๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มาร่วมรวมกันประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความโทมนัสและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและชาวโลกตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน พระองค์ทรงเป็นดั่งแม่แห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อธำรงไว้ซึ่งความผาสุกและความมั่นคงแห่งชาติไทย เราประชาชนชาวไทยต้องร่วมใจสมัครสมานสามัคคีทำความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เพื่ออุทิศบุญกุศลน้อมเกล้าถวาย เพื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย เข้าสู่สวรรค์มรรคผลพระนิพพาน

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๓ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

 

วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันหยุดของประชากรของโลก มนุษย์เราเอาปัญญาสัมมาทิฏฐิ เอาธรรมนำชีวิต เอาธรรมนูญนำชีวิต พัฒนาใจพัฒนาวัตถุไปพร้อม ๆ กัน

 

วันจันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เป็นวันทำงานกับเป็นวันปฏิบัติธรรม เอา ๒ อย่างนี้ไปพร้อม ๆ กัน

 

วันเสาร์วันอาทิตย์หยุดการทำงาน เพื่อพัฒนาจิตใจให้ใจเกิดสติเกิดปัญญา

 

ใจของเราทุกคนเป็นนามธรรม การพัฒนาใจก็ต้องอาศัยการฝึกกายวาจากิริยามารยาทอาชีพ ฝึกปฏิบัติ

 

ด้วยเหตุผลนี้ เราทุก ๆ คนต้องเข้าใจ การฝึกใจต้องอาศัยการฝึกกายวาจากิริยารมารยาท ฝึกอาชีพ

 

การประพฤติการปฏิบัติเราต้องปฏิบัติที่ปัจจุบัน เพราะอดีตก็มารวมกันที่ปัจจุบัน อนาคตที่จะไปข้างหน้าก็ไปจากปัจจุบัน ปัจจุบันเราถึงต้องเอาความรู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ

 

พระพุทธเจ้าคือความรู้ความเข้าใจ ความรู้ต้องเป็นคู่ของการประพฤติของการปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน

 

เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้เราพากันรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

 

พระพุทธเจ้านั้นคือผู้รู้คู่กับการประพฤติคู่กับการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าคือผู้รู้ผู้เข้าใจ พระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย ความรู้ความเข้าใจเอาพระธรรมเอาพระวินัยหยุดสัญชาตญาณยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นนิติบุคคลตัวตน เอาพระธรรมเอาพระวินัยเป็นธรรมนูญชีวิต

 

พระธรรมพระวินัยที่เป็นธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญเป็นทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ เราทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ธรรมนูญรัฐธรรมนูญเป็นการหยุดขั้วบวกขั้วลบ เป็นการหยุดวัฏฏสงสาร เป็นพระนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นหน้าที่เพื่อหน้าที่ การประพฤติเช่นนี้ไม่เป็นขั้วบวกไม่เป็นขั้วลบ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นจะจบลงที่ปัจจุบัน จบลงเพียงผัสสะ

 

มนุษย์เราทุกคนต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต ปัจจุบันต้องรู้เข้าใจ พร้อมทั้งมีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ มนุษย์เรามีปัญญาสัมมาทิฏฐิ มนุษย์เราต้องทำความดีเพื่อความดี ทำความดีเพื่อความดีนี้จะไม่มีขั้วบวกขั้วลบ

 

พระนิพพานคือความดีที่ประกอบด้วยปัญญา มีความรู้ความเข้าใจ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะจบลงที่ปัจจุบัน จะหยุดลงที่ผัสสะ ความรู้ความเข้าใจนี้จะเป็นสาเหตุให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

พระนิพพานนั้นมีอยู่กับทุกชาติทุกศาสนาที่มีความรู้ความเข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ ไม่เลือกกาลสถานที่เวลา พระนิพพานนั้นอยู่ที่ปัจจุบัน อยู่ที่รู้อยู่ที่เข้าใจ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติกับการทำหน้าที่

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ มนุษย์ต้องมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

คำว่าพระหรือว่าพระศาสนา พระนั้นคือพระนิพพาน พระนิพพานนั้นอยู่ที่รู้ที่เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

พระนั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่รู้ที่เข้าใจ พร้อมทั้งมีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ พระกับสมณะนั้นคือสิ่งเดียวกัน พระคือผู้รู้ผู้เข้าใจ เข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่

 

พระนั้นคือผู้รู้ผู้เข้าใจ จะไม่ไปตามผัสสะ จะไม่ไปตามสิ่งแวดล้อม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะหยุดลงที่ปัจจุบัน จะจบลงที่ผัสสะ เมื่อมีการประพฤติการปฏิบัติติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ความดีและปัญญาก็ย่อมพัฒนาเพราะปัญญากับความดี

 

การฝึกใจต้องอาศัยการฝึกกาย ฝึกวาจา ฝึกกิริยามารยาท ฝึกอาชีพ เพื่อให้การวาจากิริยามารยาทเข้าสู่กายวิเวก วาจาวิเวก กิริยามารยาทวิเวก จิตใจถึงจะวิเวก

 

การฝึกใจถึงต้องอาศัยความตั้งใจตั้งเจตนา เพื่อให้ปฏิปทาในการฝึกในการปฏิบัติได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราประมาท ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ควาประมาทเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดพลาดให้เกิดการเสียหายจะเป็นเหตุให้พังทลายอย่างเดียวเช่นเดียวกันกับตึก สตง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเมืองไทยประเทศไทย

 

ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เราทุกคนได้พินิจพิจารณาทุกอย่างเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เสียเวลาเพียงวินาทีเดียวเพื่อพัฒนาปัญญาสัมมาทิฏฐิ ให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิได้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิได้เกิดต่อต่อเนื่อง

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจปัญญาสัมมาทิฏฐิของเรานั้นจะไม่เกิดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ไม่เป็นไร เสียเวลาวินาทีเดียว ยกสิ่งที่ผัสะนั้นเข้าสู่พระไตรลักษ์

 

ด้วยเหตุผลนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่ให้เราประมาท ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท เราต้องพิจารณาสิ่งที่มาผัสสะมากระทบนั้นเข้าสู่พระไตรลักษณ์ เพื่อให้ปัญญาสัมมาทิฏฐิได้เกิดติดต่อต่อเนื่อง

 

เราปฏิบัติใหม่ ๆ ก็จะเป็นยากจน ก็จะเป็นของยาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้เข้าใจ การประพฤติการปฏิบัติของเราต้องให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ การประพฤติการปฏิบัติอาทิตย์แรก ๆ ของการประพฤติการปฏิบัตินั้นก็จะเป็นของยาก อาทิตย์ที่ ๒ ก็ดูเหมือนจะยิ่งรุนแรง ดูเหมือนจะเป็นของยาก การประพฤติการปฏิบัติอาทิตย์ที่ ๓ นั้นก็จะดีขึ้น เริ่มดีขึ้น อาทิตย์ที่ ๔ ก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ

 

การประพฤติการปฏิบัติที่ติดต่อต่อเนื่อง ท่านผู้ฟังหลายทั้งหลายต้องรู้เข้าใจนะ ต้องทำให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ ใช้เวลา ๒๑ วันขึ้นไปถึงมีการเปลี่ยนแปลง ทางวัตถุก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ทางจิตใจก็จะมีการเปลี่ยนแปลง

 

ด้วยเหตุนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ เราต้องเข้าสู่กายวิเวกให้ได้ วาจาวิเวกให้ได้ กิริยามารยาทวิเวกให้ได้ อาชีพของเราต้องเข้าสู่ความวิเวกให้ได้ วิเวกนี้ก็หมายถึงยกเลิกสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลตัวตน

 

การฝึการปฏิบัติถึงเน้นเรื่องกาย ถึงเน้นเรื่องวาจากิริยามารยาท เน้นที่อาชีพ เพราะใจเป็นนามธรรม การฝึกใจนั้นต้องฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ ถึงจะเข้าสู่อุปธิวิเวก ถึงจะเข้าถึงการยกเลิกตัวยกเลิกตน ถึงจะเข้าถึงการทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความยากอยากต้องการ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราเข้าใจ การฝึกใจนั้นต้องปฏิบัติที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทไปปฏิบัติที่อาชีพ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราอย่าพากันเข้าใจว่าอะไรก็อยู่ที่ใจ อะไรก็อยู่ที่ใจ เราพากันคิดดูดี ๆ นะ ถ้าว่าอะไรอยู่ที่ใจ ทำไมถึงทานอาหาร ทำไมฉันภัตตาหาร ทำไมเราไม่พูดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ

 

ด้วยเหตุผลนี้การปฏิบัติใจ การฝึกใจนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เราฝึกที่กายที่วาจาที่กิริยามารยาทปฏิบัติที่อาชีพ

 

พระธรรมพระวินัยสิกขาบทน้อยใหญ่เราทุกคนต้องรู้เข้าใจ ว่าพระธรรมพระวินัยเป็นอุปกรณ์ของการประพฤติของการปฏิบัติ พระธรรมพระวินัยความรู้ความเข้าใจพร้อมทั้งการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่นิติบุคคลไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมพระวินัย คือความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเหตุของปัจจัยพร้อมทั้งมีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติการทำหน้าที่ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นการทำความดีที่ไม่มีขั้วบวกไม่มีขั้วลบ

 

ความเคารพถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ เพราะเรารู้เราเข้าใจว่าพระพุทธเจ้านั้นคือพระธรรมคือพระวินัย คือการประพฤติคือการปฏิบัติ

 

พระศาสนาถึงเป็นความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งมีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ ในโลกนี้มีหลายศาสนา จะหลายศาสนาก็ไม่เป็นไร ศาสนาคือความรู้ความเข้าใจ พร้อมทั้งมีความสุขในการทำหน้าที่ในการประพฤติการปฏิบัติ

 

พระศาสนานั้นเป็นธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นพระนิพพานที่รู้เข้าใจ มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติมีความสุขกับการปฏิบัติ ความรู้ความเข้าใจมีความสุขในการทำหน้าที่

 

พระศาสนาถึงเป็นอริยมรรคทั้งทางกายวาจากิริยามารยาทอาชีพมารวมลงที่ใจ ใจที่รู้ใจที่เข้าใจ ใจที่มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเอาพระศาสนาควบคู่กันไป ผู้พัฒนาจิตใจก็ต้องเอาพระศาสนาควบคู่กันไป

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นทานศีลสมาธิภาวนาสำหรับฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมือง สำหรับนักบวชก็ได้แก่ศีลสมาธิปัญญา

 

เรามารู้มาเข้าใจเรื่องของชาติคือความเกิด เพราะสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัย เพราะสิ่งนี้มีสิ่งต่อไปถึงมี

 

เรามารู้เรื่องพระศาสนา พระศาสนาคือพระนิพพาน เป็นความรู้ความเข้าใจที่เรามาหยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้การประพฤติการปฏิบัติของเราได้เป็นปฏิปทาติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

เรามารู้มาเข้าใจ เอาอริยมรรคทั้งกายวาจากิริยามารยาท ประพฤติปฏิบัติที่อาชีพ เพื่อเอาวัตถุที่อาศัยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ มาเอาเรื่องจิตเรื่องใจ พัฒนาจิตใจ เราเพียงเสียเวลา ๑ วินาที เพื่อให้ปัญญาของเราได้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

กษัตริย์นั้นหมายถึงปัญญาสัมมาทิฏฐิ มนุษย์เราต้องรู้ต้องเข้าใจ เอาปัญญาสัมมาทิฏฐินำชีวิต หยุดสัญชาตญาณด้วยความรู้ความเข้าใจ เอาสมมติสัจจะทั้งหลายมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติมาทำหน้าที่ มาทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อต้องการอยากจะเป็นคนดี

 

กษัตริย์หมายถึงปัญญาบริสุทธิคุณ เป็นปัญญาที่ยกเลิกตัวยกเลิกตน เป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่มีความสำคัญมั่นหมาย ว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชายเป็นคนหนุ่มคนสาวเป็นแก่คนเฒ่าคนชรา เป็นคนดีกว่าเค้าเก่งกว่าเค้ารวยกว่าเค้ามีอำนาจวาสนามากกว่าเค้าหรือเสมอเขาหรือสู้เขาไม่ได้

 

ปัญญาสัมมาทิฏฐิมีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้มีความสุขมาก ๆ ก็ต้องมาเสียสละมาก ๆ ยอมพิจารณาทุกอย่างที่ผัสสะกับเราเพียงวินาทีเดียวเข้าสู่พระไตรลักษณ์ การพัฒนาปัญญาของเราก็จะไปเรื่อย ๆ ดั่งสายน้ำที่ติดต่อต่อเนื่อง

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเราต้องพากันมารู้มาเข้าใจ มาเอาธรรมนำชีวิตเอาธรรมนูญนำชีวิตเพื่อให้ปฏิปทาของเราได้ติดต่อต่อเนื่อง

 

วันหนึ่งคืนหนึ่งเรานอนเราพักผ่อนวันละ ๗,๘ ชั่วโมง สำหรับฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมือง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๖ ชั่วโมง

 

สำหรับนักบวชนอนพักผ่อนจำวัดวันละ ๕,๖ ชั่วโมง เวลาตื่นอยู่นี้เป็นเวลา ๑๘ ชั่วโมง ฆราวาสก็ต้องทำหน้าที่ ทำความดีเพื่อความดี ไม่ได้ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการ เพราะทำความดีเพื่อความอยากความต้องการนั้นมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ มันเป็นการเดินไปข้างหน้าถอยกลับมาอยู่ที่เก่า ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

นักบวชก็มาทำงานของนักบวช มามีความสุขในการทำหน้าที่ มีความสุขกับการประพฤติกับการปฏิบัติ นักบวชต้องเป็นผู้ที่ไม่ว่างงาน ไม่ว่างจากการประพฤติไม่ว่างจากการปฏิบัติ

 

นักบวชต้องพากันรู้พากันเข้าใจ อย่าไปคิดว่าเราบวชมาเราต้องมาปล่อยมาวาง การปล่อยวางนั้นต้องพากันรู้พากันเข้าใจ การปล่อยวางก็คือเรามายกเลิกตัวยกเลิกตน เรามาหยุดสัญชาตญาณที่เป็นนิติบุคคลที่เป็นตัวเป็นตน

 

นักบวชต้องพากันรู้พากันเข้าใจ ว่าตัวตนนั้นมีแต่ความทุกข์เกิดขึ้น ความทุกข์ตั้งอยู่ ความทุกข์ดับไป ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นมา

 

นักบวชทั้งหลายต้องรู้เข้าใจ ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็ย่อมไม่รู้จักการประพฤติการปฏิบัติ จะพากันไปปล่อยวางพระธรรมพระวินัยข้อวัตรกิจวัตร นักบวชต้องพากันรู้เข้าใจ ว่านักบวชทำไมมีพระธรรมมีพระวินัย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มีตั้งมากมายจุกจิกไปหมด

 

สมมติสัจจะที่เป็นพระธรรมเป็นพระวินัย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ นักบวชต้องเอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ เพราะสมมติสัจจะนั้นจะยกเลิกสัญชาตญาณที่มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตน

 

แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจ เราไปมองข้ามสมมติไป เรามองข้ามนั้นคือความไม่เคารพ เมื่อเราไม่มีความเคารพมันก็ไม่มีความสงบ เพราะความเคารพนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ ผู้ประพฤติผู้ปฏิบัติต้องรู้เข้าใจ ใจของเรานั้นเป็นนามธรรมไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครเข้าใจ แต่ตัวเราเองนั้นเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจ

 

สมมติสัจจะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านชี้ให้เห็น เรารู้เข้าใจ เราต้องเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ เรามาบวชเป็นพระแล้ว เราไปตรึกนึกคิดในเรื่องกามนั้นไม่ได้ เราจะไปตรึกนึกคิดในเรื่องพยาบาทนั้นไม่ได้ เราต้องเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการไม่ตรึกในกาม ไม่ตรึกในพยาบาท ผู้ที่มีมาบวชมาคิดเรื่องกามไม่ได้ ไปคิดเรื่องพยาบาทไม่ได้ เพราะการบวชนั้นต้องบวชทั้งกายวาจากิริยามารยาท ต้องบวชที่ใจ

 

ใจของผู้ที่มาบวชนั้น ถึงแม้ใครจะไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ แต่ผู้ที่มาบวชนั้นไปตรึกนึกคิดในกามในพยาบาทนี้ไม่ได้ ปฏิปทาในการประพฤติการปฏิบัติอย่างนี้ต้องปฏิบัติให้ติดต่อต่อเนื่องดั่งสายน้ำ

 

ความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ถึงเป็นสาเหตุให้เกิดความสงบ

 

เราเป็นฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองต้องรู้เข้าใจ เราจะไปตรึกนึกคิดในกามไม่ได้เช่นเดียวกัน จะไปตรึกนึกคิดในพยาบาทนั้นไม่ได้

 

เราต้องเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพในพระศาสนา เคารพในการพัฒนาปัญญา เพื่อให้ปัญญาของเรานั้นเข้าถึงปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณหมายถึงปัญญายกเลิกตัวยกเลิกตนที่เป็นปัญญาบริสุทธิคุณ ปัญญาบริสุทธิคุณนี้ถึงเรียกว่าปัญญาชน ถ้าปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตนนั้นมันดับทุกข์ไม่ได้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญญาที่เป็นนิติบุคคลตัวตนไม่ใช่ธรรมนูญ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ

 

ฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมืองก็ต้องรู้เข้าใจ ที่มาบวชก็ต้องรู้ต้องเข้าใจ เพื่อเราจะได้เอามาใช้เอามาประพฤติเอามาปฏิบัติ

 

ความรู้ความเข้าใจอย่างนี้เราจะไม่ได้เดินไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่ที่เก่าที่เดิม

 

พระพุทธเจ้าคือผู้ที่เอาธรรมนูญนำชีวิต  พระอรหันต์ขีณาสพคือผู้ที่เอาธรรมนูญนำชีวิต คือผู้ที่เอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติอยู่ที่ปัจจุบัน ผู้ใดเอาสมมติสัจจะมาใช้มาประพฤติมาปฏิบัติ มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ ผู้นั้นก็จะอยู่กับพระนิพพาน มีความตั้งมั่นในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่เป็นพระนิพพานเป็นที่อยู่ที่อาศัย

 

พระนิพพานนั้นถึงเป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่รู้ที่เข้าใจ ชีวิตของเราที่จะเอาตัวรอดปลอดภัย ก็ต้องเอาธรรมนูญนำชีวิต เพราะธรรมนูญนั้นแหละคือพระนิพพาน สมมติสัจจะที่เรารู้เข้าใจ มีความสุขในการประพฤติการปฏิบัติ ที่เราทำความดีเพื่อความดี

 

การที่เราไปบอกสอนคนอื่นคือการทำหน้าที่ อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่าทำพุทธกิจ เป็นการทำความดีเพื่อความดี เป็นการทำพุทธกิจ

 

พระอรหันต์ขีณาสพสาวกขององค์สมเด็๗พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำความดีเพื่อความดี เป็นการเอาตัวรอดในทางที่รอด ทำความดีเพื่อความอยากความต้องการมันเป็นขั้วบวกขั้วลบ นั่นแหละคือเอาตัวรอดในทางที่ไม่รอด

 

ทางสายกลางระหว่างวัตถุกับจิตใจ ๒ อย่างนี้ถึงต้องไปพร้อม ๆ กัน

 

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นี้เป็นความรู้ความเข้าใจ เป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพระนิพพาน เป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องวัฏฏสงสาร

 

ความรู้ความเข้าใจในการทำหน้าที่ ในการทำพุทธกิจ เน้นมาที่ตัวเราทุก ๆ คน การที่เผยแผ่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถึงเป็นการบำเพ็ญพุทธกิจ

 

การเผยแผ่ สงฆ์สาวกอรหันต์ขีณาสพเป็นการทำกิจของพระศาสนา เน้นปฏิปทาของตัวเราเอง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดับทุกข์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพก็ดับทุกข์ของพระอรหันต์ขีณาสพ

 

ด้วยเหตุผลนี้ทุกคนต้องพากันรู้พากันเข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติ เพื่อจะทำหน้าที่ของเราให้ดี ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

 

ท่านผู้ฟังที่เป็นคนดีคนมีปัญญาทั้งหลายต้องพากันรู้พากันเข้าใจ วันหนึ่งคืนหนึ่งเราทำหน้าที่ของเรา เมื่อเรายังมีลมปราณเราต้องทำหน้าที่ของเรา ให้มีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ

 

ความสุขที่จะเกิดได้ พระนิพพานที่จะเกิดได้ ก็ต้องอาศัยทานศีลสมาธิภาวนา สำหรับฆราวาสผู้ครองบ้านครองเมือง

 

สำหรับนักบวชก็ต้องอาศัยศีลสมาธิปัญญาของเราอยู่ที่ปัจจุบัน เพื่อพระนิพพานนั้นจะได้เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะความดับทุกข์ไม่มีทุกข์ต้องอยู่ที่ปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ

 

การประพฤติการปฏิบัตินี้ถึงอยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ถึงไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น ให้ผู้ฟังที่เป็นคนดีคนมีปัญญาทั้งหลายต้องพากันดีใจภูมิใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านให้เอาปัจจุบันนี้เป็นการประพฤติการปฏิบัติ เพราะปัจจุบันนี้ให้รู้เข้าใจ ว่าปัจจุบันนี้เป็นการชิงแชมป์ระหว่างพระนิพพานกับวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารกับพระนิพพาน

 

การประพฤติการปฏิบัติที่รู้เข้าใจ เรามีความสุขกับการประพฤติการปฏิบัติ การประพฤติการปฏิบัตินั้นเราก็จะได้รับออกซิเจน เราก็จะได้ถ่ายเทของเสียของปฏิกูลถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์อกไปด้วยความรู้ความเข้าใจ

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระธรรมคือพระวินัย ให้เรารู้ให้เข้าใจ พระธรรมพระวินัยนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย

 

เราจะเดินทางไกลต้องอาศัยยานคือพระธรรมพระวินัย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ โกณฑัญญะได้รู้เข้าใจ

 

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ นับเป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน 8 เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบบริบูรณ์

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีเนื้อหาแสดงถึงการปฏิเสธส่วนที่สุดสองอย่าง และเสนอแนวทางดำเนินชีวิตโดยสายกลางอันเป็นแนวทางใหม่ให้มนุษย์ มีเนื้อหาแสดงถึงขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงอริยสัจทั้ง 4 คือ อริยมรรคมีองค์ 8 โดยเริ่มจากทำความเห็นให้ถูกทางสายกลางก่อน เพื่อดำเนินตามขั้นตอนการปฏิบัติรู้เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เพื่อความดับทุกข์ อันได้แก่นิพพาน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

-ปฏิปทาทางสายกลาง
ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 คือ
ปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ)
เจรจาชอบ (สัมมาวาจา)
การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ)
เลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ)
พยายามชอบ (สัมมาวายามะ)
ระลึกชอบ (สัมมาสติ)
ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)

 

ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้

รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดง ความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาค

 

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

          พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น

         ครั้นต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลายที่เหลือ จากนั้นด้วยธรรมีกถา. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระวัปปะและท่านพระภัททิยะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา. ท่านทั้งสองนั้นได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาค

 

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่าธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

 

         พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น.

          ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสวยพระกระยาหารที่ท่านทั้งสามนำมาถวาย ได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตนำบิณฑบาตใดมา ทั้ง ๖รูปก็เลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนั้น

 

          วันต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระมหานามะและท่านพระอัสสชิว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา. ท่านทั้งสองได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคว่า ขอข้าพระองค์ทั้งสอง พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า

        

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งสองจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วได้ตรัสต่อไปว่า

ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอทั้งสองจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุทั้งสองนั้น

 

ให้เราทั้งหลายระลึกถึงโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานท่านได้ตรัสโอวาทสำคัญครั้งสุดท้ายไว้ว่า

 

"หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ" แปลความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

 

โอวาทของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอนนะ

ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืนนะ

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู

ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเป็นปัญญาบริสุทธิคุณเท่านั้น การระงับสังขารทั้งหลายด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นความรู้คู่กับการประพฤติการปฏิบัตินั่นแหละคืออริยมรรค เป็นหนทางที่ประเสริฐมีพระนิพพานตั้งแต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรอพระนิพพานเมื่อตายแล้ว ปัจจุบันไม่มีพระนิพพาน อนาคตจะมีพระนิพพานได้อย่างไร

 

ให้เรารู้เข้าใจเรื่องพระธรรมพระวินัย พระธรรมพระวินัยที่เป็นสัมมาทิฐิ เพื่อหยุดวัฏฏสงสารนั่นแหละคือพระนิพพาน ให้พวกเรารู้เข้าใจในเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจนะว่าสิ่งเดิมนั้นคือความว่างเปล่า สิ่งที่สัญจรไปมาเป็นเพียงอาคันตุกะ เราจะได้เอาหลักการอุดการณ์ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญาเป็นมรรคเป็นอริยมรรคที่ตรงกันข้ามกับโลกธรรมมาประพฤติมาปฏิบัติ ให้รู้เข้าใจ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกรรมเหนือกฎแห่งกรรมเหนือผลของกรรม พระนิพพานความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปฏิจจสมุปบาท กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทจะได้จบลงเพียงผัสสะ จะได้เป็นปัญญาเป็นความสงบ จะเป็นความสงบเป็นปัญญา เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หยุดความปรุงแต่ง นี้เป็นขบวนการที่ติดต่อต่อเนื่อง เป็นบารมีเป็นความดีที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นพระนิพพานบ้านของเรา ไม่ใช่อวิชชาความหลงเป็นบ้านของเรานะ พระนิพพานคือบ้านของเรา ความสงบและปัญญาถึงเป็นธรรมเป็นปัจจุบันธรรม เราจะหยุดวัฏฏสงสารได้ด้วยความรู้ความเข้าใจ ด้วยพระธรรมด้วยพระวินัย เป็นขบวนการของกระแสในการประพฤติการปฏิบัติที่ได้นำเอาพระธรรมพระวินัยมาประพฤติมาปฏิบัติในปัจจุบันให้ติดต่อต่อเนื่อง

 

 ความสงบและปัญญาที่เป็นพระธรรมพระวินัยถึงหยุดความปรุงแต่งได้ ด้วยปัญญาสัมมาทิฏฐิคู่กับการประพฤติการปฏิบัติในปัจจุบัน พระธรรมพระวินัยที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ที่จะหยุดความปรุงแต่งได้ เข้าถึงพระนิพพานตั้งแต่ปัจจุบัน ไม่ต้องรอชาติหน้า พระนิพพานต้องอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น

 

---------------------------------

โอวาทขององค์หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม

เมตตาให้ไว้ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙

ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

Visitors: 115,891