๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๓๑ เป็นวันสิ้นเดือนของเดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
เราทุกคนพากันมารู้มาเข้าใจในการดำเนินชีวิตในการทำหน้าที่ของเรา ในการประพฤติในการปฏิบัติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี เราต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เหตุอย่างไรผลก็ย่อมเป็นอย่างนั้น การประพฤติการปฏิบัติเราต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะเหตุผลว่าอดีตก็มารวมกันอยู่ที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความเห็นถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง
การประพฤติการปฏิบัติของเราถึงทำอะไรตามใจตามอัธยาศัยนั้นไม่ได้ พระธรรมที่เป็นกฎแห่งกรรม เราทุกคนต้องพากันมารู้พระธรรม เพราะเหตุผลว่า พระธรรมนั้นคือกฎแห่งกรรม ความรู้ความเข้าใจเรื่องกรรม เรื่องกฎแห่งกรรม ผลของกรรม ที่เป็นกรรมทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อาศัยพระวินัยเป็นข้อวัตรข้อปฏิบัติ ความรู้ในพระธรรมเอาพระวินัยมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ พระวินัยนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
คำว่าพุทธะหมายถึงตัวผู้รู้ตัวเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย มีความเข้าใจว่าพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เป็นยาน เปรียบเสมือนยานพาหนะที่เดินทางไกล เราจะเดินทางไกลทางบกเราก็ต้องอาศัยรถที่ดี เราจะเดินทางทางอากาศก็ต้องอาศัยเครื่องบินที่ดี เราจะเดินทางน้ำทางทะลทางมหาสมุทรเราก็ต้องอาศัยเรือใหญ่เรือยนต์เรือขนานยนต์อย่างดี พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่นั้นเป็นยานสำหรับเดินทางทั้งกายวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจ ที่ใจรู้ใจเข้าใจ
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอจงประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์เถิด พรหมจรรย์นั้นได้แก่เหตุแก่ปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ปัจจุบันเป็นพื้นเป็นฐานของอนาคต ผู้เป็นเสขบุคคล บุคคลที่จะต้องพึงประพฤติพึงปฏิบัติ ต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัยที่เป็นกรรม เพราะทุกอย่างนั้นมันจะเป็นกฎแห่งกรรมเป็นผลของกรรม จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะสิ่งที่มีสิ่งต่อไปมันก็ต้องมี เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากนี้ ความยากดีมีจนนั้นมันเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เราถึงต้องรู้สาเหตุ เรามารู้มาเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่
คำว่าความสุขหมายถึงไม่มีความทุกข์ มีความสุขกับการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติความทุกข์ก็จะไม่มี ที่เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา ที่เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี มีความสุขในการประพฤติมีความสุขในการปฏิบัติ ความสุขกับความสงบนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้ามีความสุขแล้วก็มีความสงบ ถ้ามีความสงบแล้วก็มีความสุข เพราะ ๒ อย่างนี้มันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ ๔ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่มีความหวังอะไรตอบแทน เป็นการทำความดีเพื่อความดีที่เกิดจากปัญญา เกิดจากความรู้ความเข้าใจ ไม่หวังผลอะไรตอบแทน เป็นความเข้าใจในเรื่องทานศีลสมาธิภาวนา เข้าใจเรื่องความอยากความต้องการ ความอยากความต้องการเป็นสิ่งที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ที่ยังไม่ได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าใจในเรื่องความไม่อยากความไม่ต้องการ การประพฤติการปฏิบัติไม่ได้เอาความอยากความไม่อยากเป็นตัวนำ ไม่ได้เอาทำความดีเพื่อต้องการเป็นคนดี
การประพฤติการปฏิบัติเราต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติไม่หวังอะไรตอบแทน คำว่าความสุขนั้นมันเป็นชื่อของพระนิพพาน คำว่าความทุกข์นั้นเป็นชื่อของนรก นรกนั้นเป็นชื่อของความทุกข์ นรกที่เป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจ ที่เอาความอยากความไม่อยากดำเนินชีวิต ปัจจุบันถึงมีแต่นรกเกิดขึ้น นรกตั้งอยู่ นรกดับไป นอกจากความทุกข์ไม่มี นรกนี้คือความทุกข์ ให้เรารู้เข้าใจ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจเรื่องนรก เรื่องสวรรค์ เรื่องพรหมโลก เรื่องพระนิพพาน เราจะได้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติพรหมจรรย์ พรหมจรรย์เบื้องต้นได้แก่ ฆราวาสผู้ที่มีครอบครัว ที่เป็นข้าราชการนักการเมือง ต้องถือพรหมจรรย์เบื้องต้นเป็นพื้นฐาน เอาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กันเป็นทางสายกลาง
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ทำธุรกิจหน้าที่การงาน ปฏิบัติ ๒ อย่างไปพร้อม ๆ กัน เอาใจกับวัตถุไปพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่ให้ ๒ อย่างนี้ขาดตกบกพร่อง ที่เป็นงานทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ที่ใจที่รู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้ใจกับวัตถุได้เดินทางไปพร้อม ๆ กัน
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงาน ไปเน้นเฉพาะเจาะจงในเรื่องจิตเรื่องใจ ไปให้ทาน รักษาศีล ถือเนกขัมมะ เจริญเมตตาภาวนาเป็นเวลา ๒ วัน ๒ คืน ๔๘ ชั่วโมง ไปรักษาศีล ๘ ศีลอุโบสถ ไปเพื่ออบรมบ่มอินทรีย์ เพราะเหตุผลว่าวันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ยังมีปริโพธกังวลในธุรกิจหน้าที่การงานภายนอกอยู่
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดปริโพธกังวลภายนอก ให้เน้นที่ปัจจุบัน ปัจจุบันยกเลิกตัวยกเลิกตน มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการยกเลิกตัวยกเลิกตน เพื่อสติเพื่อสัมปชัญญะจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เป็นกระบวนการของการติดต่อต่อเนื่อง การทำอะไรที่ติดต่อต่อเนื่องตามหลักการของทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไป การประพฤติการปฏิบัตินั้นถึงจะได้ผลเห็นผล ทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางจิตใจก็เช่นเดียวกัน
คฤหัสถ์ผู้เป็นข้าราชการนักการเมือง พื้นฐานของทุก ๆ คนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เพื่อเราจะได้พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กันด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เพราะเหตุผลว่ามันเป็นกรรม เป็นกฎแห่งกรรม แล้วก็จะเป็นผลของกรรม เราจะได้เอาความดีและปัญญาในการเดินทางด้วยความรู้ความเข้าใจ มนุษย์ เทวดา พระพรหม ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ
เราทุกท่านต้องมีความรู้ความเข้าใจ คำว่าคนนี้หมายถึงยังไม่รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเกิดทุกข์ เรื่องข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องดีในเรื่องชั่ว ยังทำทั้งดีทั้งชั่วทั้งผิดทั้งถูก ระคนกันไปหมดเลย วกวนอยู่ที่เก่าที่เดิม ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิน เดินไปข้างแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เดิม เค้าถึงมีศัพท์เรียกว่าเราพากันเป็นคนกัน ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ยังไม่รู้เรื่องของทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
พรหมจรรย์ที่สูงสุดเป็นพรหมจรรย์ของผู้ที่ถือเนกขัมมะ ออกบรรพชาอุปสมบท ถือเนกขัมมะ มีความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่อง ถึงได้ตัดปริโพธกังวล ออกจากบ้านออกจากเรือน ออกจากครอบครัว ไม่เป็นข้าราชการไม่เป็นนักการเมือง เพื่อการประพฤติปฏิบัติพระธรรมพระวินัยจะได้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะการทำอะไรติดต่อต่อเนื่องนั้นจะได้ผลเห็นผลเพื่อไม่มีปริโพธกังวล เน้นที่ปัจจุบัน ปัจจุบันมีปิติมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เค้าถึงเรียกท่านที่ออกบรรพชาอุปสมบทว่าพระ พระนั้นก็หมายถึงพระธรรมพระวินัย ไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่พระธรรมีแต่พระวินัย ยกเลิกกายวาจากิริยามารยาทอาชีพทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย ไม่ทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย รู้เข้าใจว่าพระธรรมพระวินัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เป็นยานในการประพฤติในการปฏิบัติ
ผู้ที่ออกบรรพชาอุปสมบทคือผู้ที่ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน ไม่มีทิฏฐิไม่มีมานะ ละความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสัญชาตญาณที่เป็นตัวเป็นตน จิตใจอยู่กับพระธรรมอยู่กับพระวินัย อยู่กับสติอยู่กับสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะให้พวกเรารู้เข้าใจ สติสัมปชัญญะนั้นจะเป็นออกซิเจน จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน จะเป็นการปล่อยวางคาร์บอนไดออกไซด์ของเสียออกไป
ผู้ที่มาถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันมามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าจว่า ธรรมะนั้นคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ให้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพราะความสุขนั้นคือพระนิพพาน ความทุกข์นั้นคือนรก ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอยู่ที่ใจของเรานี้เอง เรายังเป็นเสขบุคคลอยู่ บุคคลรู้เข้าใจเรื่องเหตุเรื่องปัจจัย เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ
วันหนึ่งคืนหนึ่งพากันนอนพากันพักผ่อนพากันจำวัดอย่างน้อยวันละ ๕ ชั่วโมง อย่างมากวันละ ๖ ชั่วโมง การปฏิบัติธรรมคือการยกเลิกตัวยกเลิกตน การยกเลิกตัวยกเลิกตนนั้นมีความสุข ผู้มีความสุขมาก ๆ มีความสงบมาก ๆ ก็ต้องเสียสละเพื่อไม่ให้ความสุขนั้นเป็นเพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติ เพื่อความสุขนั้นจะเป็นอริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทที่เป็นอาชีพ อาชีพที่ยกเลิกตัวตน เพื่อเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ไม่ให้ทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย เราต้องรู้ต้องเข้าใจ พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เราต้องเอามาใช้เอามาปฏิบัติ เพราะพระธรรมพระวินัยนั้นเป็นยานที่จะนำเราไป ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พาเราถือเพศพรหมจรรย์ เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นยานเพื่อหยุดสัญชาตญาณ อริยมรรคมีองค์ ๘ กายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ยกเลิกตัวตนเพื่อเป็นพระธรรมเป็นพระวินัย เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิที่เป็นความสุขที่ประกอบด้วยปัญญา ก้าวไปด้วยปฏิปทาด้วยความรู้ความเข้าใจ หลวงปู่มั่น ท่านจำวัด ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๒
หลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเอาพระธรรมเอาพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เพื่อยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน เพื่อเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่อง วันธรรมดาไม่ใช่วันพระ ๑๘ นาฬิกา สัญญาณระฆังนั่งสมาธิไหว้พระสวดมนต์ อบรมพระธรรมพระวินัยให้รู้ให้เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เลิก ๓ ทุ่ม ให้ตื่นนอนจากจำวัดเวลาตี ๓ ตื่นขึ้นมาร่วมรวมกันไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา เพื่อไม่ให้ใครทำอะไรตามใจตามอัธยาศัย
ให้ทุกท่านทุกคนพากันรู้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัตินั้นเป็นยาน เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง
วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านให้พระทำความเพียรไม่ให้นอน ให้เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เพื่อเจริญสติเจริญสัมปชัญญะ ถือเนสัชชิกในอิริยาบถทั้ง ๓ ยืนเดินนั่ง ไม่นอน
พระธรรมพระวินัยเป็นหลักการของการประพฤติของการปฏิบัติ ให้เรารู้ให้เข้าใจ ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นนะ เรามาเข้าใจในเรื่องพระธรรมเรื่องพระวินัย มาเอาความดีสมัครสมานสามัคคี เอาความดีที่มาประพฤติมาปฏิบัติไปในทางหนึ่งทางเดียวกัน เรามายกเลิกตัวตนอย่างนี้ ตื่นพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน ทำงานพร้อมกัน เพราะความสมัครสมานสามัคคี เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการเสียสละ เสียสละตัวเสียสละตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นหลัก เอาส่วนรวมเป็นหลัก ไม่เอาส่วนตัวเป็นหลัก เอาส่วนรวมเป็นหลัก เป็นการยกเลิกตัวยกเลิกตน ยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน เราต้องพากันรู้เข้าใจ จะได้อบรมบ่มอินทรีย์ พระวินัยที่เป็นกติกาของจิตใจ เป็นกติกาของวาจากิริยามารยาทมารวมลงที่ใจที่เจตนา เราต้องพากันตั้งอกตั้งใจ ให้ถือเอาปัจจุบันนี้เป็นวาระสำคัญของการประพฤติการปฏิบัติ ปัจจุบันนี้ถึงเป็นการชิงแชมป์ระหว่างอวิชชาและความหลง ให้เรารู้ให้เข้าใจนะ ปัจจุบันนี้คือการชิงแชมป์ การชิงแชมป์นี้ครั้งเดียว เป็นปัจจุบันขณะ ๆ ไป
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราจะได้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เพราะการประพฤติการปฏิบัติพระธรรมพระวินัยนั้น ไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติทดแทนกันได้ ปฏิบัติให้กันได้ เราต้องประพฤติเราต้องปฏิบัติในตัวของเราเอง ทรัพยากรของเราที่เป็นมนุษย์ ที่เป็นทรัพยากรที่ประเสริฐที่มีอายุขัย เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เสียเวลาในการประพฤติในการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติมีปัญญา อย่าให้ธาตุให้ขันธ์อายตนะมันครอบงำจิตใจสติปัญญาของเรา ครอบงำการเป็นพระธรรมพระวินัยของเรา เราอย่าได้ซบเซาตามธาตุตามขันธ์ตามอายตนะ เราต้องเป็นผู้รู้ผู้เข้าใจ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานด้วยธรรม เราต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้เข้าใจในเรื่องธาตุเรื่องขันธ์อายตนะ เดี๋ยวโลกธรรมมันจะครอบงำใจของเรานะ ต้องเอาพระธรรมเอาพระวินัยเอาเวลามาใช้มาปฏิบัติอย่างมีความสุขให้มีความสุข เราต้องรู้เข้าใจสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน มันมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ที่ดับไป เราต้องรู้เข้าใจ เราจะได้ข้ามสัญชาตญาณ เราต้องรู้เข้าใจทรัพยากรที่เป็นมนุษย์มันมีอายุขัย เราเป็นมนุษย์เป็นข้าราชการ เป็นนักการเมือง เป็นนักบวช
เราใช้ทรัพยากรของความเป็นมนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้พวกเราทั้งหลายอย่าได้พากันตั้งอยู่ในความหลง ความเพลิดเพลิน ความประมาท เดี๋ยวมันจะเกิดความผิดพลาดเสียหายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง.สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย ตึกไหน ๆ เค้าก็ไม่พังไปพังตึกเดียวเฉพาะเจาะจงแต่ตึกสตง. เพราะความไม่ถูกต้องมันก็ต้องพังทลาย ให้เรารู้ให้เข้าใจ
ข้าราชการนักการเมืองนักบวชนี้คือผู้ที่ใช้ทรัพยากรของส่วนรวม การบริหารประเทศต้องอาศัยเงินบริหาร เงินเดือนข้าราชการนักการเมืองนักบวชนี้มาจากภาษีอากร นักบวชนี้ก็ยังมาจากศรัทธามหาชนอีก ให้ข้าราชการนักการเมืองนักบวชพากันเข้าใจนะ ประชาชนที่อยู่ในประเทศ ค่าบริโภคใช้สอยอำนวยความสะดวกสบาย ทุกอย่างนั้นมาจากภาษีอากรทั้งหมด ให้เรารู้ให้เข้าใจว่านี้มาจากเงินที่เสียภาษีอากรของประชาชนคนที่อยู่ในประเทศและคนต่างประเทศที่มาในประเทศ
เราต้องพากันมารู้มาเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เพื่อเราจะได้แก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน เอาปัญหานั้นมาเป็นปัญญา เอาปัญญามายกเลิก เมื่อเรายกเลิกมันก็ถูกต้อง เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุ เรามาทำหน้าที่ดี ๆ อย่างมีความสุข
ประเทศไทยของเราเอาความไม่ถูกต้องนำชีวิตเอาความผิดนำชีวิตมันถึงเกิดความเสียหายถึงเกิดการพังทลายเช่นเดียวกับตึก สตง. การโกงกินคอร์รัปชั่นของประเทศไทยของเราระดับความเสียหายอยู่ในระดับ ๑๐๗ ของโลก โลกนี้มีทั้งหมด ๑๙๕ ประเทศทั้งประเทศน้อยใหญ่ ประเทศไทยโกงกินคอร์รัปชั่นในปีนี้อยู่ในระดับ ๑๐๗ ของโลก ปีที่แล้ว ๑๐๘ ของโลก ปีนี้ดีขึ้นมาหน่อย
เราทุกคนมารู้เข้าใจ ปัญหาการบริหารส่วนรวมบริหารประเทศนี้เกิดจากการทุจริต ประเทศไทยของเราอยู่ระดับทุจริต ๑๐๗ ของโลก เสียหายมาก ความรู้สึกของเราทุก ๆ คนได้มีความเห็นตรงกันเป็นสัญชาตญาณ มองเห็นหน้าข้าราชการนักการเมืองการเมืองนักบวชเป็นหน้าโจรที่ลอยขึ้นมาทันที ที่รู้เข้าใจที่เป็นสัญชาตญาณ ด้วยเหตุผลนี้เราต้องรู้เข้าใจ ความรู้ความเข้าใจเราก็ไม่ต้องไปแก้ที่ไข เราต้องมาแก้ที่ตัวเราเอง คนอื่นก็มีหน้าที่ของคนอื่น
เราต้องรู้เราต้องเข้าใจปัญหา ปัญหานั้นแหละจะทำให้เราเกิดปัญญา ให้เรารู้ให้เข้าใจ ให้เรามองดูพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าท่านก็แก้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ผู้ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็แก้ที่พระอรหันต์ เราเป็นเราก็แก้ที่เรานี้แหละ ให้มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เพื่อจะไม่ได้เอาความหลงนำชีวิต จะไม่ได้เอาความผิดนำชีวิต มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
เรานอนเราพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างมากก็นอน ๖ ชั่วโมง อย่างน้อยก็ ๕ ชั่วโมงอย่างนี้ก็ถือว่าเพียงพอพอเพียง เวลาเราตื่นอยู่ ๑๘ ชั่วโมงเราก็มีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ เน้นที่ตัวเราในปัจจุบันนี้ เราเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองเป็นนักบวชเราก็เน้นที่ตัวเรา มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ เราไม่ต้องไปแก้ที่คนอื่น เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี ความดีนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน การให้ทานก็จะเป็นพระนิพพาน การรักษาศีลก็จะเป็นพระนิพพาน การทำสมาธิภาวนาก็จะเป็นพระนิพพาน ธุรกิจหน้าที่การงานนั้นก็จะเป็นพระนิพพาน ให้เรารู้เข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ จะได้เป็นประโยชน์ของตัวเรา ประโยชน์ของผู้อื่น พร้อมด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
พระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ ข้อวัตรกิจวัตร เราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง จะได้เข้าถึงความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ เรามีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ใจของเราจะได้ดีจะได้สบาย ใจของเราจะได้มีความสุข ต้องยกเลิกความทุกข์ที่เป็นวัฏฏสงสารด้วยความรู้ความเข้าใจ
ปัจจุบันเราต้องรู้ตื่นเบิกบานอย่างเต็มที่ เอาพระธรรมเอาพระวินัยข้อวัตรข้อปฏิบัติที่เป็นความดีและปัญญา เพื่อสมัครสมานสามัคคีกัน เพื่อจะได้สะอาดทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ จะได้สว่างทั้งกายทั้งวาจาทั้งกิริยามารยาททั้งอาชีพ จะได้สงบทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ความสงบกับความสุขมันคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ที่มันเป็นพระนิพพานในปัจจุบัน เป็นพระนิพพานเป็นขณะ ๆ ไป สำหรับเสขบุคคล บุคคลที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้เรารู้เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัตินะ เราอย่าไปมีข้อแม้ว่าไม่มีเวลาในการประพฤติในการปฏิบัติ การปฏิบัติต้องเอาวัตถุกับจิตใจไปพร้อม ๆ กันเป็นเวลาเดียวกัน นั่นแหละคือการประพฤติการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นคือการปฏิบัตินะ ไม่เลือกกาลไม่เลือกเวลา เราต้องหยุดการหยุดเวลาด้วยความรู้ความเข้าใจ
เรามาระลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบริสุทธิคุณ ที่ท่านได้บำเพ็ญพุทธบารมีตั้งหลายล้านปีหลายล้านชาติหลายอสงไขย ที่เป็นหลักการถึงบริสุทธิคุณทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่มีความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
เราทุกท่านมาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสปัจฉิมโอวาทก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน
ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ได้มาประชุมพร้อมกันหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุ สงฆ์ไว้อย่างนี้
1. เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว อย่าพึงมีความคิดว่า ศาสดาไม่มีแล้ว เพราะธรรมและวินัยที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนพระองค์
2. การร้องเรียกกันด้วยคำว่า “ อาวุโส” ในตอนนี้เป็นการเสมอกันไปทั้งแก่และอ่อน ฉะนั้น ต่อไปนี้ ภิกษุผู้แก่กว่า พึงเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยชื่อ ด้วยตระกูล หรือด้วยคำว่า “ อาวุโส” ส่วนภิกษุผู้อ่อนกว่า พึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ ภันเต” หรือ “ อายัสมา”
3. ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ในเวลาที่ตถาคตปรินิพพานแล้ว ก็อนุญาตให้สงฆ์ถอดถอนได้
4. ให้พระอานนท์ลงพรหมทัณฑ์แก่ฉันนภิกษุ ด้วยการไม่ให้คณะสงฆ์ว่ากล่าว ตักเตือน สั่งสอน และคบหาสมาคมด้วย
จากนั้น ประทานโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ถามความข้องใจสงสัยในพระรัตนตรัย หรือแม้ในข้อปฏิบัติที่ยังสงสัยอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม แม้พระพุทธองค์จะทรงตรัสถามถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เพราะภิกษุที่ประชุมกันอยู่ 500 รูปนี้ อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีทางที่จะได้ตรัสรู้ต่อไปในภายภาคหน้า พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไป เป็นครั้งสุดท้ายว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า
” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” พระโอวาทนี้จัดเป็นปัจฉิมโอวาท เป็นโอวาทสุดท้ายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนแก่พุทธบริษัททั้ง 4
หลังจากนี้พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงสงบนิ่งทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุบุพพวิหารหรือสมาบัติทั้ง 9 โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
พระอานนท์ผู้นั่งเฝ้าดูอาการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงถามถึงการปรินิพพานกับพระอนุรุทธะซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ พระอนุรุทธะผู้มีตาทิพย์มองเห็นการปรินิพพานของพระพุทธองค์ตลอดมา ตอบว่า ยังไม่ได้ปรินิพพาน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว เข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว เข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว เข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหว มหาสมุทรปั่นป่วนหวั่นไหว เกิดคลื่นเคลื่อนไปไม่มีหยุด พายุพัดกรรโชกกระหน่ำเกิดความขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือขึ้น
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ
ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันศุกร์ที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา