๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน
วันนี้เป็นวันพุธที่ ๔ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติมีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้จะเป็นความพอเพียงเพียงพอ จะเป็นความพอดี ไม่มากไม่น้อย ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ของมนุษย์นี้อยู่ที่มีสติมีสัมปชัญญะ เรายืนเดินนั่งนอนกินดื่มพูด กิริยามารยาทให้เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ตัดเรื่องอดีตอนาคต ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้เราว่างจากตัวว่างจากตน ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ว่างจากธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ ความปรุงแต่งให้เรารู้ให้เข้าใจ ความปรุงแต่งนั้นมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นไม่มีเลย เราต้องรู้เราต้องเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะของภายนอกภายในด้วยความรู้ความเข้าใจ
เราพากันมาอบรมบ่มอินทรีย์ ทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญาของเราทุก ๆ คน สิ่งที่เป็นอดีตก็เป็นอดีตไปแล้ว สิ่งที่เป็นอนาคตก็ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันเป็นวาระสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติของการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องให้จบลงที่ปัจจุบัน ความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ต้องให้จบลงที่ปัจจุบัน อนาคตเราไม่ต้องวิตกกังวล ให้เรารู้เข้าใจ ปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
วันหนึ่งคืนหนึ่งเราพากันนอนพากันพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมง อย่างน้อยวันละ ๕ ชั่วโมง อย่างมากวันละ ๖ ชั่วโมง
ระบบความคิดคำพูดการกระทำกิริยามารยาทอาชีพเป็นกรรม เราทุกคนต้องมารู้จักกรรม เราจะไม่ได้มองข้ามกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ เราทุกคนต้องลงรายละเอียดของตัวเราเองด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยความรู้ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อวัตรปฏิบัติถึงความดับทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะได้จบลงที่ปัจจุบัน
เราพากันมีความสุขในการประพฤติในการปฏิบัติ ความสุขที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจ จะเป็นความอิ่มความเต็มความพอเพียงเพียงพอ การประพฤติการปฏิบัติที่ได้ผลเห็นผลต้องมีการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่อง เหมือนสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลมหาสมุทร การทำอะไรติดต่อต่อเนื่องตามหลักเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล ทางด้านจิตใจก็เช่นเดียวกันก็ต้องใช้เวลา ๓ อาทิตย์ขึ้นไปถึงจะได้ผลถึงจะเห็นผล
ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงตัวเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้ผู้ที่มาบรรพชาอุปสมบทถือพระวินัยอย่างเคร่งครัดติดต่อต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๕ ปี ๕ พรรษา เพื่อเข้าสู่ระบบทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพรวมลงที่ใจ เพื่อให้ปฏิปทาได้ติดต่อต่อเนื่อง เหมือนน้ำไหลลงสู่ทะลมหาสมุทร
การปกครองประเทศแต่ละประเทศก็ใช้หลักการเดียวกัน ๔ ปีมีการเลือกตั้งนักการเมืองครั้งหนึ่ง เพื่อให้ความดีและปัญญาได้เดินไปพร้อม ๆ กัน การประพฤติการปฏิบัติทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้ใช้เวลาไม่เกิน ๔ ปีจากสิ่งที่ไม่ดีให้ดี จากสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง
การประพฤติการปฏิบัติของเราเป็นหน้าที่ เป็นความดีและปัญญา เพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ก้าวไปด้วยความรู้ความเข้าใจ
วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์ เป็นวันที่พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน จะได้ทั้ง ๒ อย่าง ได้ทั้งทางวัตถุ ได้ทั้งทางจิตใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อให้เป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัติ
วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดทำธุรกิจหน้าที่การงานภายนอก เป็นวันที่เน้นการประพฤติการปฏิบัติทางจิตทางใจ พากันไปให้ทาน รักษาศีลอุโบสถ ถือเนกขัมมะบารมี ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้รู้ให้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ
ครั้งพุทธกาลเอาวัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ เป็นวันหยุด เอาวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เป็นวันหยุด สากลปัจจุบันนี้เอาวันเสาร์วันอาทิตย์ก็เช่นเดียวกันกับครั้งพุทธกาล จะอดีตอนาคตให้พวกเรารู้เข้าใจก็เป็นปัจจุบัน สิ่งที่โคจรเป็นวินาที นาที ชั่วโมง วันเดือนปีนั้นเป็นการโคจรของโลกที่โลกหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ เราต้องมารู้มาเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมันคือปัจจุบัน เรามีตาถึงมีรูป มีหูถึงมีเสียง มีจมูกถึงมีกลิ่น มีลิ้นถึงมีรส มีกายถึงมีสัมผัส มีใจถึงมีความรู้สึกนึกคิด ให้รู้เข้าใจว่าเพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราทุกคนจะได้ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ ความรู้ความเข้าใจจะได้เป็นทานศีลสมาธิภาวนา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
ธรรมะนั้นได้เป็นใหญ่เฉพาะตนที่เกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปมันถึงมี เราแก่เจ็บตายพลัดพรากผลมาจากกรรม วิบากกรรม เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ สิ่งมันผ่านมาแล้วมันแก้ไขไม่ได้แล้ว มันเกิดเป็นความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพรากแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้ เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้คืนอธิปไตยให้กับกรรม ให้กับกฎแห่งกรรม ให้กับผลของกรรม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้เข้าใจ เราอยากได้มากมันก็ไม่มาก เราอยากได้น้อยมันก็ไม่น้อย มันก็เท่าเก่าเท่าเดิม เราอย่าไปคิดอย่าไปปรุงอย่าไปแต่ง เราพากันมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มีความสุขในการมีความสุขรู้ตัวทั่วพร้อม ความสุขกับความสงบนี้มันอันเดียวกันนะ ถ้าเรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อม มีความสุขในการมีความสุขรู้ตัวทั่วพร้อม มีความเข้าใจว่า เรามีความเกิดแก่เจ็บตายพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดา ให้เรามีความสุขกับความแก่ความเจ็บไข้ความอาพาธ ตลอดถึงความตาย เพื่อจะได้เอาวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อจะเอาปัญหามาเป็นปัญญา เรายกเลิกด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อไม่ให้โลกธรรมครอบงำจิตใจ ครอบงำสติ ครอบงำปัญญาของเรา
ใจของเราต้องมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ใจมีความสุขเป็นอย่างไร ใจมีความสุขเป็นใจรู้ เป็นใจเข้าใจ ไม่เข้าไปปรุงไปแต่ง เป็นใจที่พอใจในความแก่ความเจ็บความตายความพลัดพราก เป็นใจเข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ ถ้าเราเจริญมาก ๆ มีสติมีสัมปชัญญะในปัจจุบัน ไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กับคณะ การทำวัตรข้อวัตรปฏิบัติเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้นถือว่าไม่ใช่ความคลุกคลี เป็นพลังความสมัครสมานสามัคคี ถ้าเรามีสติมีสัมปชัญญะแล้ว อยู่หลายคนก็เท่ากับอยู่คนเดียว ให้เรารู้ให้เข้าใจพระธรรมพระวินัย ข้อวัตรกิจวัตร เป็นหลักการที่ให้เราได้เจริญสติสัมปชัญญะ ที่เราทำกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนไม่ใช่การคลุกคลี เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์ของสงฆ์สาวกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เราพากันรู้พากันเข้าใจในมงคล ๓๘ อะเสวะนาจะพาลานัง ปัณฑิตานัญจะเสวะนา พระธรรมพระวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร เป็นบัณฑิต เป็นปราชญ์ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญญา ปัญญาเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ความสงบเป็นสาเหตุให้เกิดเป็นการเสียสละ ที่จะเป็นยาน ยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นความยึดมั่นถือมั่นในนิติบุคคลในตัวในตน เป็นหลักการเพื่อให้ทุกท่านทุกคน
การที่เราเอาพระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่ เอาข้อวัตรข้อปฏิบัติมาประพฤติมาปฏิบัติเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่ใช่การคลุกคลี เป็นการประพฤติปฏิบัติไปในทางเดียวกัน พลังความสามัคคีเอาความดีและปัญญานี้จัดว่าไม่ใช่การคลุกคลี
นี้เป็นแบบเป็นพิมพ์ เป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความดี
ให้เราพากันรู้เข้าใจว่าทำไมพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ได้มาพร้อมเพรียงกันเข้าเฝ้าฟังโอวาทของพระบรมศาสดาในวันเพ็ญวันวิสาขปุณมีดิถีวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เข้าถึงความเต็ม ๆ ๆ เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เป็นความรู้เป็นความเข้าใจ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นสติเป็นสัมปชัญญะที่เป็นปิติเป็นความสุขเป็นเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติ ผู้ที่ยกเลิกตัวตนถึงเป็นผู้ที่หยุดกาลหยุดเวลาด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยสติด้วยสัมปชัญญะ เป็นผู้เข้าถึงความว่างจากสิ่งที่มีอยู่ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจก็เท่ากับไม่มี เป็นความสงบและปัญญา ไม่ถูกครอบงำด้วยธาตุทั้ง ๔ ขันธ์ทั้ง ๕ อายตนะ ๑๒ เป็นความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจบลงที่ปัจจุบัน จบลงที่ผัสสะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เราเข้าใจ เราอย่าไปพากันเพิ่มอย่าไปพากันตัด เพื่อจะได้เข้าถึงความพอเพียงเพียงพอ เข้าถึงความพอดี เราต้องพากันรู้พากันเข้าใจ เราจะได้มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อมาเป็นผู้ให้มาเป็นผู้ที่เสียสละ พากันมามีความสุขกับการรักษาศีล การทำสมาธิ เราจะได้ยกเลิกตัวยกเลิกตน
เรานอนพักผ่อนวันละ ๖ ชั่วโมงก็เพียงพอ ให้เรามีความสุขในการนอน เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน เรามีความสุขเราก็จะมีความสงบ เรามีความสงบเราก็จะมีความสุข เวลา ๑๘ ชั่วโมงเป็นเวลาที่มีความสุขในการทำงานในการทำหน้าที่ หน้าที่ที่เป็นอริยมรรค อริยมรรคทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นความรู้ความเข้าใจ พระนิพพานนั้นต้องอยู่ที่ปัจจุบัน
ให้เรารู้ให้เข้าใจ ปัจจุบันนั้นมีได้เพียงครั้งเดียวนะ ปัจจุบันคือความเป็นหนึ่งไม่มีสอง ปัจจุบันถึงเป็นการชิงแชมป์ในการประพฤติในการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้แหละ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงให้เรารู้ให้เราเข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ เพื่อจะได้รู้หลักของการประพฤติการปฏิบัติ ไม่ใช่การให้ทานรักษาศีลทำสมาธิเจริญภาวนาวิปัสสนาเพื่อดับทุกข์ในอนาคต ต้องดับทุกข์ไม่มีทุกข์อยู่ที่ปัจจุบัน ทานศีลสมาธิภาวนาถึงเป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบันนะ ปัจจุบันต้องให้ได้ทั้งวัตถุที่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ได้พระนิพพานในเรื่องจิตเรื่องใจไปพร้อม ๆ กัน
ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เรารู้ให้เข้าใจ เพื่อให้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจบลงที่ปัจจุบัน ที่เป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้เข้าใจ ธรรมะถึงเป็นสิ่งที่รู้ตื่นเบิกบาน ที่เป็นสติเป็นสัมปชัญญะ จบลงที่ผัสสะ จบลงที่ปัจจุบัน เป็นการอบรมบ่มอินทรีย์เอาความดีและปัญญาที่ติดต่อต่อเนื่องสำหรับเสขบุคคลที่พึงประพฤติพึงปฏิบัติ
การประพฤติการปฏิบัติ การเจริญสติสัมปชัญญะ เรามองดี ๆ ด้วยปัญญามันเป็นออกซิเจน มันเป็นความสุข สุขอะไรก็สู้ความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติไม่ได้ เพราะนี้มันเป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ของเราทุก ๆ คน มันเป็นความรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
มีผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ มีคำถามอยู่ในใจว่า ปฏิบัติธรรมไปถึงไหน กี่วันกี่เดือนกี่ปีถึงจะได้หยุด..?
ให้พวกเรารู้เข้าใจนะ การคิดดี ๆ ยกเลิกตัวตน การพูดี ๆ ยกเลิกตัวตน กิริยามารยาทดี ๆ ยกเลิกตัวตน อาชีพดี ๆ ยกเลิกตัวตนนั้นเป็นความสุขนะ เป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นความสุข
ตัวตนนั้นมันเป็นความทุกข์ เมื่อเรารู้เข้าใจ เราจะไม่มีความคิดว่า เราจะต้องหยุด เพราะหยุดแล้วมันมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป ให้เรารู้ให้เข้าใจว่าพระนิพพานมันเป็นความสุข
การประพฤติการปฏิบัติธรรมมันเป็นความสุขให้เรารู้ให้เข้าใจ ผู้มีปัญญามาก ๆ ถึงต้องปฏิบัติมาก ๆ เพราะมันมีความสุข ผู้มีความสงบมาก ๆ ต้องเสียสละมาก ๆ เพราะมันมีความสุข เราทุกคนต้องรู้เข้าใจความสุขนะ
การให้ทาน การที่เป็นผู้ให้ ให้วัตถุให้สิ่งของ ให้ทั้งกายวาจากิริยามารยาท ให้ทั้งอาชีพมันเป็นความสุข ให้เรารู้ให้เข้าใจ เราจะได้ทำความดีเพื่อความดี เราจะไม่ได้ทำความดีเพื่ออยากจะเป็นคนดี หรืออยากจะเป็นคนรวย เป็นเทวดา เป็นพรหม อยากจะเป็นพระอริยเจ้า ความอยากความไม่อยากนั้นต้องยกเลิกเสีย มีปิติมีความสุขมีเอกัคคตาในการประพฤติการปฏิบัติไม่หวังอะไรตอบแทน
การลงทุนที่หวังอะไรตอบแทนมันเป็นความปรุงแต่งนะ มันเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบนะ มันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นกระบวนการของวัฏฏสงสาร ไม่ใช่กระบวนการของมรรคผลพระนิพพานนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราทุกคนมารู้มาเข้าใจในพระธรรมในพระวินัย ในเรื่องการให้ทานรักษาศีลเจริญสมาธิภาวนา เพื่อความรู้ความเข้าใจของเราจะได้เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เพื่อทานศีลสมาธิภาวนา ไม่หวังผลอะไรตอบแทน ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติไม่หวังผลอะไรตอบแทน เพื่อพัฒนาปฏิปทาของเรา ความดีและปัญญาจะเป็นออกซิเจน
สติสัมปชัญญะที่เป็นออกซิเจนเราต้องเจริญสติสัมปชัญญะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมให้เกิดความสุข เพราะความสุขกับความสงบมันคืออันเดียวกัน หายใจเข้าให้มีความสุขอย่างยิ่ง หายใจออกให้มีความสุขอย่างยิ่ง ยืนเดินเหินนั่งนอนให้มีความสุขอย่างยิ่ง เพราะความสุขอย่างยิ่งนั้นมันเป็นสติสัมปชัญญะเพื่อหยุดความฟุ้งซ่าน เพื่อยกเลิกทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน ผู้มีความสุขมากมีความสงบมากถึงต้องเสียสละ จะไม่ได้ติดอยู่เพียงสมาธิเป็นเพียงสมาบัติที่เป็นสาเหตุให้เกิดทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน จะไม่ได้เอาจะไม่ได้เอาสมาธิไม่ได้เอาสมาบัติเป็นพระนิพพาน
การประพฤติการปฏิบัติให้เราทุกคนพากันเข้าใจ จะเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน จะเป็นข้าราชการนักการเมืองนักบวชก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ เอาอริยมรรคที่เป็นกายวาจากิริยามารยาทอาชีพนี้มาใช้มาปฏิบัติ เฉกเช่นเดียวกัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ เดินไปทางเดียวกันทั้งกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ อาชีพที่ยกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นทานศีลสมาธิภาวนา เป็นสมถะเป็นวิปัสสนา การกระทำของเราทุกคนจะได้เป็นออกซิเจน จะได้ยกเลิกความเสียหาย ยกเลิกการพังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย
ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มาเน้นที่ตัวเรา ไม่ต้องไปแก้ไขที่คนอื่น ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง คนอื่นก็ต้องแก้ที่คนอื่น คนอื่นก็ต้องรู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครประพฤติไม่มีใครปฏิบัติทดแทนกันได้ ต้องพากันรู้พากันเข้าใจ พากันประพฤติพากันปฏิบัติในปัจจุบัน ให้เรารู้ให้เข้าใจ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ให้เราทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมีความสุข เอาปัจจุบันให้ได้ ปฏิบัติในปัจจุบันให้ได้ด้วยการยกเลิกตัวยกเลิกตน ไม่มีตัวไม่มีตน ตัวตนนั้นให้เรารู้เข้าใจ ตัวตนนั้นคือผู้ไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา คือผู้มีแต่ปัญหา สร้างแต่ปัญหา หาเรื่องหาราวให้กับตัวเอง หาเรื่องหาราวให้กับคนอื่น เราต้องรู้เข้าใจเพื่อไม่ให้โลกธรรมมันครอบงำใจของเรา ครอบงำสติปัญญาของเรา
เราทุกคนต้องมารู้มาเข้าใจ ต้องมายกเลิกโลกธรรม ยกเลิกความได้ความมีความเป็น ต้องมาเป็นผู้ให้ ผู้ไม่เอาไม่มีไม่เป็น
เมื่อครั้งหลวงปู่ชา ไปส่งพระอาจารย์สุเมโธไปเผยแผ่ที่ประเทศอังกฤษ คนอังกฤษเค้ามีปัญญามาก พัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาวัตถุก้าวไปไกลกว่าประเทศไทย เค้าได้สนทนากับหลวงปู่ชาว่า การที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพดีมาก เป็นการทำที่สุดแห่งความดับทุกข์ของตัวเอง ถ้าจะมีประโยชน์ต่อส่วนมากต่อมหาชนมาก ต้องบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า แต่ต้องใช้เวลานานมาก สนทนาถามกับหลวงปู่ชาว่า ท่านหลวงปู่ชาว่าอันไหนจะมีประโยชน์มากกว่ากัน
ท่านหลวงปู่ชา ให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิว่า การประพฤติการปฏิบัตินั้นให้เรารู้ให้เข้าใจนะ การประพฤติการปฏิบัติอย่าเอาความอยากความไม่อยากนำ ให้เข้าใจว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติในการทำหน้าที่ ถ้าเรามีความอยาก อยากอะไรก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นทุกข์ อยากจะเป็นพระอรหันต์ก็เป็นทุกข์ เราต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องความอยาก เพื่อความดีนั้นจะเป็นปัญญา เป็นปัญหาจะเป็นปัญญา เราต้องรู้เข้าใจในการประพฤติการปฏิบัติ
ธรรมะนั้นเป็นหน้าที่ การให้ทานรักษาศีลทำสมาธิภาวนานั้นเป็นความดี เป็นความดับไม่เหลือด้วยความรู้ความเข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ความสุขนั้นก็จะเป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่ความทุกข์เป็นบ้านของเรา
การพัฒนาหมู่มวลมนุษย์ต้องพัฒนาทั้งใจทั้งวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันอย่างมีความสุขเพื่อเป็นทางสายกลาง หมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายต้องรู้ต้องเข้าใจ ต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ เราอย่าไปอยากอย่าไม่อยาก เพราะความอยากความไม่อยากนั้นคือความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งนั้นเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่ตั้งอยู่ ความทุกข์ที่ดับไป เราต้องมารู้มาเข้าใจเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะได้จบลงที่ปัจจุบัน ให้เรามีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ในการทำหน้าที่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราเอาที่ปัจจุบันเพื่อบริสุทธิคุณที่เป็นพระนิพพาน ที่เป็นบ้านของเรา
เรามาระลึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระบรมศาสดาที่ท่านตรัสปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า
"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร
ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง
ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น
-----------------------------------------
โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
เมตตาให้ไว้ในเช้าวันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

