทธิ์นะ เราไม่รู้ไม่เข้าใจทำอะไรเพื่อหวังผลตอบแทนมันไม่ขลังไม่ศักดิ์ไม่สิทธิ์นะ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรารู้เข้าใจ ว่าความสงบกับความสุขนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความสงบก็ย่อมมีไปพร้อม ๆ กัน เพราะความสุขความสงบมันคืออันเดียวกัน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาหลักการพัฒนาใจกับการพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง เราพัฒนาวัตถุทางวิทยาศาสตร์ด้วยความเสียสละเป็นความสุข การเสียสละเป็นความสุขไม่หวังอะไรตอบแทน ถ้าเราไม่เสียสละมันจะไม่มีความสุขเพราะมันเป็นความหวัง ถ้าเราเสียสละเราจะมีปัญญา ยิ่งพัฒนาวัตถุพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งมีปัญญา เปลี่ยนแปลงจากวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนแปลงจากแห้งแล้งเป็นความร่มเย็นเป็นสุข เปลี่ยนจากทะเลทรายเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร เปลี่ยนจากน้ำเค็มเอามาเป็นน้ำจืดเพื่อมาดื่มกินบริโภคใช้สอยด้วยการเสียสละ ด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ ผู้มีความรู้ความเข้าใจได้เสียสละ เราก็จะได้ทั้งใจ ได้ทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน เป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจที่เป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาท เพื่อหยุดกาลหยุดเวลา ยกเลิกกาลยกเลิกเวลา  เราทุกคนก็จะเข้าถึงอมตะ เข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ พ้นจากเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากด้วยความรู้ความเข้าใจ เมื่อเรารู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นความสงบจะเป็นความสุข จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะ ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพสิทธิเสรีชน ให้ทุกคนเข้าใจ มีความสงบไม่วุ่นวาย ไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ คำว่าลิดรอนหมายถึงความปรุงแต่ง ถ้าเรามีความปรุงแต่งนั้นคือการลิดรอน อย่างเราไม่อยากให้แก่ให้เจ็บให้ตายให้พลัดพราก ให้เรารู้เข้าใจ นี้แหละคือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราต้องรู้ต้องเข้าใจ ว่าเราจะไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เราทุกคนต้องคืนอธิปไตยให้กับปวงชน ให้กับมหาชน

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนเข้าใจอย่างนี้ เพื่อความดีและปัญญาจะได้ก้าวไปพร้อม ๆ กันในปัจจุบันในชีวิตประจำวัน ทุก ๆ คนต้องพากันปฏิบัติอย่างนี้ ใช้หลักการเดียวกันนี้หมด เพราะการประพฤติการปฏิบัตินั้นมันเป็นสากล ทุก ๆ คนต้องปฏิบัติเหมือนกัน เป็นอริยมรรค เป็นความรู้ความเข้าใจคู่กับการประพฤติการปฏิบัติ ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ ความสุขนั้นคือไม่มีความทุกข์

 

เรามาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีใช้เวลาอบรมบ่มอินทรีย์หลายล้านปีหลายล้านชาติ ท่านได้มาบอกเรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ผิดไม่ถูก เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นกรณียกิจเป็นกิจที่ควรทำ เป็นอกรณียกิจเป็นกิจที่ไม่ควรทำ เราทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ จะได้เอาพระธรรมพระวินัยนำชีวิต เพราะพระธรรมพระวินัยคือที่อยู่อาศัยคือบ้านของเรา บ้านของเราให้รู้เข้าใจ บ้านของเราคือพระนิพพาน คือความสงบและปัญญา

 

ให้เราระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสปัจฉิมโอวาทในครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

-----------------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

 

Visitors: 108,094